ผมหล่นเข้าไปอยู่ในหัว ของ “ทราย เจริญปุระ”

เรื่องนี้น่าจะเป็นความฝัน…

ผมไม่ได้เข้าไปอยู่ในหัวของ “จอห์น มัลโควิช” เหมือนอย่างในหนังเรื่อง Being John Malkovich

แต่นี่ก็แทบไม่ต่างกัน

เหมือนผมนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปอยู่ในหัวของเธอ

ได้ยินเสียงของเธอ ผ่านเรื่องราวในชีวิตของเธอ… “ทราย เจริญปุระ”

ฉันกำลังอกหัก!

ช่างเรียบง่ายเสียเหลือเกิน…

ไม่รู้ว่าใครเป็นคนบัญญัติข้อความที่ว่า “อกหักดีกว่ารักไม่เป็น”

เพราะฉันคิดว่า มนุษย์ประเภทที่รักไม่เป็นส่วนใหญ่คงไม่ค่อยรู้ตัวหรอกว่าตนเองจะรักเป็นหรือไม่เป็น แต่กับคนที่อกหักนี่ เราจะรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าชีวิตจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกแล้ว

ฉันใช้เวลาอยู่กับอาการนี้มาได้สักระยะหนึ่งแล้ว และหากตัดในเรื่องของอารมณ์ทั้งหมดออกไป ปฏิกิริยาที่เกิดจากการอกหักนั้นก็น่าสนใจไม่น้อย

มันทำให้เรารู้ว่ามีคนมากกว่าที่เราคิดเคยเป็นเช่นเรามาก่อน, ทำให้เรารู้ว่าอาการนอนไม่หลับเป็นอย่างไร, ทำให้เราต้องการกำลังใจอย่างมาก แต่ต้องการมันแบบห่างๆ เพราะหากมีการแตะตัวปลอบโยนกัน มันอาจไปโดนระบบควบคุมน้ำตา ซึ่งฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันมีอยู่ในร่างกายของฉันด้วย มันทำให้เราได้รู้ว่าสมองเราสามารถจดจำเรื่องราวที่ผ่านมาได้มากแค่ไหน

และทำให้รู้ว่า…เราไม่ได้เข้มแข็งอะไรเลย

But of all these friends and lovers

There is no one compares with you

And these memories lose their meaning

When i think of love as something new

Though i know i”ll never lose affection

For people and things that went before

I know i”ll often stop and think about them

In my life i love you more

ฉันชอบเพลงนี้…

หรือจะพูดให้ถูกกว่านั้นก็คือ ฉัน-เคย-ชอบเพลงนี้

ความหมดจดงดงามของมันสามารถสร้างรอยยิ้มและความรู้สึกดีๆ เนื้อร้องเตือนให้เรานึกถึงสิ่งที่มีความหมายในชีวิต

แต่มาถึงวันนี้ ฉันกลับนึกถึงอะไรเหล่านั้นไม่ออก

ช่วงเวลานี้ดูเหมือนจะไม่นานนัก กลับยืดยาวข้ามจักรวาลในตัวฉันถึงสองแห่ง

จักรวาลของฉันก่อนหน้านี้

และจักรวาลของฉันในตอนนี้

ความคิดนั้นสามารถทิ้งรอยแผลเป็นได้ลึกยิ่งกว่าสิ่งใด และมันพาดผ่านจักรวาลที่เคยเป็นหนึ่งเดียวกันของฉัน ตัดมันให้ขาดออก และกลายเป็นโลกสองโลกที่เหมือนไม่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน

บทเพลง “In My Life” ที่ฉันเคยชื่นชอบจึงไม่อาจมีความหมายถึงชีวิต-ทั้งหมด-ของฉัน

มันเป็นแค่เพลงที่บอกถึงบางวัน บางเวลา และบางนาทีในชีวิตที่ผ่านมา

ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันคือทั้งหมดที่กำลังรอฉันอยู่

