“แจ้” ดนุพล แก้วกาญจน์ ในวัยเฉียด 60 เปิดประสบการณ์ “กัญชา” พร้อมเส้นทางเดินวิถีชาวพุทธ

“แกรนด์เอ็กซ์” วงดนตรีที่โด่งดังตั้งแต่ปลายยุค 70 จะปิดตำนาน 50 ปี “GRAND EX” บริบูรณ์” เพื่อบอกลาแฟนๆ อย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคมนี้ ที่อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี

ด้วยเหตุที่ว่าสมาชิกแต่ละคนล้วนสูงวัย จะขึ้นเลข 7 กันเป็นแถว

ขณะที่แจ้ “ดนุพล แก้วกาญจน์” นักร้องนำคนสำคัญ ก็จะครบ 60 ในเดือนตุลาคมนี้

“มติชนสุดสัปดาห์” ได้พูดคุยกับ “แจ้” ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเขาผู้นี้เป็นข่าวคราวตามสื่ออยู่ไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเข้าโรงพยาบาลเพื่อรักษาโรคนิ่ว และเรื่องลูกชาย “คลีน-คฑาวุธ แก้วกาญจน์” หรือ “เทพเพอร์ซิอุส” วัย 30 ปี ที่เคยเปิดสำนักเทพเจ้าเพอร์ซิอุสและได้ปิดไปแล้ว

พร้อมกับมีข่าวคุณพ่อไม่ค่อยปลื้ม

ในช่วงเวลาที่ได้สนทนากับนักร้องคนนี้ เขามักใช้คำแทนตัวว่า “พี่”

เห็นชัดว่าหนุ่มใหญ่วัย 60 ในอีกไม่กี่วันเป็นคนที่มีอารมณ์สนุกสนาน พูดคุยอย่างเป็นกันเอง เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย เข้าใจสัจธรรมของชีวิต

และแม้ไม่อยากจะตอบคำถามเรื่องลูกชาย แต่เมื่อนักข่าวถามก็ตอบ ทำให้คนฟังได้รับรู้ว่าเขาเป็นคุณพ่อที่ใจกว้าง ยอมรับและเข้าใจการกระทำของลูกชาย แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม

“เมื่อเขาบรรลุนิติภาวะโตแล้ว เราก็ต้องใจกว้างพอที่จะให้เขาเรียนรู้…ชีวิตเป็นของเขา จะเป็นของเราก็ช่วงชีวิตเขาเป็นวัยรุ่น ตอนเป็นเด็ก ตอนเรียนหนังสือหนังหา เราต้องดูแลเขา แต่หลังจากนั้นเราเป็นพี่เลี้ยงอยู่ไกลๆ คอยมอง ถ้านอกเส้นทางมากเกินไป วันนี้เขาโตพอที่จะมีวุฒิภาวะแล้ว มันเรื่องส่วนตัวเขา แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นด้วยกับเขา เรามีสิทธิ์แสดงออกว่าไม่เห็นด้วย แต่เราก็ไม่ควรไปห้ามในสิ่งที่เขาเชื่อมั่น”

กับคำถามที่ว่า เมื่อตอนลูกเป็นเด็ก คาดหวังจะให้มาเป็นนักร้องบ้างไหม พี่แจ้ตอบว่า

“คนทุกคนมีพรสวรรค์ติดตัวมา มีจุดเด่นและจุดด้อยติดตัวมาหมด มีมุมมืดของตัวเอง และมีจุดที่โดดเด่น เด็กวัยรุ่นเขาก็ค้นหาของเขาไปเรื่อย หาซิกเนเจอร์ หาตัวตนของเขาเอง แต่บางคนอาจจะใช้เวลานานมากเกินไป มันก็ไม่ทันคนอื่น”

วกมาเรื่องสุขภาพกันบ้าง พี่แจ้เล่าให้ฟังว่า หลังจากไปรักษาโรคนิ่วเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว ตอนนี้สุขภาพโอเคขึ้นมาก ทุกอย่างดูเฟิร์ม หน้าตาสดชื่นขึ้น ขณะที่เมื่อก่อนหน้าจะคล้ำจะดำ เหนื่อยง่าย แต่น้ำหนักเกินไป 10 กิโลกรัม (ก.ก.) ถือว่าสมบูรณ์แบบ อ้วนบริบูรณ์ (หัวเราะ)

