รายงานพิเศษ : พลังแฟน พลังแบรนด์ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

“แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (Manchester United)” สโมสรฟุตบอลชื่อดังจากอังกฤษ เดินเข้าหาแฟนบอลเองด้วยการจัดแคมเปญ #ILOVEUNITED

ส่งอดีตนักเตะดังของสโมสรเป็นตัวแทนเดินทางไปร่วมกิจกรรมแฟนปาร์ตี้เชื่อมสัมพันธ์กับแฟนๆ ตามเมืองต่างๆ ที่มีฐานแฟนบอลของทีมอยู่จำนวนมาก เพื่อเป็นการขอบคุณแฟนๆ ที่ให้การสนับสนุนสโมสร

หนึ่งในนั้นมีกรุงเทพมหานครของเราอยู่ด้วย

กิจกรรม #ILOVEUNITED ในเมืองไทยที่เพิ่งผ่านมา เป็นครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ครั้งนี้ทีมปีศาจแดงส่ง “ไบรอัน ร็อบสัน” อดีตกลองกลางระดับตำนานยุค 80s และ “มิคาเอล ซิลแวสต์” กองหลังในยุคประวัติศาสตร์ 3 แชมป์ เป็นตัวแทนสโมสรมาพบปะและทำกิจกรรมกับแฟนๆ

นอกจากกิจกรรมหลักที่ทางสโมสรจัดเองแล้ว ตัวแทนสโมสรทั้งสองคนยังต้องแยกกันไปร่วมกิจกรรมของพาร์ตเนอร์หรือสปอนเซอร์ของสโมสรด้วย

ซึ่งงานของแต่ละเจ้าก็มีการเชิญชวนแฟนบอลเข้าร่วม

บางเจ้าเชิญสื่อมวลชนไปทำข่าวด้วย

มีหลายงานในวันเดียวกันจนชวนสับสนงุนงงว่างานไหนเป็นงานไหน

และแอบคิดว่าอดีตนักเตะทั้งสองที่รับหน้าที่เซอร์วิสสปอนเซอร์และแฟนบอลคงเหนื่อยน่าดู

ในขณะเดียวกันก็คิดว่า สโมสรนี้รวยมากจริงๆ สปอนเซอร์เยอะแยะเต็มไปหมด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นไม่ได้เป็นแค่ทีมฟุตบอล ด้วยความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ เกียรติประวัติที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ชื่อ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด” เป็นแบรนด์ที่ทรงพลังมาก

สินค้ามากมายแย่งกันจะเข้าไปมีส่วนสนับสนุนสโมสรนี้ เพื่อให้โลโก้แบรนด์ได้เข้าไปปรากฏในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งของสโมสรฟุตบอลดัง

ไม่ว่าจะบนชุดแข่ง ชุดซ้อม ในสนาม ในเว็บไซต์ หรือพื้นที่ใดก็ตามที่ผ่านสายตาผู้คน

มีการเปิดเผยตัวเลขว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีแฟนบอลอยู่ราว 600 ล้านกว่าคนทั่วโลก

300 กว่าล้านคนในเอเชีย

และ 19 ล้านคนในประเทศไทย

นับว่าเป็นจำนวนมหาศาลและคุ้มค่าต่อการลงทุนสำหรับสินค้าหรือบริการใดๆ ที่จะทำการตลาดกับบรรดาแฟนฟุตบอลของทีมนี้

ตัวเลขมันบอกเหตุผลในตัวมันเองว่าทำไม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จึงเป็นสโมสรฟุตบอลที่เนื้อหอม

สปอนเซอร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีหลากหลายประเภทสินค้าและบริการ ตั้งแต่รถยนต์ เสื้อผ้า-อุปกรณ์กีฬา ค่ายหนัง เครื่องปริ๊นต์ รถมอเตอร์ไซค์ ขนม ธนาคาร เว็บไซต์ขายของออนไลน์ เครื่องยนต์การเกษตร ฯลฯ

แบรนด์รถยนต์เชฟโรเลตจ่ายปีละ 47 ล้านปอนด์ เพื่อคว้าพื้นที่หน้าอกเสื้อทีมปีศาจแดง โดยเซ็นสัญญา 7 ปี รวมเป็นเงินราว 191 ล้านปอนด์ตลอดระยะเวลาสัญญา เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2014-2015

ในปีเดียวกันนั้น ส่วนที่จ่ายหนักและแข่งกันดุเดือดกว่าคือสปอนเซอร์ชุดแข่ง สองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ของธุรกิจเสื้อผ้า-อุปกรณ์กีฬา คือ “อาดิดาส” และ “ไนกี้” เปิดศึกแย่งกันผลิตชุดแข่งทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยเม็ดเงินมหาศาล