ข้างนอกห้องมีสรรพเสียงของการดำเนินชีวิตภายในที่พักอาศัย เสียงเพลง เสียงโทรทัศน์ เสียงจานชามลื่นกระทบกับที่คว่ำจาน รูปร่างที่เห็นเป็นเงาของใครบางคนเดินผ่านหน้าต่างช่องหนึ่งไป การดำเนินชีวิตธรรมดาๆ ของคนธรรมดา แต่ทุกคนกลับคิดว่าตนแตกต่างไปจากคนอื่นๆ

ฉันนั่งอยู่ในห้อง นั่งเฉยๆ เปิดทีวีเอาไว้แต่ก็ไม่ได้ดู ต้องการเพียงเอาเสียงของมันประกอบบรรยากาศให้รู้ว่ามีคนอยู่ก็แค่นั้น หนังสือที่ขนเอามาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่ากองอยู่ข้างๆ ตัว เหน็ดเหนื่อยจากการถูกฉันเปิดอ่านซ้ำๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

แต่ไม่ใช่วันนี้

ตอนนี้ฉันกำลังนั่งเฉยๆ และมองดูโทรศัพท์

คอยให้มันส่งเสียง…

อาจด้วยอาชีพของฉันเองที่ทำให้เวลาฉันพูดกับใครในเรื่องของสังคมรอบตัวหรือสิ่งแวดล้อมในหน้าที่การงาน คนส่วนใหญ่มักจะมีหน้าตาไม่ค่อยเชื่อถือในเรื่องที่ฉันบอกไป

คนมักจะคิดว่าผู้ที่ประกอบอาชีพซึ่งต้องอยู่ภายใต้แสงไฟและการจับจ้องเฝ้ามองอยู่เป็นประจำนั้น คงเป็นคนที่ชื่นชอบมนุษย์ ความสัมพันธ์ ความรื่นเริง และความอบอุ่นในการสนิทสนมกันอย่างเหลือเกิน

เขาอาจจะคิดว่า เพราะฉันเป็นคนร่าเริง มีมนุษยสัมพันธ์ และชื่นชอบในการได้เป็นศูนย์กลางแห่งความสนุกสนานบันเทิงใจ ฉันจึงได้มามีอาชีพเช่นนี้

แต่ถ้าใครเคยไปยืนอยู่ในวงแสงไฟนั่น

เดียวดายอยู่ท่ามกลางสายตาที่รู้ว่ากำลังจ้องมองมาที่คุณ ทั้งที่คุณก็มองไม่เห็นเจ้าของสายตาเหล่านั้น

ได้มองไปรอบตัวและค้นพบว่า พื้นที่ภายนอกซึ่งพ้นจากวงกลมแห่งแสงนั้นคือความมืดสนิท

คุณจะได้รู้ว่านี่คืออาชีพแห่งความเดียวดาย

“มันเหนื่อย” พ่อจะพูดแบบนี้เสมอ

พ่อกับฉันทำงานอยู่ในวงการบันเทิงเหมือนกัน พ่อไม่มีกิจการงานค้าขายหรืออาชีพเสริมอะไรแต่อย่างใด ดังนั้น เงินทองค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่พ่อนำมาเลี้ยงลูกจนโตมาได้ขนาดนี้ก็เป็นเงินจากการทำงานในวงการบันเทิงทั้งสิ้น แต่ถึงพ่อจะทำงานอยู่ตรงนี้มาตลอดชีวิต พ่อก็ยังไม่อยากให้ฉันทำงานแบบเดียวกันในวงการเดียวกันกับเขาอยู่ดี

แต่ลูกสาวหัวดื้อของพ่อก็ยังรั้น ดันทุรังทำตามใจตัวเอง จนในที่สุดก็เข้ามาทำงานแบบเดียวกับพ่อจนได้ ซึ่งพ่อก็คงรู้ตั้งแต่ตอนออกปากเตือนครั้งแรกแล้ว ว่าฉันคงไม่เชื่อและดื้อเงียบตามเคย เพราะนิสัยของเราสองคนพ่อลูกคล้ายกันยังกับแกะ

