66 ปี “โฉมฉาย อรุณฉาน” กับความภูมิใจ “สุรินทร สุนทรสนาน” ลูกชายครูเอื้อรับราชการ

แม้วันนี้ “โฉมฉาย อรุณฉาน” (ชื่อจริงนิตยา อรุณวงศ์) หรือพี่นิตของน้องๆ ในวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์จะเกษียณอายุราชการไปแล้วในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนบริหารการดนตรี กรมประชาสัมพันธ์ เมื่อปี 2556

แต่กรมประชาสัมพันธ์ยังจ้างให้ทำงานต่อ เพราะเป็นผู้มีความรู้ความสามารถในด้านร้องเพลง

ที่สำคัญเธอยังมีไฟอยู่เต็มเปี่ยม และยังคงร้องเพลงให้ความสุขกับผู้คนอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เลยวัยเกษียณมา 6 ปีแล้ว

โดยรับราชการมาตั้งแต่ปี 2516 ซึ่งตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 20 ปี

นอกจากร้องเพลงด้วยน้ำเสียงอันไพเราะเพราะพริ้งแล้ว เธอยังเป็นคนใฝ่ศึกษาหาความรู้ โดยจบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ก่อนหน้านี้จบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และเรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ซึ่งทั้ง 3 ปริญญาเป็นสาขาเกี่ยวกับด้านดนตรีทั้งสิ้น

ทุกวันนี้เธอใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และเป็นคุณย่าของหลานสาว 2 คน ลูก “สุรินทร สุนทรสนาน” ลูกชายคนเดียวของครูเอื้อ สุนทรสนาน

ปัจจุบันเป็นนักวิชาการพาณิชย์ชำนาญพิเศษ สำนักการค้าสินค้า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกันคุณโฉมฉายยังคงรับงานร้องเพลงอยู่ตลอด ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเธอเป็นนักร้องจิตอาสาช่วยร้องเพลงในงานการกุศลทั้งหลายมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ถือเป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งของเจ้าตัวที่เสียงเพลงมีส่วนช่วยเหลือสังคม เพลงที่สร้างชื่อเสียงให้กับเธอ อาทิ สมมติว่าเขารัก, คอยรักคืนรัง และเพลงคอยหามาหาย

ย้อนกลับไปเกือบ 40 ปีที่แล้ว หลังจากพ่อของลูกเสียชีวิต เธอต้องรับภาระเลี้ยงดูบุตรชายโดยลำพัง

เรียกว่าเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมาตั้งแต่ยังสาวๆ อายุแค่ 28 ปีเท่านั้น

ทำให้เธอจำเป็นต้องเข้มแข็งและแข็งแกร่งไปในตัว

แต่โชคดีเธอมีครูบาอาจารย์ที่สอนให้ปฏิบัติในสายบุญฤทธิ์ คือให้คิดบวกและเน้นการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีเวลาก็ทำสมาธิปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้าน ซึ่งลูกชายก็ยึดปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน

คุณโฉมฉายบอกว่า ก่อนพ่อของลูกจะเสียชีวิตในปี 2524 หากมีเวลาว่าง ผู้เป็นพ่อจะรับหน้าที่ส่งลูกไปโรงเรียนด้วยตัวเอง

และเน้นวิธีการเลี้ยงลูกว่า

“จะต้องให้ลูกชายยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ลูกต้องเก่งตั้งแต่เรามีชีวิตอยู่ วันหนึ่งเราเป็นอะไรไปจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง อย่าทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูกหมด เพราะวันหนึ่งถ้าเราจากไป ลูกจะทำอะไรไม่เป็น”

และมาวันนี้การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของเธอก็ส่งผลให้ลูกชายคนเดียวของครูเอื้อประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นข้าราชการตามที่เธอตั้งใจไว้ เพราะไม่อยากให้ลูกมาอยู่ในวงการดนตรีเหมือนพ่อเหมือนแม่ ซึ่งต้องใช้ชีวิตกลางคืน

หากใครได้ฟัง “สุรินทร สุนทรสนาน” หรือเปี๊ยบร้องเพลงของผู้เป็นพ่อ จะรู้ได้ทันทีว่าลูกไม้หล่นใต้ต้นจริงๆ ซึ่งชื่อ “เปี๊ยบ” เป็นชื่อที่ครูเอื้อเป็นผู้ตั้งให้ลูกชายคนนี้เอง

อย่างไรก็ตาม กว่าจะมีความสุขความสบายใจได้นั้น คุณโฉมฉายเล่าว่า “ในอดีตชีวิตผ่านปัญหา ผ่านมรสุมมามากมาย แต่โชคดีที่ลูกได้ดั่งใจ ทุกวันนี้เราอยู่แบบบุญฤทธิ์ ไม่สู้ใคร แล้วคนเหล่านั้นจะเมตตาเราเอง เราไม่ต่อสู้ เราอยู่ของเราแบบนี้ เรามีลูกที่ดี นี่พอแล้ว ปัจจุบันลูกสามารถยืนอยู่ได้ เป็นคนดีได้ จากการขัดเกลาของครูบาอาจารย์ผู้ประพฤติอยู่ในธรรม โชคดีลูกมีบุญ มีครูบาอาจารย์ที่ดีคอยแนะนำ และอยู่เป็นเพื่อนกับแม่มาตลอด”

