66 ปี “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ บ่นเสียงดัง “โลกโซเชียลเดินห่างจากกาลามสูตร”

“ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เป็นอีกคนที่ใช้วันเวลาว่างในวัยเกษียณไปกับเรื่องพุทธศาสนา ขณะที่ก่อนหน้านี้เคยบวชมาแล้วหลายครั้ง และเป็นศิษย์คนสำคัญของพระพรหมมงคลญาณ วิ. หรือหลวงวิริยังค์ สิรินธโร เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล กทม. ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ

โดย ดร.บวรศักดิ์รับหน้าที่เป็นเลขาธิการมูลนิธิสถาบันดังกล่าว

ก่อนจะนัดวันเพื่อสนทนากันนั้นเจ้าตัวพูดไว้ก่อนเลยว่า “ไม่ขอพูดเรื่องการเมือง” ด้วยเหตุนี้เองหัวข้อพูดคุยจึงหนักไปทางพุทธศาสนา มีเรื่องครอบครัวแจมบ้าง พร้อมทั้งคำแนะนำที่ฝากไปถึงนักการเมืองและผู้คนในโลกโซเชียล

พูดถึงชื่อเสียงเรียงนามของนักกฎหมายอาวุโสท่านนี้ ผู้คนในแวดวงวิชาการและการเมืองย่อมรู้จักฝีไม้ลายมือกันดี เพราะในอดีตเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ มากมาย อาทิ เคยเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ, เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า, เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2558

วันนี้แม้เกษียณอายุมาหลายปีแล้ว แต่ด้วยความรู้ความสามารถด้านกฎหมาย และเป็นผู้มีประสบการณ์ทั้งในส่วนภาครัฐและฝ่ายการเมือง หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและบริษัทเอกชนก็ยังเชื้อเชิญให้ไปเป็นกรรมการและเป็นที่ปรึกษา อย่างเช่น เป็นกรรมการกฤษฎีกา เป็นราชบัณฑิต และเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ฯลฯ

ในวันที่สนทนากันที่บ้านพักส่วนตัวย่านเหม่งจ๋าย ดร.บวรศักดิ์อยู่กับลูกสาวคนโต “อ้อนแอ้น” อิสริยภรณ์ และหลานชาย (ดร.บวรศักดิ์มีลูกสาว 2 คน ลูกสาวคนเล็กชื่ออ้อมอก “อธิฎฐานพร”)

ดร.บวรศักดิ์เกริ่นว่า “ตอนนี้อายุ 66 ปี ไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ส่วนใหญ่เป็นงานประชุมกฤษฎีกา ราชบัณฑิตและหน่วยงานต่างๆ ก็ใช้ชีวิตแบบคนเกษียณ”

ด้วยความที่ไม่ได้ทำงานประจำ นักกฎหมายระดับตำนานคนนี้เลยมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

“ผมมีเวลาอยู่กับครอบครัว โดยเฉพาะกับหลาน (ลูกชายของลูกสาวคนโต) ลูกไม่ต้องดู โตๆ กันแล้วทั้งนั้น ก็เล่นกับเขา พาไปเที่ยว แต่ให้เลี้ยงผมไม่เลี้ยงเพราะผมเลี้ยงลูก 2 คนมาตลอดคนเดียว เป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยวมาตั้งแต่ลูกสาวอายุไม่เท่าไหร่ 2-3 ขวบ มีหลานชายหนึ่งคน อายุ 4 ขวบกว่า การเล่นกับเขาก็ไม่มีอะไร ซื้อหนังสือนิทานให้อ่าน หรือนำสวดมนต์ อย่างตอนนั่งรถกลับบ้านรถติดก็บอกเขาว่ามีคาถา ถ้าอยากถึงบ้านเร็วๆ ให้ท่องนะโมพุทธายะ และบอกแม่เขาว่าก่อนนอนก็สอนให้ลูกท่องพุทโธ พุทโธ แล้วหลับไปด้วยกัน”

“เด็กก็เหมือนแก้วน้ำ เราเติมอะไรลงไปก็เป็นสิ่งนั้น เติมสิ่งที่ดีไปเขาก็จะได้สิ่งดีๆ”

