วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ : “ไม่รู้นี่หว่า ไม่มีใครบอก”

การวิจารณ์ย้อนหลังง่ายกว่าการทำงานจริง แต่ถ้าไม่มีการวิจารณ์ย้อนหลังก็ไม่มีการสรุปบทเรียน

ระยะแรกเป็นการระบาดของโควิด ไทยง่วนอยู่กับการควบคุมการระบาด

วัคซีนเกือบทั้งหมดยังอยู่ในขั้นแรก ไม่มีใครในโลกรู้ว่าจะพัฒนาวัคซีนไปแล้วได้ผลแค่ไหน เราผ่านซาร์สมาเกือบยี่สิบปี เชื้อก็คล้าย ๆ กัน แต่การพัฒนาวัคซีนป้องกันซาร์สทำไม่สำเร้จ

ความสำเร็จของไทยและจีนในการควบคุมโควิดระยะแรกทำให้มีความเป็นไปได้ที่โลกจะควบคุมโควิดได้เหมือนควบคุมซาร์สโดยไม่มีต้องมีวัคซีน แต่ความหวังนั้นต้องล้มไป เพราะประเทศส่วนใหญ่ของโลกไม่สามารถควบคุมการระบาดในระลอกแรกได้ โควิดขยายตัวครอบคลุมไปทั่วโลก

ความสำเร็จของเราในการควบคุมโควิดระลอกแรก ทำให้เราเกิดปมเขื่องได้รับยกย่องจากทั่วโลกในเรื่องความสามารถในการควบคุมโรคโดยยังไม่มีวัคซีน ปมเขื่องนี้ทำให้เรามองข้ามความน่ากลัวของโควิดที่จะเกิดขึ้นในเวลาต่อมา

ในด้านตรงข้าม เรามีจุดอ่อน (ไม่อยากเรียกว่าปมด้อย) ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ความสามารถทางเทคโนโลยีชีวภาพ ที่เรายังห่างไกลจากประเทศรายได้ปานกลางรุ่นพี่อย่างอินเดีย จีน และ รัสเซีย

ปมเขื่องผสมกับปมด้อยอาจจะทำให้ไทยทุ่มสุดตัวในความพยายามผลิตวัคซีนเอง ด้านหนึ่งเพื่อลบปมด้อยที่ว่าเราไม่เคยทำสำเร็จและคราวนี้สำเร็จจะปมเขื่องใหม่เล็ก ๆ ที่เราสามารถผลิตวัคซีนพึ่งตนเองและช่วยเหลือคนอื่นได้ และแสดงการลงทุนอย่างชาญฉลาดในเรื่องวัคซีน

ในที่สุดสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนก็ทำลายทั้งปมเขื่องและปมด้อยของเรา ด้านหนึ่ง คือ ข่าวดีในปลายปี 63 ที่วัคซีนในประเทศตะวันตกได้ผลค่อนข้างดี และข่าวร้ายที่ไม่รู้เราทราบหรือเปล่าว่าทั่วโลกกำลังแย่งกันซื้อวัคซีนอย่างดุเดือด โดยเฉพาะกลุ่มประเทศร่ำรวย เราไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจว่าจะเกิดการระบาดระลอกใหม่ในช่วงที่วัคซีนขาดตลาด

 

ขณะเดียวกัน นอกจากการระบาดระลอกใหม่ เรายังมีแรงกดดันอย่างมากในความต้องการเปิดประเทศ เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจ

การระบาดระลอกสองจากสมุทรสาคร ประจวบกับมีประเทศบางประเทศในโลกที่เร่งรัดการฉีดวัคซีนอย่างขมักเขม้น ทำให้เรา เรามีแนวโน้มที่เชื่อว่าวัคซีนเท่านั้นที่จะเป็นคำตอบ เพิ่มแรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในการจัดหาวัคซีนที่กำลังขาดตลาด