เธอพูดถึงหลักการใช้ชีวิตว่า เน้นคิดบวก บางครั้งก็ปฏิบัติธรรมที่บ้าน ในอดีตต้องใช้คำว่าตกท้องช้างมาแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าไม่คิดบวกจะอยู่บนโลกนี้ได้อย่างไร โดนโกงที่ลาดพร้าวตั้งเยอะก็คิดบวกว่าถ้าไม่โดนโกงอาจป่วยก็ได้

ฉะนั้น ต้องคิดบวกเพื่ออยู่ในโลกนี้อย่างมีความสุข ถามว่าวันนี้มีทุกข์อะไรไหม เหนื่อยงานบ้างไหม มี แต่เดี๋ยวเข้าบ้านก็หาย สวดมนต์ไหว้พระ ดูหนังซีรี่ส์ก็มีความสุขแล้ว เป็นสิ่งที่ชอบ เพราะเป็นคนไม่เที่ยวที่ไหนเลย

ในฐานะที่เป็นนักร้องเสียงดีที่ครูเอื้อดูแลมาตั้งแต่เข้าวงการ กระทั่งได้บรรจุเป็นข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ เธอพูดถึงสิ่งดีๆ ที่ได้รับจากท่านผู้นี้ ซึ่งได้รับการยกย่องจากยูเนสโกเป็นบุคคลสำคัญของโลกสาขาวัฒนธรรมดนตรีไทยสากลในปี 2552 ว่า

“ปกติจะเรียกครูว่าหัวหน้า ที่ผ่านมามีความภาคภูมิใจที่ได้เรียนรู้บทเพลงจากครู และได้เข้าสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนบริหารการดนตรี นี่ก็เป็นตำแหน่งของครูที่เคยอยู่มาก่อน ชุดโต๊ะเก้าอี้ที่ท่านนั่งก็ได้ใช้ตกทอดกันมา ซึ่งดิฉันเก็บรักษาดูแลไว้อย่างดี ถือว่าเป็นของสำคัญที่มีค่า”

“ในเรื่องการทำงานได้เห็นวิธีทำงานของท่านว่าท่านเก่งอย่างไร ขยันและอดทนอย่างไร เราก็เหมือนมีเครื่องเตือนใจ ให้ใส่ใจกับเรื่องของการทำงานให้เต็มที่ ทำอะไรก็ตามต้องทำออกมาจากใจ ทำให้ดีที่สุด ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ช่าง แต่เราทำดีแล้ว อย่างในการร้องเพลงก็ต้องเอาหัวใจออกมาร้อง วิธีการทำงานของครู คือจะให้เกียรติคน และทำงานเต็มที่เต็มร้อย ครูชอบทำงาน มันก็เหมือนกับปลูกฝัง ทุกวันนี้ดิฉันก็ชอบทำงาน และลูกชายก็ชอบทำงานเช่นกัน”

ช่วงที่พูดถึงลูกชายวัย 40 กว่า เห็นได้ชัดว่าแววตาและสีหน้าของคุณโฉมฉายเปี่ยมไปด้วยความสุข

เธอว่า “วันนี้เราแม่-ลูกรับราชการทั้งสองคน ลูกสะใภ้ก็รับราชการด้วย ดิฉันตั้งใจให้ลูกเป็นข้าราชการที่ดี มีความซื่อสัตย์ เพราะเรามีทรัพย์สินที่สร้างให้ลูก มีบ้านให้ฝรั่งเช่า มีคอนโดฯ ให้เขาเก็บค่าเช่า เลี้ยงลูกให้เขาทำงาน เขาจะได้ไม่คอร์รัปชั่น แต่ว่างานร้องเพล ไม่ค่อยอยากให้มาทำ เพราะจะไม่มีเวลาเหมือนคนอื่น อยากให้มีอาชีพที่นอนกลางคืน ตื่นกลางวัน ความจริงลูกร้องเพลงเก่งมากเหมือนพ่อ แต่ก็ไม่ได้ชอบร้องมากนัก”

วันนี้คุณโฉมฉายในวัย 66 ปี ยังคงขับรถไปโน่นมานี่เองโดยไม่ต้องมีคนขับรถ และเปิดบ้านสอนการร้องเพลงให้กับผู้สนใจทั่วไป ทั้งยังเจียดเวลาไปร้องเพลงในงานของสมาชิกชมรมแฟนคลับโฉมอยู่เป็นประจำ

นับเป็นนักร้องรุ่นใหญ่อีกคนของวงสุนทราภรณ์ที่ยังคงร้องเพลงขับกล่อมให้ความสุขกับผู้คนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

และแม้ชีวิตครอบครัวในวัยสาวจะมีปัญหาอุปสรรค แต่เธอก็ฟันฝ่ามาได้ด้วยการปฏิบัติในแนว “บุญฤทธิ์”

บทความก่อนหน้านี้กระบวนการยุติธรรมบ้านเรามีปัญหา? คุยกับอดีตผู้พิพากษา สะท้อนมุมมองจากอดีต-ปัจจุบัน พวกท่านไม่ควรโกรธสังคม
บทความถัดไปนิธิ เอียวศรีวงศ์ | The Last Czars