เปิดอก “นิพิฏฐ์” แม่ทัพปักษ์ใต้ประชาธิปัตย์ สงครามครั้งสุดท้าย กู้วิกฤตยานแม่ พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทยเป็น “ภัยคุกคาม”

“นิพิฏฐ์” แม่ทัพปักษ์ใต้ประชาธิปัตย์ สงครามครั้งสุดท้าย กู้วิกฤตยานแม่ พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทยเป็น “ภัยคุกคาม”

ความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ร้าวลึก ยากแท้-หยั่งถึง

จากพรรคการเมืองเก่าแก่-อุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย 74 ปี ไม่ค้อมหัวต่อเผด็จการ-สืบทอดอำนาจทหารทุกรูปแบบ สู่พรรคร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

จากพรรคการเมืองที่มีเสียง-มีมือในสภาหลักร้อย เป็นพรรครัฐบาลเขี้ยวลากดิน 7 ครั้ง เป็นพรรคฝ่ายค้านเข้มแข็ง 11 ครั้ง สู่พรรคต่ำร้อย-พรรคอันดับ 5 ในสภาผู้แทนราษฎร ปักษ์ใต้เมืองหลวงทรุดเหลือ 22 ที่นั่ง กรุงเทพฯ ทัพหน้า “สูญพันธุ์”

จากพรรคการเมืองที่เต็มไปด้วยดาวและเดือนประดับฝ่ายบริหาร-ฝ่ายนิติบัญญัติ คนรุ่นหนุ่ม-สาวเจิดจรัสในวงการการเมือง สู่พรรคการเมืองที่ไฟความหวังริบรี่-เลือดไหลออก

“นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์-แม่ทัพปักษ์ใต้ ผู้ขับยานลำแม่ ดวงดาวที่เต็มไปด้วย “กองทัพสีฟ้า” บัดนี้ถูก “พรรคการเมืองคู่แข่ง” เบียดตก-ไม่มีที่ยืน

“ผมต้องการฟื้นพรรค ประชาธิปัตย์เปรียบภาคใต้เป็นยานลำแม่ ถ้ายานลำแม่ตก ไม่ต้องพูดถึงยานลำลูกจะอยู่ได้หรือ วันนี้ยานลำแม่จะตกอยู่แล้ว ถ้ายานลำแม่ตกตายหมู่เลย ควรจะฟื้นยานลำแม่มาให้ได้ แต่วันนี้ไม่มีใครพูดถึงยานลำแม่”

“นิพิฏฐ์” ชี้ปัจจัยกู้วิกฤตยานลำแม่ให้ฟื้นกลับมา 5 เรื่อง 1.คน ต้องมีคนรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ แต่ละเขตที่แพ้การเลือกตั้ง 2.ทุน วันนี้ปฏิเสธทุนไม่ได้ 3.ความเป็นเอกภาพ 4.นโยบาย และ 5.การประเมินผลงานของรัฐมนตรี

ปรากฏการณ์อาหารอร่อย-ดนตรีไพเราะ จนทำให้มี ส.ส.-อดีต ส.ส.ชักแถวกันไปที่ทำเนียบรัฐบาล-ศูนย์กลางอำนาจ ทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาส่งเสียงดังๆ เพื่อ “ห้ามเลือด” ไม่ให้ซึมลึก-ซ้ำรอยอดีตบิ๊กเนม-เบอร์ใหญ่ที่ทยอยออกจากพรรค

“ขณะนี้เลือดไหลออกจากเส้นเลือดใหญ่ ต่อไปจะไหลออกจากเส้นเลือดฝอย วันนี้ไปลึกกว่านั้นแล้ว ต้องทำให้เลือดหยุดไหลออกจากเส้นเลือดฝอย”

“วันนี้สิ่งที่พรรคต้องทบทวน คือ แก่นและหลักการของพรรค คืออะไร ต่างจากพรรคอื่นอย่างไร พรรคมีจุดแข็ง คืออะไร ทำไมต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าตอบไม่ได้ เตรียมเลย กระแทกพื้น”

“พรรคประชาธิปัตย์ถูกแย่งพื้นที่ด้วยพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย เราถูกเบียดพื้นที่หมดแล้ว ต้องปรับใหญ่ ต้องรื้อพรรคให้ถึงราก”

ขณะเดียวกันก็มีความพยายามดึง-ดูดคนของพรรคประชาธิปัตย์ และถูกตั้งคำถามว่า อาจต้องการเข้ามายึดพรรค เหมือนกับที่เคยมีความพยายามในช่วงที่มีการเปลี่ยนหัวหน้าพรรคสองครั้งก่อนหน้านี้ แต่ไม่สำเร็จ

“นิพิฏฐ์” ประเมินคู่แข่งในพื้นที่ภาคใต้ ว่า ภัยคุกคามของพรรคประชาธิปัตย์เวลานี้คือ พรรคพลังประชารัฐ กับพรรคภูมิใจไทย เพราะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเหมือนกัน รวมถึงเหตุและการสู้กับพรรคภูมิใจไทย-บุรีรัมย์โมเดล จนพรรคตั้งตัวไม่ทัน