หลายคนอาจจะสงสัยที่มาที่ไปของการเข้ามาเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวิริยังค์ รวมถึงการดำเนินงานต่างๆ ในส่วนของพุทธศาสนา

ประเด็นนี้ ดร.บวรศักดิ์เล่าให้ฟังว่า “ผมคิดว่าการสร้างถาวรวัตถุหรืออาคารต่างๆ ถือเป็นสิ่งที่ดี ผมก็ทำ สร้างพระ ถวายเสนาสนะพระ สร้างวัดอะไรอย่างนี้ แต่ว่าที่สำคัญไม่แพ้การสร้างถาวรวัตถุคือสร้างคน ซึ่งการสร้างคนสร้างได้หลายอย่าง อาทิ ให้มีความรู้เพื่อจะไปทำมาหากินได้ กับอีกด้านหนึ่งคือให้เขามีความดี”

“ความดีนั้นก็คือหลักศาสนานั่นแหละที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าต้องดีพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ ถ้าดูในโอวาทปาติโมกข์ ท่านบอกว่าไม่ทำความชั่ว นี่ก็คืองดเว้นทางกาย วาจา ไม่ไปทำสิ่งที่เป็นโทษกับคนอื่นและกับตัวเอง พองดเว้นไม่ทำแล้ว ก็ให้ทำความดีคือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น และท่านก็สอนต่อไปว่าให้ทำจิตใจให้ผ่องใส”

“เพราะฉะนั้น ตอนหลังผมถึงศรัทธาแนวทางของหลวงพ่อวิริยังค์ ท่านชวนคนเข้ามาปฏิบัติธรรม ปฏิบัติสมาธิ ผมพยายามไปขออนุญาตให้ท่านทำหลักสูตรให้กับผู้บริหาร ท่านก็ทำหลักสูตรที่เรียกว่า วิทันตสาสมาธิ ไปเปิดสอนแห่งแรกที่สถาบันพระปกเกล้า ในวันนี้ขยายไปหลายสิบสาขาแล้วทั่วประเทศ”

ดร.บวรศักดิ์บอกด้วยว่า ได้พยายามนำหลักสูตรนี้เข้าในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยได้ไปติดต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ช่วงเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตอนนั้น นพ.ธีระเกียรติตั้งกรรมการขึ้นมา ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่เพื่อนำหลักสูตรนี้เข้าไปให้นักเรียนประถมและมัธยมได้เรียนกัน

“นี่คือการสร้างคนแต่เป็นการสร้างคนในมิติของคุณงามความดี เพราะว่าการเจริญสติโดยติดอยู่กับคำว่าพุทโธ พุทโธ พุทโธ แล้วทำให้เกิดสมาธิเป็นการสร้างพลังจิตให้เข้มแข็ง และเมื่อมนุษย์มีพลังจิตที่เข้มแข็งแล้ว เขาจะมีความรับผิดชอบ ไม่กล้าทำชั่ว มีจิตเมตตา ช่วยเหลือผู้อื่น”

“ถ้าทำสมาธิกันทั้งโลกสงครามจะไม่เกิด การใช้วาจาทำร้ายกัน ด่าทอกันก็จะไม่มี นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นทางที่น่าปฏิบัติบูชาถวายกับสมเด็จพระบรมศาสดาได้ดีที่สุดทางหนึ่ง เลยพยายามมาทางนี้”

ว่าไปแล้วในช่วงวัยหนุ่ม ดร.บวรศักดิ์ก็ศึกษาพุทธศาสนามาในระดับหนึ่งและได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันด้วย โดยเฉพาะเมื่อยามเกิดวิกฤตในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่ตัดสินใจเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว, ช่วงเป็นที่ปรึกษา พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรี และถูกทหารยึดอำนาจ ต้องถูกกักตัวอยู่นาน 15 วัน นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่จำเป็นต้องลาออกจากการเป็นเลขาฯ ครม.ในยุค “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี

วิกฤตในชีวิตดังกล่าวทำให้เจ้าตัวต้องใช้หลักธรรมคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามาช่วยคลายทุกข์ กระทั่งได้ไปบวชที่วัดสระเกศ และอีกหลายปีต่อมาก็ไปบวชที่อินเดีย

