54 ปี “ไมค์ ภิรมย์พร” เตรียมถอยวงการเพลง กลับอุดรฯ บ้านเกิดยึดอาชีพเกษตร

“พูดตรงๆ ผมอายุมากแล้ว ปีนี้ 54 ต่อไปงานเพลงผมอาจจะถอยออกมาบ้าง อีกอย่างทิศทางเพลงมันก็มีอะไรมากมาย ศิลปินก็เยอะขึ้น ถึงเวลาที่เราต้องเดินออกมา เพื่อทำอาชีพเกษตร อีกส่วนหนึ่งผมจะทำรายการเกษตรที่สนุกสนาน มีสาระ มีบันเทิง และเป็นเรียลลิตี้บ้าง”

เป็นบทสนทนาตอนหนึ่งของไมค์ ภิรมย์พร (ชื่อจริงพรภิรมย์ พินทะปะกัง) นักร้องลูกทุ่งชื่อดังที่พูดถึงอนาคตอันใกล้ ซึ่งในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เขาก็ได้ใช้เวลาอยู่ที่บ้านสวนใน ต.นาข่า อ.เมือง จ.อุดรธานี อย่างมีความสุข เพราะเป็นช่วงที่ผลหมากรากไม้อย่างเช่นมะม่วงเก็บผลผลิตได้พอดี

นักร้องหนุ่มใหญ่รายนี้ ซึ่งได้รับรางวัลพระพิฆเนศทองพระราชทาน ปี 2542 ประเภทเพลงไทยลูกทุ่งชายยอดเยี่ยม เพลงยาใจคนจน บอกว่า ระหว่างที่ต้อง “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ทำให้มีเวลาดูแลสวนในเนื้อที่ 20 ไร่อย่างเต็มที่

ซึ่งมีงานหลายอย่างให้ทำ โดยเฉพาะการเลี้ยงหอยเชอรี่ที่เพิ่งเริ่มเลี้ยง และตั้งใจว่าต่อไปจะทำเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อให้คนในชุมชนเข้ามาศึกษาดูงาน

“ตอนนี้ทำหลายอย่าง ค่อนข้างเหนื่อยอยู่เหมือนกัน เพราะเช้ามาแต่ละวันก็วิ่งหน้าวิ่งหลัง วิ่งจนเท้าง่วน ตากแดด แต่ว่ามันก็มีความสุข เป็นชีวิตเกษตรกรที่เราคุ้นเคยอยู่แล้วกับพ่อ-แม่ตอนเป็นเด็ก แต่ตอนนี้เรามาทำเกษตรแบบใหม่ มาพัฒนาใช้เทคโนโลยีผสมผสานด้วย ทำให้เราเริ่มเข้าใจมัน ฝึกให้เราได้เรียนรู้ ฝึกทักษะไปด้วย เหมือนกับเรียนหนังสือ”

“ฉะนั้น ผมบอกเลยว่าเกษตรมันทำไม่ยากหรอก แต่ต้องมีความขยันและอดทนแค่นั้นเอง”

สําหรับเนื้อที่สวน 20 ไร่นั้น “ไมค์” แจกแจงให้ฟังว่า จัดสรรเป็นบ่อน้ำ 3 บ่อ บางบ่อประมาณ 1 ไร่ ส่วนบ่อที่เหลือประมาณ 2 งาน และ 3 งาน ที่เหลือทำเป็นคลอง ทำเป็นร่องปลูกพวกมะนาว อีกส่วนหนึ่งทำเป็นสวนปลูกมะม่วง ปลูกไผ่ และพืชผักสวนครัว แบ่งพื้นที่ปลูกข้าวอยู่ประมาณ 5 ไร่ ทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ทำเป็นข้าวอินทรีย์ทั้งหมด แต่ละปีข้าวกินไม่หมด ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวไว้บริโภคเอง ไม่ต้องทำเยอะ นอกจากจะประหยัดแรงงานแล้ว ยังประหยัดต้นทุนการลงทุนค่าใช้จ่ายทุกอย่าง ซึ่งการปลูกข้าวและพืชผักแบบอินทรีย์กินแล้วทำให้สุขภาพดีด้วย

“ผมวางแผนไว้ว่าในอนาคต จะทำสวนที่นี่เป็นเหมือนแหล่งท่องเที่ยงเชิงเกษตร เป็นฟาร์มทุ่งนาในบรรยากาศดีๆ ให้คนมาเที่ยว มีร้านส้มตำแซ่บไมค์กลางทุ่งนา แต่คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี รอให้เศรษฐกิจดีกว่านี้ ตอนนี้ยังไม่กล้าทำอะไรลงไป ต้องชะลอไว้ก่อน หลังเจอโรคโควิด-19 ระบาด”