อาดิดาสทุ่มเงินปีละ 75 ล้านปอนด์ ทำให้ไนกี้ ซึ่งเป็นสปอนเซอร์เจ้าเดิมที่เคยจ่ายปีละ 23.5 ล้านปอนด์มานานกว่า 10 ปีต้องถอยไป

อาดิดาสคว้าสัญญาเป็นสปอนเซอร์ชุดแข่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 10 ปี ด้วยเม็ดเงินทำลายสถิติโลกที่อาดิดาสเคยจ่ายให้กับ เรอัล มาดริด สโมสรยักษ์ใหญ่แดนกระทิงดุปีละ 31 ล้านปอนด์

สัญญาทั้งสองเกิดขึ้นในช่วงที่แมนฯ ยูไนเต็ด ทำผลงานย่ำแย่มากๆ ในรอบ 20 กว่าปี หลังจากที่ “เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน” ยอดผู้จัดการทีมรีไทร์ตัวเองจากเก้าอี้นายใหญ่แห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด

แต่ถึงอย่างนั้น แบรนด์สินค้าต่างๆ ก็ยังเชื่อมั่นและวิ่งเข้าหาสโมสรนี้อยู่ดี

นั่นแสดงให้เห็นว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งแค่ไหนในแง่ธุรกิจ

ความสำเร็จ-ความล้มเหลวในโลกลูกหนังก็ยังไม่สร้างความสั่นสะเทือนต่อแบรนด์ที่กุมศรัทธามวลมหาชนทั่วโลก

บนเว็บไซต์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสปอนเซอร์อยู่มากถึง 25 ราย

และในแคมเปญ #ILOVEUNITED แมนฯ ยูไนเต็ด ได้พาสปอนเซอร์แบรนด์ต่าง ๆ เหล่านี้ไปด้วยทุกประเทศ ทั้งในแง่การไปเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม ทั้งในแง่การปรากฏต่อสายตาผู้คนที่เข้าร่วมกิจกรรมโดยตรง และที่เห็นผ่านสื่อ

ยังไม่รวมแบรนด์ในประเทศที่เข้ามาร่วมเป็นสปอนเซอร์รายย่อยเฉพาะกิจกรรมในประเทศของตัวเอง

อย่างเช่นในบ้านเราก็มีธนาคารกรุงศรีอยุธยา

ฟุตบอลเป็นซอฟต์ เพาเวอร์ ที่ทรงพลังเห็นมากอยู่แล้ว จะเห็นว่าเมื่อมีอีเวนต์ฟุตบอลใหญ่ๆ สินค้าต่างๆ ก็วิ่งกรูเข้าไปทำการตลาดผ่านฟุตบอลกันอย่างคึกคัก แม้ว่าจะเป็นแค่อีเวนต์เดือนเดียว

ฉะนั้น กับแบรนด์ใหญ่ที่แข็งแรง มีแฟนๆ ให้การสนับสนุนอย่างเนี่ยวแน่น ทำการตลาดได้อย่างต่อเนื่องยาวนานอย่าง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คงไม่ต้องเดาว่าจะคุ้มค่าและเห็นผลบวกมากแค่ไหน

จากการแอบสอบถามจากสปอนเซอร์ ทราบว่าสัญญาการเป็นสปอนเซอร์สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นจะมีหลายแพ็กเกจ

อยากจ่ายมากจ่ายน้อยก็แล้วแต่ต้องการ

สิ่งที่จะได้รับก็มากน้อยตามแพ็กเกจที่จ่ายไป อย่างเช่น การได้มีชื่อ มีโลโก้ปรากฏอยู่ในอีเวนต์ #ILOVEUNITED ที่สโมสรมาทำกิจกรรมกับแฟนบอลทั่วโลก ก็เป็นกิจกรรมพิเศษหนึ่งที่รวมในแพ็กเกจสัญญา

หนึ่งในสปอนเซอร์ที่ได้สิทธิ์พาอดีตนักเตะดังไปร่วมกิจกรรมด้วยก็คือเอปสัน แบรนด์ปริ๊นเตอร์ชื่อดัง ที่เป็นสปอนเซอร์แมนฯ ยูไนเต็ด มาแล้ว 7 ปี

ถามว่าการเข้าไปสนับสนุนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีส่วนส่งเสริมแบรนด์อย่างไรบ้าง?