อย่างไรก็ตาม ยังมีเรื่องภูมิแพ้ ซึ่งเป็นโรคที่รักษาไม่หายอยู่แล้ว อาการภูมิแพ้มันอยู่กับตัวเรา ถ้าร่างกายแข็งแรงก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ถ้าร่างกายเราอ่อนแอก็จะออกอาการ แต่เรารู้ว่าเราแพ้ชนิดไหน ถ้าอากาศชื้นๆ ฝนขมุกขมัว อากาศขุ่นๆ แดดแบบแดดร้อนเกินไป หรือว่าฝุ่นขมุกขมัว เหมือนอึมครึมอะไรอย่างนี้ แค่พูดโพรงจมูกก็จะตันแล้ว

“ในช่วงวัยรุ่นธรรมชาติสร้างมาให้ร่างกายควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง แต่พอผ่านพ้นไปในอายุระดับหนึ่งแล้ว เป็นหนุ่มระยะสุดท้ายอะไรอย่างนี้ ก็จะเปลี่ยนแปลงไปอีกแบบหนึ่ง หมายถึงว่าจิตใจจะควบคุมทุกอย่าง”

“ถ้าจิตใจเรามีความสุข มีสวดมนต์ มีสนุกสนาน ออกเที่ยว ทานอาหารเอร็ดอร่อย ได้ออกไปเที่ยวเปิดหูเปิดตา แล้วก็ทำในสิ่งที่ตัวเองรักนี่สำคัญที่สุด เราจะแข็งแรง”

ในเรื่องการร้องเพลงนั้น ใครที่ได้ฟังแจ้ ดนุพล ร้องเพลง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เสียงดีเหมือนเมื่อสมัยเป็นหนุ่มน้อย เลยทำให้อยากรู้ว่าเขามีวิธีการ มีเทคนิคอย่างไรในการรักษาเสียงให้เหมือนตอนหนุ่มๆ

พี่แจ้แจกแจงว่า “ร้องเพลงมันใช้ความรู้สึกนะ ไม่ได้ใช้แรงอะไรมากมาย ศิลปินทุกคนก็เป็นเหมือนนักแสดงเป็นพระเอก ถ้านางเอกดี พระเอกก็มีกำลังใจ นางเอกนั่งหน้างอปัญหาเยอะ พระเอกก็เล่นไม่ออก (หัวเราะ)

“คนเรามันอยู่ที่ความชอบ ถ้าเรารักเราชอบแล้ว ทำอะไรมันก็ดูดีไปหมด คือแฟนคลับเขาเห็นเราทำอะไร อย่างสมัยก่อนเราเด็กๆ วัยรุ่น หายใจยังเพราะเลย ใช่ไหม? ร้องเพี้ยนก็บอกร้องเพราะ ธรรมดา ใจเขาให้เราไปมากกว่าครึ่ง แต่ส่วนที่เหลือเราก็ต้องใช้ความซื่อสัตย์สุจริตในวิชาชีพของเรา ในการที่จะดูแลทักษะ ดูแลตัวเอง ดูแลผลงานเพลงของเรา วิวัฒนาการของเรา”

เมื่อถามย้ำถึงวิธีการดูแลตัวเอง อย่างเช่น นักร้องบางคนไม่ดื่มน้ำเย็นและไม่นอนดึก

พี่แจ้กลับบอกว่า “เป็นคนไม่เสถียรขนาดนั้น มีความรู้สึกว่าการคอมโพไมส์ (compromise-ประนีประนอม) กับจิตใจเรา คอมโพไมส์กับรูป รส กลิ่น เสียง ของเราบ้าง จิตใจเราชอบอะไร ตามใจร่างกายเราบ้าง ตามใจความคิดเราบ้าง น่าจะเป็นผลดีมากกว่าการที่สตริก (strict -เคร่งครัด) ทุกสิ่งทุกอย่าง ไอ้นี่ไม่ดี”

“ไอ้นั่นไม่ดี ไม่งั้นกัญชาจะกลับมาเหรอ มันก็มีส่วนนะ เราถูกปลูกฝัง อุ๊ย กัญชา โน่นนี่นั่น มันไม่ดี มันผิดกฎหมาย สังคมรังเกียจ ดูดเข้าไปเดี๋ยวก็ตายเร็ว สมัยก่อน เดี๋ยวนี้เรามานั่งคิด เอ๊ะ เพื่อนเราเห็นสูบกัญชาตั้งแต่เป็นนักเรียน แล้วเราเลิกมาตั้งเป็น 20-30 ปีแล้ว”

