บัตร 2 ใบ… ทำให้ยุบสภาช้าหรือเร็ว ใครได้เปรียบกว่า/หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว มุกดา สุวรรณชาติ

มุกดา สุวรรณชาติ

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว

มุกดา สุวรรณชาติ

 

บัตร 2 ใบ…

ทำให้ยุบสภาช้าหรือเร็ว

ใครได้เปรียบกว่า

 

แผนเดิมลากยาว

ตามธรรมชาติของผู้ครองอำนาจรัฐย่อมอยากจะอยู่ไปให้นานที่สุดจนครบวาระ 4 ปี ในปี 2566 ถ้ายังไม่มีความจำเป็นจริงๆ ก็ไม่มีใครอยากยุบสภา แผนเดิมของรัฐบาลคือ ดื้ออยู่ไปให้ถึงปลายปี 2565 ให้ผ่านงบประมาณและแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการคือในช่วงเดือนกันยายน 2565

เพราะยิ่งอยู่นานก็สามารถใช้งบประมาณสร้างผลงาน สะสมเสบียง วางโครงข่ายอำนาจรัฐได้เต็มที่ผ่านระบบราชการทั้งระบบ โดยเฉพาะผ่านมหาดไทยซึ่งมีผู้ว่าฯ และคุมลงไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน

นอกจากนั้น ยังเตรียมการให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น อบต.ในปลายปี 2564 ซึ่งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหลายถึงอย่างไรก็ยังต้องพึ่งพาระบบราชการและรัฐบาลกลางทั้งในเรื่องงบประมาณและโครงการต่างๆ

ทำไมมีข่าวว่าจะยุบสภาเร็ว… เพราะบัตร 2 ใบเที่ยวนี้มีใบสั่งให้ใช้วิธีนี้เพื่อลดจำนวน ส.ส.ของพรรคก้าวไกล แม้จะต้องเสี่ยงต่อการที่พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.มากขึ้น เป็นใบสั่งที่ตรงมายัง ส.ว.

แต่ปัจจุบันมีปัญหาความขัดแย้งภายในของพรรคพลังประชารัฐ ประเมินได้ว่าจะมีศึกชิงพรรคในเร็ววันนี้ ถ้าพรรคแตกแยก การเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบจะทำให้ถูกเพื่อไทยทิ้งห่าง ถ้าผลการเลือกตั้งออกมาแล้วรวมเสียงได้ไม่ถึง 250 แม้มี ส.ว.ช่วยก็บริหารไม่ได้

ถ้ามีแนวโน้มแบบนั้น การยุบสภาจะเกิดขึ้นก่อนที่ระบบบัตร 2 ใบจะได้ประกาศใช้

แต่คาดว่าการแก้ปัญหาในพลังประชารัฐจะจบได้ระดับหนึ่ง และลากกันไปต่อได้

 

การประเมินสถานการณ์จริง

1.ไม่ว่าเลือกตั้งแบบใด สถานการณ์การเมืองหลักคือการมี ส.ว. 250 คนเลือกนายกฯ ได้ยังไม่ได้แก้ไข ดังนั้น การที่ฝ่ายประชาธิปไตยจะจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาเพียงฝ่ายเดียวเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถรวม ส.ส.เกินครึ่งของรัฐสภา (375 เสียง) ในสถานการณ์การเมืองแบบนี้ เพราะอีกฝ่ายมีทั้งอำนาจรัฐและเงิน

2. ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ประชาชนจะยากลำบาก ความยากจนมีมากขึ้น

คนตกงานมากขึ้น SME จะล้มระเนระนาด ส่วน covid คงไม่น่าหมดไป แต่อาจจะลดระดับลง ความกลัวต่อโรคนี้จะลดลงและคนจะค่อยๆ ปรับตัวให้อยู่รอดให้ได้

แต่ในสภาพเป็นจริง ถ้ายังคงมีคนติดเชื้อ มีคนเสียชีวิต การท่องเที่ยวที่หวังว่าคนต่างชาติจะเข้ามาคงได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น การท่องเที่ยวจะเป็นกลุ่มที่ฟื้นฟูเร็วที่สุดถ้าเทียบกับอุตสาหกรรม ซึ่งมีการย้ายฐานการผลิตออกไป