ไมค์ย้ำว่า “ในอนาคตจะกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด ซึ่งผมเองมีความฝันกับเกษตรกร ไร่นา และพอเราเริ่มรู้ เริ่มมีประสบการณ์ได้เรียนรู้กับอาชีพเกษตร ทำให้ได้เรียนรู้ ได้ตื่นตัว เพราะตอนนี้ในโลก เรื่องเศรษฐกิจทั้งหมด เรื่องห่วงโซ่อาหารสำคัญที่สุด”

เป็นที่ทราบกันดีว่า “ไมค์” มีลูกสาว 3 คน “น้องเมย์” เมย์วดี, “น้องแกรมมี่” กาญจนา และ “น้องมิ้ว” พรพิมล โดยลูกสาว 2 คนเรียนจบระดับปริญญาตรีที่ประเทศแคนาดา และทำงานอยู่ที่นั่น ส่วนคนเล็กเรียนระดับมัธยมปลายที่ กทม.

ซึ่งในช่วงที่เรียนอยู่แคนาดานั้นสูกสาวสองคนก็หารายได้ด้วยการเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านอาหาร ซึ่งทำให้ผู้เป็นพ่อภาคภูมิใจในตัวลูกสาวอย่างมากเพราะทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย

“ลูกสาวคนโตกับคนที่สอง เขาโตมาในขณะที่ผมยังยากจน ยังไม่ได้เป็นนักร้องเลย ตอนลูกคนโต ผมยังลำบากทำงานอยู่กรุงเทพฯ คืออยู่ในช่วงดิ้นรน เขาก็เห็น และผมเล่าให้ฟังตลอดว่าขนาดถ้วยจะใส่โจ๊กให้ลูกกินตอนเด็กๆ ยังไม่มีเลย ต้องไปเอาถ้วยมาม่าพลาสติกที่กินแล้วมาล้างไว้ เพื่อใส่ป้อนลูก ทุกสิ่งที่พ่อทำคือพ่อกับแม่รักลูก เพราะฉะนั้น เมื่อลูกมีโอกาสต้องไขว่คว้าหาประสบการณ์เยอะๆ จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อกับแม่ และต้องรู้จักคุณค่าของเงิน ที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ในการทำงาน อีกทั้งต้องรู้จักบุญคุณคนที่ให้โอกาสเรา”

ไมค์ขยายความอีกว่า “ผมแพลนไว้ว่าอีกปีกว่าๆ ลูกสาวคนเล็ก ถ้าจบ ม.6 แล้วจะส่งเขาไปเรียนกับพี่สาว 2 คนที่แคนาดา ซึ่งลูกสาวคนโตจบเรื่องไฟแนนซ์ คนที่ 2 จบบริหารธุรกิจ (ได้เกียรตินิยม) ทั้ง 2 คนทำงานแล้ว ส่วนผมจะมาอยู่อุดรฯ ย้ายสำเนาทะเบียนกลับมาอยู่ที่นี่เลย เพราะผมและแฟนอายุมากแล้ว จะมาดูเรื่องเกษตร และทำฟาร์มหอยเชอรี่จริงจัง ส่วนธุรกิจน้ำปลาร้าก็ดูแลอยู่”

“ล่าสุดตั้งใจให้ลูกสาวคนโตมาช่วยดูแล จะให้เขากลับมาจากแคนาดา แต่เขายังไม่อยากกลับ บริษัทที่ลูกอยู่อยากให้ลูกสาวทำงานที่นั่น เพราะบริษัทเห็นความสามารถ ทั้งการันตีเรื่องทำให้เขาเป็นคนแคนาดาเลย”

“ส่วนคนที่สองก็ไม่อยากกลับเมืองไทยเหมือนกัน อยากทำงานหาประสบการณ์กันก่อน ผมเลยบอกว่าถ้าไม่กลับมา ไม่มีใครมาช่วยธุรกิจ พ่อเองดูไม่ไหว ต้องให้ลูกมาช่วย มาเรียนรู้ทั้งเรื่องปลาร้าและอีกหลายๆ อย่างที่จะทำ”

กับคำถามที่ว่า เมื่อไปทำเกษตรอยู่อุดรฯ แล้ว ยังจะร้องเพลงอีกหรือไม่

ไมค์แจกแจง “จริงๆ แล้วคุยกับทางบริษัทแกรมมี่โกลด์ ต้นสังกัด บริษัทบอกว่ายังไม่อยากให้หยุด ยังร้องเพลงได้อยู่ แต่ตัวเราเองก็รู้อยู่ มันเป็นเรื่องของวัยด้วย แต่ถ้าเกิดสังคมให้โอกาส ทางผู้ใหญ่ให้ออกงานบ้างก็มีไปบ้าง คิดว่าคงไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อน ต้องรับวิ่งคืนหนึ่งสองงานสามงาน จะให้เป็นแบบเมื่อก่อนที่เป็นวัยรุ่นก็ไม่ใช่แล้ว”