คนมักจะถามกันบ่อยๆ ว่าพ่อบอกอะไรฉันบ้างในเรื่องการทำงาน เคยออกปากชื่นชมเรื่องงานของฉันบ้างหรือเปล่า? โดยมักจะคาดหวังถึงคำตอบและเคล็ดลับต่างๆ ในการแสดงหรือการแสดงออกซึ่งความปลาบปลื้มชนิดกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันตลอดเวลา

แต่ความจริงก็คือ ไม่มีอะไรเช่นนั้นเลย

นอกจากคำสอนแรกที่บอกว่า “ให้ตั้งใจทำงานนะลูก” แล้วก็ไม่เคยมีไม้เด็ดเคล็ดลับอะไรพิเศษมหัศจรรย์

นอกจากคำพูดธรรมดาๆ ว่า “พ่อดูทรายเล่น/ทำ…แล้วนะลูก” ก็ไม่เคยมีการส่งช่อดอกไม้หรือจัดงานเลี้ยงเอิกเกริกเฉลิมฉลองความสำเร็จอะไร

ดูเหมือนพ่อไม่ได้ให้อะไรฉันมากไปกว่าความรักมหาศาลที่พ่อคนหนึ่งพึงจะมีให้ลูก

ความรักแบบเดียวกับพ่อที่เป็นหมอ พ่อที่เป็นตำรวจ พ่อที่เป็นครูหรือพ่อที่เป็นกรรมกรมีให้แก่ลูกของพวกเขา

แต่ยังมีอย่างหนึ่งที่พ่อได้มอบมาให้กับฉัน ไม่ว่าพ่อจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ก็คือ เลือดแห่งการเป็นคนบันเทิง และช่องทางของชีวิตที่พ่อได้แผ้วถางไว้ให้

ที่จริงเรื่องราวมันก็ผ่านไปนานแล้ว นานจนฉันไม่แน่ใจว่าหากจะมาถามกันตอนนี้ว่าทำไมเราถึงเลิกกัน ฉันก็คงต้องใช้เวลาคิดอยู่สักพักว่ามันเป็นเพราะอะไรกันแน่ ทั้งที่ในช่วงเวลาเหล่านั้น เรื่องราวต่างๆ เหมือนถูกฝังลงในร่างกายของตัวฉัน ในทุกสิ่งที่ทำ ในทุกเรื่องที่เจอ

หลังจากคืนวันเหล่านั้นจบลง ฉันทำสิ่งที่ต่างออกไปจากที่เคย หาอะไรมาทำตลอดเพราะกลัวตัวเองจะว่าง ดูหนังที่ปกติไม่ชอบดู กินข้าวไม่เป็นเวลา แต่กินเหล้าสม่ำเสมอ โทรศัพท์หาคนนั้นคนนี้ เพียงเพื่อให้แน่ใจว่าคนที่กำลังทำอะไรแปลกๆ ทั้งหมดนั่นคือตัวฉันจริงๆ และอาการต่างๆ เหล่านั้นมันเกิดขึ้นกับร่างกายฉันจริงๆ

