Chanamon W. / ประโยคแซบ แคปจากสภา : หม้อน้ำร้อนที่เรียกว่าความตลก

หากต้องจัดอันดับประเด็นร้อนประจำไทม์ไลน์โซเชียลมีเดียทุกแขนงในรอบสัปดาห์ก่อน กล่าวได้ว่าคงไม่มีอะไรจะเบียดชนะการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ต่อรัฐสภาในวันที่ 25-26 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ซึ่งเต็มไปด้วย “ประเด็นร้อน” และ “วาทะร้อนๆ” จำนวนเกินนับนิ้ว ตามมาด้วย “ประโยคแซบ แคป (เจอร์) ให้ด้วย” ให้กดไลก์ กดแชร์ กดรีทวีต และ “เล่นมุข-ปล่อยมีม” กันไม่หวาดไม่ไหว

แม้จะทราบกันดีว่าภาษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กันของผู้คนในทุกสังคม แต่สิ่งที่หลายคนอาจหลงลืมไปคือภาษานั้นไม่เคยมีความหมายเพียงชั้นเดียว แต่มันยังสามารถใช้ “ไฮไลต์” บางอย่าง “เบลอ” ความสำคัญของบางสิ่ง และ “ประกาศ” ความหมายและอุดมการณ์ที่ปิดไม่มิดระหว่างเส้นเสียง

“ประโยคแซบแคปให้ด้วย” เหล่านั้นจึงเต็มไปด้วยเรื่องราวระหว่างบรรทัดมากมาย

 

เดี๋ยวผมจะอ่านให้ฟัง
รบกวนเปิดหนังสืออ่านตามด้วย

1ชั่วโมง 35 นาที 35 หน้ากระดาษ และ 12 นโยบายหลักจากการแถลงนโยบายโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต่อที่ประชุมรัฐสภา จบลงด้วยเสียงหัวเราะคิกคัก สลับกับการประท้วงจากสมาชิกรัฐสภาเป็นระยะ

การ “อ่านข้าม” “อ่านเร็ว” “อ่านไม่รู้เรื่อง” ของแร็พเปอร์หน้าใหม่ถูกนำมาล้อเลียนเป็นมุขตลก (ซึ่งดูเข้ากันอย่างยิ่งยวดกับแคแร็กเตอร์ “ผมเป็นคนตลก” ที่เจ้าตัวเคยยืนยันด้วยตัวเอง)

คนที่ “ถ่าง” ความหมายระหว่างบรรทัดของความตลกนี้ไว้อย่างแหลมคมเห็นจะเป็นวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งตอกกลับอย่างเจ็บแสบว่า ภายใต้ “การแร็พ” นั้นคือ “นโยบายที่ไม่มีอะไรเลย เลื่อนลอย จะทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ พูดเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย เพราะขนาดท่านนายกฯ ที่เป็นผู้อ่าน ยังอ่านข้ามๆ ไปเรื่อย ไม่มีแรงจูงใจ เพราะคิดว่าทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้”

ยิ่งไปกว่านั้น การอ่านข้ามไปมาจนไม่ได้ใจความดังกล่าวยังจะทำให้ข้อความสำคัญจำนวนมากไม่ถูกบันทึกไว้ในรายงานการประชุมสภา ทั้งยังผิดระเบียบในการแถลงนโยบายที่ต้อง “อ่านนโยบาย” ทั้งหมดอย่างครบถ้วน ชัดเจน

ท่านนายกฯ จะ “รู้” ล่วงหน้าถึงระเบียบการแถลงนโยบายที่เหล่าสมาชิกฝ่ายค้านอ้างถึงหรือไม่ เราก็ไม่อาจทราบได้

แต่ที่ชัดแจ้งแก่ใจทุกคนที่ได้ฟังการแถลงนโยบายดังกล่าวอย่างเป็นเอกฉันท์คือ ท่าน “ไม่แคร์” และที่แน่ๆ คือยังรู้สึกถึงอำนาจเต็มมือที่จะสั่งให้ใครต่อใคร “อ่านตาม” ไปพร้อมๆ กับการจับใจความจากการฟัง (ที่จับแทบไม่ได้ ไล่ก็ไม่ทัน) ตลอดการแถลงจึงเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน การบ่นอุบอิบ และความรำคาญใจ

สมกับที่ ส.ส.ท่านหนึ่งกล่าวอุปมาไว้ถึง “เด็กที่ถูกลงโทษให้อ่านหนังสือหน้าห้อง”

 

ดาวสภา-คนสวย

การชี้หน้าเรียกสมาชิกรัฐสภาว่า “ดาวสภา” หรือ “คนสวย” นั้นไม่มีอะไรน่ากังขาจนควรประท้วงจริงหรือ? หากเริ่มจากจุดนี้แล้วจินตนาการยาก เราอาจลองเริ่มจากการจินตนาการว่า หากคำเหล่านี้เป็นเพียงคำนิยมชมเชย เหตุใดจึงเรียกเสียงหัวเราะเกรียวกราวขึ้นมาได้?