ดังนั้น การฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้นจึงยังมองไม่เห็นหนทาง และเท่าที่มองดูแนวทางของรัฐบาลชุดนี้มีแต่จะกู้เงินเข้ามาใช้จ่ายเท่านั้น

แต่ปัญหาที่หนักที่สุดคือปัญหาหนี้สินของคนชั้นล่าง ชั้นกลาง และ sme ที่ตกอยู่ในสภาพล้มละลายหรือกึ่งล้มละลาย พวกเขาจะไม่มีเงินผ่อนใช้หนี้ ที่สำคัญทำให้เกิดการหมดกำลังใจ ปัญหาสังคมและอาชญากรรมจะตามมา

การประท้วงและการเรียกร้องการเมืองจะตามมาและหนักขึ้นเรื่อยๆ มีคนที่ยากลำบากประสบปัญหาต่างๆ จะเข้าร่วมมากขึ้น

แรงกดดันทุกด้านอาจจะทำให้รัฐบาลต้องตัดสินใจยุบสภาก่อนแผนเดิม แต่ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อใด แม้คนยุบเอง เพราะส่วนใหญ่แล้วคิดกันก่อนไม่เกิน 1 สัปดาห์

 

วิเคราะห์โอกาสของพรรคการเมืองต่างๆ

ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การดูด ส.ส.เก่า จะเป็นวิธีการที่ใช้อย่างเปิดเผยและหนักกว่าปี 2562

ถ้าไม่แก้กฎมายเรื่องการย้ายพรรค จะมีผลให้มีการซื้อผู้สมัคร ซื้อเสียง และซื้อ ส.ส.ที่ได้รับเลือก

พรรคพลังประชารัฐ

สถานการณ์ความแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐ ถ้าธรรมนัส พรหมเผ่า งอนสะบัดก้นออกไปจากพรรค ในวันนี้โอกาสจะล้างแค้นทางการเมืองก็จะสูญเสียไป เพราะต้องไปเผชิญกับคลื่นลมตามลำพังอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ อาจเป็นเดือน หรืออาจนานถึง 1 ปี

การปลดธรรมนัสครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เสียหน้าพอควร ที่ปล่อยให้เลขาฯ พรรคประสบชะตากรรมอย่างนี้ ดังนั้น พี่ป้อมจะต้องหาทางประคองธรรมนัสเอาไว้และใช้งานตามศักยภาพต่อไป

แต่ศึกชิงพรรคพลังประชารัฐกำลังจะเกิดขึ้น เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้ว่าต้องมีกำลัง ส.ส.ไว้ในมือและไม่ยอมให้คนอื่นควบคุม เขาจะต้องปรับแผนใหม่ โดยก้าวเข้าไปอยู่ในพรรคอย่างเต็มตัว เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงเลขาธิการพรรค กรรมการพรรค และสุดท้ายอาจจะเปลี่ยนหัวหน้าพรรค

เวลา 1 ปีความผันผวนทางการเมืองก็นับว่ายาวพอควร ยังไม่รู้ว่าถึงตอนนั้นจะยังมีพรรคพลังประชารัฐอยู่หรือไม่ หรือจะแตกตัวเปลี่ยนชื่อออกไปเป็นอื่นเนื่องจากความขัดแย้งในพรรค ความนิยมทางการเมืองคาดว่าน่าจะตกลง แต่คะแนนในพื้นที่ที่ขึ้นอยู่กับ ส.ส.ยังใช้ได้ ถ้ามีการรวมกลุ่มใหม่ก็ยังใช้การได้ ดังนั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจจะเล็กลงแต่มีสาขาเพิ่มออกไปตามท้องถิ่นและจับมือเตรียมการเลือกตั้งร่วมกันโดยไม่ส่งทับซ้อนกัน

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เข้ายึดครองพรรคประชารัฐไม่สำเร็จ บุคคลที่จะขึ้นมานำเป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์อีกแล้ว เพราะในทางการเมืองเสียเปรียบมากอยู่แล้ว ถ้าขึ้นมาต้องเสียเวลาไปแก้ตัวกับข้อผิดพลาดต่างๆ หาคนใหม่ดีกว่า

แต่ถ้าประยุทธ์ควบคุมพรรคได้ก็สามารถใช้อำนาจผลักดันตัวเองออกมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้อีกครั้ง