ฉันเมา ฉันปวดหัว ฉันร้องไห้ ฉันทำร้ายตัวเอง

และ, ฉันจะไม่มีเธออีกแล้วจริงๆ

การสูญเสียความรักนั้นทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ามีส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายขาดหายไป เป็นความเจ็บปวดที่ค่อยๆ กัดกินตัวฉันเข้าไปทีละนิด และถึงแม้ใครจะบอกว่าเมื่อแผลมันเรื้อรังแบบนี้ การตัดทิ้งจะเป็นการยุติปัญหาทั้งหมด เพื่อจะได้ไม่เจ็บปวดอีก แต่ฉันกลับรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนทหารที่สูญเสียอวัยวะในสงครามที่ยังคงเจ็บปวดซ้ำๆ ตรงที่เดิมเสมอ ทั้งที่ร่างกายส่วนนั้นถูกตัดออกไปจากตัวแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นดูพร่าเลือนเหมือนอยู่ในความฝันมาตลอดช่วงเวลาที่ผ่าน ราวกับว่าหากมีใครสักคนตะโกนขึ้นมาดังๆ แล้วฉันก็จะตื่นขึ้น ทุกอย่างจะหายไป แล้วฉันก็จะได้ใช้ชีวิตแบบเดิมกลับคืน

แต่ฉันก็ไม่ตื่นสักที ไม่ว่าจะกรีดร้อง หรือกู่ตะโกนเสียงดังแค่ไหน จนบางครั้งฉันก็เผลอนึกไปว่ามันคงเป็นการหลับยาวๆ ของชีวิต เป็นการล่องเรือไปเรื่อยๆ ท่ามกลางมหาสมุทรแห่งความเศร้า ความคิดเช่นนั้นก็เป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ลอยผ่านมาให้เราได้เกาะและจดจำมันเอาไว้

แต่คนเราไม่มีทางจะฝันไปได้ตลอด

และเมื่อเราตื่น ฝันนั้นก็จะจบลง

ตอนนี้เมื่อฉันมองกลับไปในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ฉันเองก็รู้ว่าได้เคยทำอะไรผิดพลาดไม่เข้าท่ามากมาย เคยโกรธ เคยเกลียด เคยเสียใจ เคยร้องไห้ เคยรัก

และยังคงรัก…เหมือนเดิม

ฉันอยากจะมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ฉันก็จะยังคงเป็นคนแบบที่ฉันเป็น ฉันจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

แต่ที่สุดแล้วเราก็ไม่มีทางรู้ได้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เพราะความเปลี่ยนแปลงนั้นแสนสุภาพและซื่อสัตย์ มันจะเข้ามาอย่างเงียบๆ จนเราไม่รู้ตัว มันจะแปรเปลี่ยนความรุนแรงทางอารมณ์ทุกชนิดเป็นความเฉยเมย เคยชิน และมันจะร่วมมือกับวันเวลาทำให้เรื่องราวต่างๆ เป็นแค่สิ่งที่เคยผ่านเข้ามาในชีวิต

ฉันอยากแก่กว่านี้ เผื่อจะเข้าใจอะไรได้มากกว่านี้ ปล่อยวางได้มากกว่านี้ และจะได้หมดเรี่ยวแรงที่เคยมีไปกับวันเวลาอันไร้ความหมายที่ฉันต้องอยู่ตัวคนเดียว เพื่อฉันจะได้มีเวลามากพอที่จะเบื่อกับการทำความเข้าใจในสิ่งที่มันเกิดขึ้น ฉันจะได้เหนื่อยเกินกว่าจะคิด จะได้หลงลืมเกินกว่าจะจดจำ

และเพื่อที่ฉันจะได้มีประสาทที่ชินชาต่อความเจ็บปวดได้มากกว่านี้

แต่เรายังมีวันให้ข้ามผ่านอีกมาก หากเราอยากจะเติบโตขึ้น และในระยะทางของวันเวลาเหล่านั้นมันจะต้องมีเรื่องราวอื่นๆ ที่เข้ามา ฉันไม่อยากจะคิดว่าในระหว่างนั้นฉันยังจะต้องเสียใจอีก เจ็บปวดอีก ร้องไห้อีก

และต้องรักอีกสักกี่ครั้งกว่าจะรู้และเข้าใจ เพื่อจะผ่านมันไปให้ได้เสียที

เมื่อวันที่ฉันอายุครบหกสิบปีมาถึงจริงๆ ฉันก็คงจะยังเป็นฉัน แต่คงถูกบรรจุด้วยเรื่องราวในมุมมองที่ต่างออกไปจากวันนี้