ในฐานะสมาชิกรัฐสภาที่ทุกคนควรจะมีศักดิ์และมีสิทธิ์เท่ากันทุกประการ เราย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นใจชมเชยหรือหวังจะเสียดสีให้พอรู้สึกแสบๆ คันๆ คำเรียกเหล่านี้ก็ล้วนเป็นการใช้อำนาจแสดงความเหนือกว่า แล้ว “ไฮไลต์” รูปลักษณ์หรือคุณลักษณะบางประการของผู้ถูกพูดถึงให้โดดเด่นจนกลบถ้อยแถลงที่เตรียมมาให้จางลงไปจนน่าใจหาย

เพราะในนาทีนี้ เกินครึ่งของผู้ฟังย่อมไม่น่าจะจำกันได้แม่นว่าถ้อยแถลงและประเด็นสำคัญที่ “ดาวสภา” และ “คนสวย” ของท่านนายกฯ กล่าวต่อรัฐสภาคืออะไร, ยังไม่ต้องนับถึงคนที่ไม่ได้นั่งฟังด้วยตัวเองและได้อ่านเพียงแค่วาทะร้อนที่ถูกสรุปไว้ ณ ปลายทางของการประชุมตามหน้าฟีดเฟซบุ๊ก

ไม่ต่างอะไรกับท่านนายกฯ ที่เป็นได้เพียง “คนตลก” และ “เด็กที่ถูกลงโทษให้อ่านหนังสือหน้าห้อง” หรือ “น้องขี้งอนที่ประกาศตัดรุ่นกับพี่” สำหรับคนอีกกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

 

อำนาจไม่ใช่เรื่องตลก

การพูดเรื่อยเปื่อยวกวน ข้ามไปข้ามมา การเอ่ยปากแซวอย่างคึกคะนอง การข่มขู่ดำเนินคดี ไปจนกระทั่งการขู่ว่าจะมีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกเป็นระยะตลอดการประชุมรัฐสภานั้นอาจดูตลก แต่อำนาจที่อยู่ในมือคนตลกและอุดมการณ์ความคิดที่แนบแน่นอยู่เบื้องหลังคำพูดตลกๆ นั้นย่อมไม่ใช่เรื่องตลก

นั่นหมายถึงความลำพองใจ ความแน่ใจในอำนาจที่ปราศจากความเกรงอกเกรงใจต่อใครทั้งนั้น

ถ้อยคำเสียดสี “แซบๆ” จาก “ป๊าเสรี” ที่ตอกกลับนายกฯ คนตลกจนเสียอาการก็เช่นกัน

แม้จะต้องยอมรับว่า “เครื่องด่า” ชื่อ “เสรีพิศุทธ์” ทำหน้าที่อย่างแข็งขันจนรัฐสภาแทบลุกเป็นไฟและถูกใจชาวเน็ตกันถ้วนทั่ว เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกันว่ามันเต็มไปด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม การแสดงอำนาจ hate speech และ “แท็กติก” ที่ไม่ต่างอะไรกับ hate speech ที่ออกมาจากปากเผด็จการซึ่งไม่แยแสหลักการใดๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

เป็นเครื่องด่าและความติดอำนาจที่ไม่เลือกข้างเผด็จการ, เท่านั้นเอง

 

“ประโยคแซบๆ” บอกอะไรกับเรา?

ในสนามการเมือง ไม่มีใครที่ไร้เดียงสา ไม่ว่าจะคนตลกที่ฉุนเฉียวฮึดฮัดหรือคนที่รักษาท่าทีสง่างามเรียกคะแนนนิยมจากผู้ชมอย่างมืออาชีพ หลายต่อหลายครั้ง อำนาจเรียนรู้และแสดงออกผ่านทั้งการกระทำและภาษา ว่าจะยอมเป็นตัวตลกและแกล้งโง่ให้เรากลายเป็นกบลอยคอ ตายใจในหม้อน้ำร้อนที่รอเวลาเดือด-ทำในสิ่งที่หวังจะทำอยู่ข้างหลังอย่างเงียบเชียบ มีเกราะป้องกันเป็นความตลกและสิทธิ์ในการวิจารณ์เล็กๆ น้อยๆ ตามโซเชียลมีเดีย พอให้อ้างได้ว่ายังมอบ “เสรีภาพ” ให้กับเรา เปล่าจับมัดมือมัดเท้าเสียหน่อย

ระหว่างที่เราหัวเราะขำขัน อำนาจก็ยังคงอยู่ในมือคนตลกต่อไป ระหว่างที่เราแชร์มีมคิกคัก ปัญหายังคงดำรงอยู่ อำนาจนิยมก็ยังคงแฝงตัวส่งถ่ายไปในทุกขั้วความคิด ระหว่างที่เราหัวเราะสะใจแล้วคิดว่าได้ตอบกลับความคับข้องใจอย่างสมน้ำสมเนื้อแล้ว-เผด็จการก็ยังคงทำตามอำเภอใจอย่างไม่แยแสใครเรื่อยไป

จบการประชุมสภา

ได้มุขตลกกลับมามากมาย

พวกเรานี่สิ, ที่ยังไร้อนาคต…

บทความก่อนหน้านี้“สิงห์ดำ” ผงาดอีกแล้ว โยกย้ายล่าสุดฟาดไป 15 เก้าอี้
บทความถัดไปประกาศแล้ว! กฎ ก.ตร.แต่งตั้ง-โยกย้าย ยึดระบบอาวุโสคล้ายทหาร