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไปด้านการขายผลิตภัณฑ์และการตลาด บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า แบรนด์เอปสันเป็นแบรนด์ที่คนรู้จักอยู่แล้ว แต่การที่เข้าไปสนับสนุนแมนฯ ยูไนเต็ด เพราะต้องการทำแบรนดิ้งและโปรโมตในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ทั้งในอาเซียน จีน และในพื้นที่อื่นๆ ที่คลั่งไคล้ฟุตบอลมากๆ เพื่อให้แบรนด์เข้าไปในกลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้น

“แบรนด์เอปสันมีคนรู้จัก แต่การทำแบรนดิ้งมันไม่เร็วเท่ากับการผูกกับแบรนด์ที่มีความนิยมมากอยู่แล้ว การผูกกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันมีแรงบวก มันทำให้เร็วขึ้น จริงๆ เอปสันเลือกจากหลายทีม มีคนถามว่า แมนฯ ยูฯ สีแดง เอปสันสีน้ำเงิน จะไปด้วยกันได้ไหม แต่เรามองที่จุดมุ่งหมายของทีมเขาคือการเป็นสุดยอดความเป็นที่สุด และความนิยมในกลุ่มเป้าหมายของเรา ซึ่งส่วนใหญ่เขาชอบ แมนฯ ยูฯ เราจึงเลือก แมนฯ ยูฯ เอปสันมีการทำเซอร์เวย์ทั่วโลกก่อนจะตัดสินใจ

การทำกิจกรรมกับแมนฯ ยูฯ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดี ไม่ใช่แค่เอาโลโก้ไปติด แต่สปอนเซอร์แต่ละเจ้าได้เข้าไปทำกิจกรรมร่วม อย่างเอปสัน เราพาลูกค้าพาคู่ค้าไปดูบอลที่สนามซ้อมของแมนฯ ยูไนเต็ด ไปกระทบไหล่ผู้เล่นปัจจุบัน เป็นสิ่งที่ทุกคนประทับใจ”

นายยรรยงกล่าว

แม้แต่ภาครัฐของเราก็ยังต้องพึ่งพลังปีศาจแดงกับเขาด้วย ถึงแม้จะเป็นในทางอ้อมก็ตาม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ลงนามความร่วมมือกับ อะลาดิน กรุ๊ป (Aladdin Group) ผู้ให้บริการธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลกในการนำสินค้าเอสเอ็มอีไทยไปขายในเว็บไซต์ Aladdinstreet.com

ทั้งนี้ อะลาดิน กรุ๊ป นั้นเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ตเนอร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด งานนี้จึงมี ไบรอัน ร็อบสัน และ มิคาเอล ซิลแวสต์ เข้าร่วมพิธีลงนามด้วย

ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นการปฏิวัติวงการอีคอมเมิร์ซไทยให้ก้าวหน้าไปอีกระดับหนึ่ง เพราะอะลาดิน กรุ๊ป เป็นผู้ให้บริการธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลก ที่ให้บริการทั้งประเภท B2B และ B2C มีฐานลูกค้าที่สามารถเข้าถึง 4 พันล้านคน

“นอกจากนี้ อะลาดิน กรุ๊ป ยังเป็นเอ็กซ์คลูซีฟพาร์ตเนอร์ด้านตลาดออนไลน์ของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีฐานแฟนคลับอยู่ทั่วโลก จะทำให้ผลิตภัณฑ์เอสเอ็มอีของไทยขยายสู่ตลาดโลกได้ง่าย และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยให้ก้าวไกล” รมช.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกล่าว

ในเวลา 2-3 วันที่อดีตสตาร์ทีมปีศาจแดงมาพบเจอแฟนๆ ในเมืองไทย เป็นช่วงเวลาที่คึกคักกันมากๆ สปอนเซอร์แต่ละเจ้ามีกิจกรรมดึงดูดให้คนดูเข้าร่วม ซึ่งกว่าจะได้รับคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรมก็ต้องผ่านเกมการตลาดต่างๆ แล้วแต่เจ้าไหนจะมีข้อกำหนดเงื่อนไขแบบไหน

หลายเจ้าเน้นทำผ่านในโซเชียลมีเดีย เป็นการกระจายการรับรู้และเน้นย้ำการมีอยู่ของแบรนด์ได้เป็นอย่างดี

บทความก่อนหน้านี้แพทย์ พิจิตร : ว่าด้วยผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตามประเพณีการปกครองของอังกฤษ (18)
บทความถัดไปรายงานพิเศษ : ชีวิตจริงไม่เหมือนบนเวที “ลำไย ไหทองคำ” เผยกฎดูได้ แต่ห้ามแตะ!!