“หัวหน้าพรรคทำงานหนัก รัฐมนตรีของพรรคทุกคนทำงานหนักมาก แต่ผลงานที่ออกมาจะได้สัดส่วนกับการทำงานหนักหรือเปล่าอีกเรื่องหนึ่ง การที่คุณทำงานหนัก คะแนนออกมาตามเป้าหมายที่ทำงานหนักหรือไม่”

“เวลาเราทำผลงานอะไรออกมา คะแนนไปอยู่ที่รัฐบาลหมด ไปอยู่ที่พรรคพลังประชารัฐ เป็นปัญหาของพรรคร่วมรัฐบาลอันดับ 3 เราเข้าใจความเป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่บางเรื่องเราต้องมีจุดยืนของเรา”

แม้ความขัดแย้งภายในพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นพรรคแตก-สุกงอมถึงขั้นล่ารายชื่อกรรมการบริหารพรรค เพื่อเปลี่ยนตัวหัวหน้า-เลขาธิการพรรค

แต่ส่ง “แรงกระเพื่อม” ไปถึงการเปิดอกเคลียร์ใจกันดังๆ ในวันประชุมใหญ่สามัญของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ส่งผลเป็นรูปธรรมให้เกิดการทำโพลสำรวจคะแนนนิยมของพรรคที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” และ “เฉลิมชัย ศรีอ่อน” กุมบังเหียน และการประเมินผลงาน-ตัดเกรดรัฐมนตรีของพรรค ก่อนถึงการปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/2

“หัวหน้าไม่มีปัญหา แค่ต้องปรับวิธีการทำงาน เพราะถ้าไม่ปรับก็กระเพื่อม ปรับก็อาจจะกระเพื่อม ผมคิดว่า ถ้าเปลี่ยนเรามีโอกาสมากกว่า ถ้าไม่เปลี่ยนเลือดไหลออกอีกระลอกหนึ่ง ทั้งจากเส้นเลือดใหญ่และเส้นเลือดฝอย”

“เวลา ส.ส.จะลาออก ไม่ใช่ลาออกวันนี้ อันตรายมาก เขาจะลาออกก่อนเลือกตั้ง 90 วัน อยู่จนถึงวันสุดท้ายของ 90 วันก่อนยุบสภา และไปสมัครสมาชิกใหม่ ถ้าทำอย่างนั้น คุณจะเอาใครไปลงแทนเขา หาคนไม่ทัน ทำพื้นที่ไม่ทัน”

“นิพิฏฐ์” บอกถึงสภาวะการ “จะอยู่กันอย่างนี้หรือ” ว่า “ก็อยู่กันอย่างนี้จนกระทั่งว่า เลือกตั้งเสร็จก็ต่างคนต่างไปกัน”

เขามั่นใจว่า “จุดพลิก” ที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “จุดเปลี่ยน” ที่จะทำให้พื้นที่ภาคใต้ ที่เปรียบเสมือนเป็น “ยานลำแม่” กลับขึ้นสู่จักรวาลอีกครั้ง คือ

“ต้องเปลี่ยนหน้าเล่น ผมถอยไปอยู่แถวสอง แถวแรกต้องให้เด็กมันเล่น ต้องให้เด็กมันโชว์ ต้องให้บทบาทกับเด็ก ผมพยายามถอยออกมา ผมต้องการคนหนุ่มๆ ในปักษ์ใต้ เราอยู่แถวหลัง สร้างคนใหม่ สร้างภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่”

“เรากล้าเปลี่ยนตัวเองไหม เอาคนรุ่นใหม่มา เอาไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ (หลานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี) กลับมา เอาลูก ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ (ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ) กลับมา เอาลูกของพนิช วิกิตเศรษฐ์ (พรพรหม วิกิตเศรษฐ์) กลับมา ต้องเอาคนหนุ่มเหล่านี้กลับมาอยู่แถวหน้า”

“ผมไม่เชื่อทฤษฎีหนึ่งที่ว่า เวลาตกลงต่ำสุดแล้วจะขึ้นมาใหม่เอง ผมเชื่อว่า ต่ำสุดแล้วจะล้มหายตายจากไปเลย สักวันหนึ่งเราจะบอกเด็กรุ่นหลังว่า ครั้งหนึ่งประเทศนี้เคยมีพรรคการเมืองชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคในตำนาน”

“ผมไม่อยากบอกว่าเคยมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งชื่อพรรคประชาธิปัตย์ เป็นตำนานที่ classic สุดท้ายพรรคนี้ก็ล้มหายตายจากไป ผมไม่อยากให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้น”

การออกมาส่งเสียงเตือนที่อาจทำให้ “ไม่ถูกใจใคร” ของเขา ทำให้ถูกใส่ร้าย-ป้ายสี บิดเบือนเจตนาดี ว่าออกมาในช่วงกระแสปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 2/2 นับ 1 เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว-ต้องการเป็นรัฐมนตรี?

“ผมพูดได้เกินครึ่งว่า ผมจะวางมือแล้ว เป็นสงครามครั้งสุดท้ายของผมแล้ว ที่ต้องการทำให้พรรคประชาธิปัตย์ ผมมาถึงจุดนั้นแล้ว ไม่มีความทะเยอทะยานอยาก พรรคให้ผมมาเยอะแล้ว”

บทความก่อนหน้านี้เรื่องสั้น | สุนทรีย์มืด (จบ)
บทความถัดไปเจมส์-จิรายุ : เพราะถึกและพยายาม กับ การไม่เป็นไรและเอาใหม่