ฉันมีความรู้สึกว่า ความเจ็บปวดนี้จะไม่มีทางหายไป

แต่หากมันยังคงอยู่ในวันนั้น ฉันก็คงเหลือเวลาอีกไม่มากมายนักที่จะรู้สึกเจ็บปวดและไร้ค่า ฉันหวังว่าคงมีความเจ็บปวดทางกายอื่นๆ มาบั่นทอนฉันแทนเรื่องราวเก่าๆ

และฉันจะได้ตายไปเสียที

ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันยังทำไม่ได้ในวันนี้

วันที่ฉันอายุยี่สิบแปด

ในวันนี้ฉันมีอายุ 28 ซึ่งหมายความว่าฉันต้องเคยมีอายุ 27 ปีมาก่อน

ไม่มีทางปฏิเสธความเป็นจริงนั้นได้ ฉันไม่สามารถเติบโตขึ้นโดยปราศจาก 27 ปีก่อนหน้านี้ในชีวิต

ความเศร้าก็เป็นอย่างนั้น

เราอาจลุกขึ้นมาทำตัวร่าเริงในวันพรุ่งนี้

เราอาจเหมือนเป็นปกติในปีต่อๆ ไป

แต่เรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วก็ยังคงอยู่กับเรา

และความเศร้าจะยังคงอยู่กับเราตลอดกาล

เราจะรับมือกับความเศร้าด้วยวิธีที่แตกต่างกันออกไป หรือขีดความเศร้าของคนเราจะไม่เท่ากัน

เราแบ่งกลุ่มคนในชีวิตของเราออกเป็นระดับชั้นแบบไหน ความสามารถในการเข้าถึง เพื่อจะทำร้ายจิตใจของเราก็แบ่งไปตามลำดับนั้น

น้ำใจระหว่างคนต่อคน บางครั้งก็ยากจะเข้าใจได้

ทำให้คนแต่ละคนในชีวิตสร้างรอยความทรงจำให้กับเราได้ไม่เท่ากัน

เราแค่ลืม ลืมมันไปในบางเวลา

บางทีวิธีที่จะรับมือกับความเศร้านั้นอาจไม่ใช่การกำจัดมันให้พ้นไปจากชีวิต

แต่เป็นการเข้าใจและยอมรับ

เพื่ออยู่ร่วมกับมัน

เรื่องนี้น่าจะเป็นแค่ความฝัน

หากผมเก็บมันไว้อยู่แค่ในความฝัน การเรียนรู้ก็คงไม่เกิด

บทความชิ้นนี้ จึงทดลองถอดความจากหนังสือ “ริอ่าน” ของทราย เจริญปุระ แล้วนำกลับมาเรียงร้อยใหม่ในรูปแบบบันทึกความทรงจำของทรายเมื่อตอนอายุ 28 ปี และในวาระครบรอบ 10 ปีของหนังสือเล่มนี้

ซึ่งจนถึงตอนนี้ เราคงได้เห็นแล้วว่า เจ้าของคอลัมน์ “รักคนอ่าน” ก็ยังคง “ริอ่าน” ไม่หยุดหย่อน

หมายเหตุ : “ริอ่าน” ของทราย เจริญปุระ พิมพ์ครั้งแรก สำนักพิมพ์มติชน เมษายน 2552 และเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2562 คุณแม่สุภาภรณ์ เจริญปุระ คุณแม่ของทราย เจริญปุระ เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพัก และได้ฌาปนกิจเมื่อวันอังคารที่ 8 ตุลาคม 2562 ณ วัดลานนาบุญ จ.นนทบุรี

บทความก่อนหน้านี้เกษียร เตชะพีระ | หวังเฉาฮัววิเคราะห์การประท้วงใหญ่ในฮ่องกง (3)
บทความถัดไปฉัตรสุมาลย์ : เส้นทาง(อีกยาวไกล)ของภิกษุณีไทย หลังยุคนรินทร์กลึง