ส่วนพรรคภูมิใจไทยไม่มีอะไรเสียเปรียบ มีโอกาสขยายได้ด้วยซ้ำจากการดูด ส.ส.เก่ามาจากพรรคต่างๆ

พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่คิดว่าบัตร 2 ใบจะช่วยได้นั้นคงได้น้อยมากเพราะไม่มีผลงานในการร่วมรัฐบาลและการโชว์จุดยืนชัดเจนว่าไม่จำเป็นต้องอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย ขอแต่ร่วมรัฐบาลเท่านั้น จะทำให้เสียงส่วนหนึ่งหายไป บัตร 2 ใบจะได้เฉพาะภาคใต้ แต่ประเมินว่าการต่อสู้ในภาคอื่นๆ อาจจะแพ้ และจะถูกถล่มจากคู่แข่งทั้งฝ่ายประชาธิปไตยและพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยร่วมกันมาก่อน ถ้ากำลังเงินสู้ไม่ได้ อุดมการณ์ไม่แกร่งพอ ผลงานก็ไม่มี จะเอาอะไรเป็นแรงจูงใจให้คนมาลงคะแนน

ที่เคยได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็น 10 ล้านนั้นเป็นความฝันในอดีตที่ผ่านไปแล้ว

พรรคฝ่ายค้าน

พรรคก้าวไกล ความนิยมไม่ได้ลดลง แต่ ส.ส.ลดลง

เพราะคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ตามวิธีบัตร 2 ใบจะคิดคะแนนเพื่อให้ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากฐานใหม่แค่ 100 คน ไม่ใช่ 500 คน หมายความว่า ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคก้าวไกลจะลดลง 5 เท่า ถ้าความนิยมเท่าเดิมที่เคยได้ปาร์ตี้ลิสต์ 50 ก็จะเหลือเพียง 10 เท่านั้น

ดังนั้น ต้องหาวิธีชนะ ส.ส.เขตให้มากขึ้น

ส่วนพรรคท้องถิ่น แบบชลบุรี สุพรรณบุรี มีโอกาสเกิดขึ้นมากและไม่สนใจคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เท่าไหร่ แต่ถ้าพวกเขารวมกันหลายจังหวัดได้ ส.ส.เขต 10-15 คน อาจได้คะแนนบัตรปาร์ตี้ลิสต์ 500,000 ถึง 600,000 ทำให้ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น 1-2 คน

พรรคเล็กเกิดใหม่ที่จะอาศัยคะแนนปาร์ตี้ลิสต์จะได้ ส.ส.ไม่กี่คน จำเป็นจะต้องได้ ส.ส.จากเขตที่ตนเองมีชื่อเสียง ความเป็นไปได้น่าจะอยู่ที่ 1-3 คน และถ้ามีกระแสดีคนดัง เสนอนโยบายเด่นมีคนชอบและได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่มขึ้นมาถึง 1 ล้านคะแนนก็จะได้ประมาณ 3 คน แต่ถ้าไม่สนใจเรื่องการเป็นรัฐบาล ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ขอให้สามารถไปสร้างบทบาทเพื่อประชาชนในสภาได้ ก็ลุยเลย

พรรคเพื่อไทยคงได้ ส.ส.มากขึ้น น่าจะเกิน 200 คน แต่ถ้า ส.ว. 250 คนไม่แบ่งมาหนุน ก็ตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ถ้าเพื่อไทยสร้างแนวร่วมที่เหนียวแน่นกับพรรคเล็กๆ และรวมเสียงถึง 245-250 อาจทำให้อีกฝ่ายตั้งรัฐบาลได้ แต่ล้มได้ตลอดเวลา…

ส่วนเรื่องการร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ แหล่งข่าวน่าจะจำผิด นี่คือพรรคเพื่อไทย นะจ๊ะ ไม่ใช่ ปชป.

บทความก่อนหน้านี้แผนเปิดกรุงเทพส่อเลื่อน กรุงศรีมองปมฉีดวัคซีนไม่ถึง 70%
บทความถัดไปการเมืองอำนาจนิยม : ระบอบเผด็จการส่วนบุคคล/การเมืองวัฒนธรรม เกษียร เตชะพีระ