“หลังจากออกจากเลขาฯ ครม. ปี 2549 ผมเดินทางไปอินเดียกับคุณปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ต่อมาก็เชิญ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ ซึ่งตอนนั้นเป็นกรรมการแพทยสภา เพราะพระธรรมโพธิวงศ์ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราปรารภว่าสร้างโรงพยาบาลแล้วไม่มีหมอก็เชิญคุณหมออิทธพรไปด้วย กลับมาก็ไปบอกรัฐมนตรีเวลานั้นคือคุณวิทยา แก้วภราดัย ว่าให้ส่งหมอไปช่วยที ท่านก็ช่วย หลังจากนั้นผมกลับไปอินเดียอีกหลายครั้ง และเข้ามาสู่การศึกษาสมาธิกับหลวงพ่อวิริยังค์”

ดร.บวรศักดิ์พูดถึงการปฏิบัติตนในฐานะพุทธศาสนิกชนว่า “ผมสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ พยายามทำทุกวัน วันไหนเหนื่อยจริงๆ จะสวดสั้นๆ และเชื่อว่าสิ่งที่เราทำเป็นความดี เพราะฉะนั้น เราก็จะสะสมไว้เรื่อยๆ”

ในฐานะที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก มีคำแนะนำอะไรไหมเพื่อให้นักการเมืองและคนรุ่นใหม่หันมาสนใจปฏิบัติธรรมกัน

“ใครสนใจก็มาเรียนวิทันตสาสมาธิได้ ไม้แก่ดัดยาก เว้นแต่ว่าตัวเองจะเห็นประโยชน์เอง ผมทำแบบในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงไม่บังคับให้ใครมาเรียนทฤษฎีของพระองค์ท่าน แต่ทรงทำศูนย์พัฒนา ใครจะนำไปใช้พระองค์ท่านก็ทรงเปิดโอกาส”

“เรื่องการปฏิบัติธรรมต้องมาทำกันเอง เหมือนอย่างการบรรยายรสเผ็ดรสหวานให้กับคนที่ไม่เคยกิน คนฟังไม่รู้เรื่องหรอก เขาจะฟังๆ จำๆ ไปอย่างนั้น ต้องลองเข้ามาทำเอง สวดมนต์ทุกวัน ฝึกสติ อยู่กับคำว่าพุทโธ อยู่กับลมหายใจ ฝึกสมาธิ หากทำทุกวันแล้วจะรู้ผลได้ด้วยตัวเองเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านบอก ผู้ที่รู้จะรู้ได้ด้วยตัวเอง”

ผมเองไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษที่จะไปแนะนำใคร เอาของมาตั้งให้ดูแล้วถ้าอยากจะเข้ามาลองก็มา แต่ถ้าไม่อยากก็ช่วยไม่ได้ และการทำงานด้านพุทธศาสนาของผมในปัจจุบันก็ไม่มีเป้าหมายอะไร ปล่อยไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติ”

“ผมอยากให้ผู้คนในสังคมไทยเข้าใกล้คำสอนของพระพุทธศาสนามากขึ้น เพราะเวลานี้โลกโซเชียลเดินห่างจากกาลามสูตร ข่าวลือสะพัด ให้ร้ายกันด้วยโซเชียลทั้งหลาย คือมุสาวาททั้งนั้น ผิดศีลแบบใหญ่โต พวกนี้ถ้าหากว่ากลับมาปฏิบัติหลักพุทธธรรมนูญเรื่องไม่ทำบาป ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องใส สังคมจะไปดีกว่านี้เยอะ”

คงได้เห็นกันแล้วว่าวันนี้ ดร.บวรศักดิ์ลึกซึ้งกับรสพระธรรมและได้ปฏิบัติตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ทั้งยังมุ่งมั่นเพื่อให้นักเรียนนักศึกษามีโอกาสเรียนรู้สู่การเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี

บทความก่อนหน้านี้วิกฤตินิเวศ สงครามและการยับยั้งสงคราม : ปัญหาความเป็นความตายของมนุษย์
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 24-30 เมษายน 2563