และก็แรงกดดันทางเศรษฐกิจนี่กระมัง ที่ทำให้คนไทยรวมทั้งรัฐบาลคิดว่า เมื่อเราเปิดประเทศให้คนนอกเข้ามาไม่ได้ เราก็ส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนก็ได้ในระดับหนึ่ง ผู้คนที่อัดอั้นมานานโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่กับธุรกิจการบันเทิงเป็นพลังสำคัญทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวภายในก็เริ่มมีกิจกรรมมากขึ้น

มันเป็นวันคืนอันเลวร้ายในรอบที่สาม เมื่อเชื้อที่มีความสามารถในการแพร่เข้ามาในประเทศในช่วงที่ผู้คนหนุ่มสาวกำลังท่องเที่ยวตามวิถีทางของเขาอย่างเต็มที่ ระลอกสามจึงเป็นระลอกของการระบาดที่รุนแรงกว่าสองระลอกแรก

ปมเขื่อง ปมด้อย ความเผลอไผลฝันหวานทำให้เราผิดพลาดในอดีต เป็นบทเรียนที่จะต้องสรุป จดจำ และส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไป

 

ลืมเรื่องปมเขื่องและปมด้อยไปก่อน ตอนนี้มาดูงานเฉพาะหน้าของเราในตอนนี้ คือ เดินหน้าใช้จุดแข็งของสาธารณสุขและความร่วมมือจากประชาชน ช่วยกันสะกดทัพการระบาดระลอกสาม เอาให้อยู่เหมือนสองระลอกแรก คราวนี้คงต้องใช้ความพยายามและเวลามากขึ้นในการควบคุมการระบาด และต้องแจ้งให้ประชาชนอดทนมากขึ้นด้วย

ส่วนที่มีหน้าที่หาวัคซีนเพิ่มเติมก็ต้องทำให้เต็มที่ ส่วนที่ผลิตเองก็เดินหน้าต่อ จะซื้อหานำเข้าทั้งรัฐและเอกชนก็ต้องช่วยกัน

ไกลโพ้นจากกาฬทวีป ยังมีเชื้อที่วัคซีนป้องกันได้ไม่ดีกำลังค่อย ๆ คืบคลานออกมา เชื้อสายพันธุ์อังกฤษใช้เวลาสามสี่เดือนเจาะเข้าไทยได้สำเร็จ เชื้อจากกาฬทวีปไม่รู้จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ในที่สุดก็คงมาถึงไทย ถึงเวลานั้นถึงมีวัคซีนก็คงช่วยได้ไม่มากอย่างที่คิด เราจะเตรียมการอย่างไร?

บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่า ที่ผ่านมาเราเตรียมตัวได้ช้ากว่าสถานการณ์ เราทำงานเป็นเชิงรับ (reactive) มากกว่าเชิงรุก (proactive)

ขอกลับไปประโยคแรกของบทความนี้ที่ว่า “การวิจารณ์ย้อนหลังง่ายกว่าการทำงานจริง” ท่านนักวิจารณ์อย่ามัวแต่วิเคราะห์ตำหนิ รัฐบาล กระทรวงสาธารณสุข แรงงานข้ามชาติ และ วัยรุ่นนักเที่ยวเลยครับ ขอช่วยคิดว่าเราต้องทำงานเชิงรุกอย่างไรและก็ช่วยกันเสนอทางรํฐบาลเถอะครับ ข้อเสนอต่าง ๆ ถ้ามีการบันทึกอย่างเป็นทางการและไม่ได้รับการตอบสนอง ถ้าปรากฏว่าในภายหลังว่าเป็นข้อเสนอที่ดีแต่ได้รับการปฏิเสธ เรื่องนี้ก็ต้องมีผู้รับผิดชอบ ตามหลักธรรมาภิบาลครับ

“ถ้าเชื่อว่าประเทศเรามีธรรมาภิบาล”

บทความก่อนหน้านี้‘อนุสรณ์’ สวน ‘เสกสกล’ อย่าลามปามพูดไปเรื่อย ให้ข้อมูลที่เป็นเท็จกับประชาชน
บทความถัดไปอดีตพระพรหมสิทธิ พร้อมพระ 4 รูป คืนสู่สมณเพศวัดสระเกศ