“หลังจากนี้ก่อนจะรับงานต้องเลือก ต้องสกรีนงาน เพราะไม่เช่นนั้นกลายเป็นสะเปะสะปะ วิ่งเยอะไป ทำให้เราไม่มีเวลามาดูงานเกษตรในสวน”

ในบรรดานักร้องลูกทุ่งชาย “ไมค์” เป็นอีกคนที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่มีปัญหาเรื่องผู้หญิง เจ้าตัวพูดถึงประเด็นนี้ว่า “เราเองต้องรู้ความรับผิดชอบ ซึ่งมันต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด เรามีลูกแล้ว มันเป็นความฝันที่สูงมาก ผมรักลูกมาก ไม่อยากให้ลูกมาเห็นหรือทำอะไรให้ลูกเสียใจ ที่ทำมาผมทุ่มเทให้กับลูกหมดเลย”

“ที่สำคัญ ต้องรู้กติกาของครอบครัว ต้องรู้เรามีหน้าที่อะไร เราเป็นพ่อบ้านก็ต้องดูแลครอบครัว ดูแลลูก ถามว่าเคยทำให้แฟนเสียใจบ้างไหม เมื่อก่อนก็มีบ้าง มันเป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชาย แต่สุดท้ายแล้ว ถ้าเราไปจมกับเรื่องนั้นมากๆ ก็ทำให้เราลืมตัว ลืมสตุ้งสตางค์ มาคิดดูแล้วมันไม่คุ้มหรอก”

“เมื่อก่อนวัยรุ่นมันก็มีบ้าง แต่สุดท้ายมองว่าผู้หญิงทุกคนในโลกก็เหมือนกัน เรื่องหน้าตาเราจะเลือกแบบไหน ผู้หญิงสวยแต่ไม่เอาไหน ผู้หญิงไม่สวยที่เป็นกุลสตรี มีแต่ความขยัน ดูแลครอบครัว ดูแลเอาใส่ใจลูก ผมเลือกแบบนี้ดีกว่า”

“ไมค์” อยู่ในวงการเพลงลูกทุ่งมานานถึง 25 ปี และยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ซึ่งผลงานเพลงเก่าๆ ของเขาก็ยังอยู่ในความทรงจำของผู้คนและถูกหยิบยกมาร้องตามงานต่างๆ ตลอด ถือเป็นนักร้องที่วางตัวอย่างดีเสมอมา

“เราต้องวางตัวให้ดี ต้องรู้ว่าเรามีตัวตนมาจากไหน ต้องซื่อสัตย์และกตัญญูกับผู้มีพระคุณที่ให้โอกาสกับเรา อย่างต้นสังกัดของผม แกรมมี่โกลด์ รวมทั้งพี่น้องแฟนเพลงทุกท่าน จะต้องให้เกียรติ และให้ความเคารพ ไม่แสดงทีท่าว่ารังเกียจ”

“ปกติเวลาออกคอนเสิร์ต แฟนเพลงมักมาขอถ่ายรูป พอลงมาจากเวทีผมไม่เคยขึ้นรถกลับบ้านเลย ต้องอยู่จนแฟนเพลงถ่ายรูปเสร็จแล้วค่อยกลับ เป็นการให้เกียรติเขาด้วย เพราะแฟนเพลงทุกคนก็ต้องจ้องขอถ่ายรูปกับเรา”

“บางทีแฟนเพลงเอาของมาฝากมากมาย ทั้งมะพร้าว ฝรั่ง มังคุด ชมพู่ เต็มรถไปหมด เยอะมาก จนผมเกรงใจ บอกไม่ต้องหิ้วมาให้หนัก เขาก็บอกไม่เป็นไร สวนแม่เอง แม่อยากให้ลูกกิน ไม่มาไม่ได้ ไม่สบายใจ ได้ยินคำนี้แล้วรู้สึกดีใจมาก เหมือนกับเรามีความสำคัญกับทุกๆ คน”

สมแล้วที่ได้รับฉายา “นักร้องลูกทุ่งขวัญใจผู้ใช้แรงงาน”


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้คณิต ณ นคร : เมื่อประธานชมรมข้าราชการอัยการบำนาญ ส่งสารถึงอัยการสูงสุด (1)
บทความถัดไปเดินตามดาว/ หมอทรัพย์ สวนพลู / ประจำวันที่ 12-18 มิถุนายน 2563