ถามต่อว่า พี่แจ้เคยใช้กัญชาหรือเปล่า

เจ้าตัวเลยย้อนถามว่า “เด็กๆ นักเรียนมีใครไม่เคยล่ะ ใช่ไหม? นอกจากคุณหนูจริงๆ แต่คุณหนูก็มีตัวยาอื่นของเขาใช่ไหม สมัยเรียนหนังสือ เด็กๆ วัยรุ่นก็สนุกสนานไป ถึงทุกวันนี้ไม่เห็นเป็นอะไรเลย ยังแข็งแรงอยู่เลย”

สำหรับคำตอบเรื่องการรักษาคุณภาพเสียง พี่แจ้อธิบายว่า “เป็นเรื่องจิตใจ พี่จะบอกเสมอว่า ช่วงแรกๆ คนเราก็พึ่งพาร่างกาย เพราะเป็นช่วงเจริญเติบโต ร่างกายเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนปรับทุกสิ่งทุกอย่าง ให้สรีระเราเป็นไปตามวัฏจักรธรรมชาติ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่ง ร่างกายเราหยุดเจริญเติบโตปั๊บ สมองและหัวใจเราจะเข้ามาครอบงำ เข้ามาควบคุม ให้เราทำนั่นทำนี่ ถ้าเราคิดดีก็จะพบแต่สิ่งที่ดี เป็นสัจธรรม ไม่ใช่พบแต่สิ่งที่ดีอย่างเดียว สุขภาพจิตเราดี สุขภาพร่างกายเราก็จะดีตามไปด้วย”

แสดงว่าใช้หลักพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิต

“แน่นอน อันนี้สำคัญมากเลย อยู่ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า การนั่งสมาธิคือการทำบุญสูงสุด เหนือกว่าการสร้างวัดสร้างเจดีย์ เหนือมากกว่าการทำบุญให้กับคน ให้กับมนุษย์ ให้กับสัตว์ นั่นคือการนั่งสมาธิ”

– พี่แจ้นั่งสมาธิด้วยหรือเปล่า

“ยังๆ เราอาจจะเคยนั่งมาหลายภพหลายชาตินะ เราก็มีความรู้สึกว่าเราจะต้องวิเคราะห์ และคิดว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นั่นเป็นกุศโลบายที่แยบยลมาก ตอนหลังพี่ก็มีความรู้สึก พี่สัมผัสแล้วก็รู้ได้เองว่า คำสอนนั้นเป็นกุศโลบายที่สุดยอดมากๆ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่คุณมีสมาธิ คุณย่อมคิดดี ทำดี ปฏิบัติดี”

– ใช้หลักพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวันมานานหรือยัง

“ตั้งแต่เด็ก พี่ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตตั้งแต่ 5-6 ขวบมั้ง เรื่องการรักษาศีล 5 บางทีก็ 5 บางทีก็เลย 5 บางทีก็ไม่ถึง 5 นั่นคือมนุษย์ ถูกไหม บางทีก็ 4 บางทีก็ 3 ครึ่ง บางทีก็อู้หู รักษาเกือบเท่าพระก็มี ใช่ไหม”

ในวัยจะ 60 เคยคิดทบทวนช่วงชีวิตที่ผ่านมาบ้างหรือไม่ และมองว่าถึงจุดสูงสุดหรือยัง

“ไม่ได้คิดเป็นกอบเป็นกำขนาดนั้น คือใช้ชีวิตที่คอมโพไมส์เหมือนที่บอก ทุกวันนี้พี่ทำอะไรก็ตาม พี่ทำให้กับคนที่พี่รัก และกับคนที่รักพี่ก็พอแล้ว นอกนั้นพี่ไม่มีเวลาเลย ไม่มีแรงพอที่จะไปเผื่อแผ่คนอื่น ที่ผ่านมาทำให้หมดแล้ว ทำให้ประเทศชาติ ทำให้สังคม ทำให้แผ่นดิน ทำให้ศาสนา ทำให้อะไรต่ออะไร เล่นการกุศลเป็นร้อยครั้งพันครั้ง ทำมาหมดแล้ว คราวนี้มันถึงช่วงเวลาที่เรามีแรงอยู่ก็ควรจะเก็บเอาไว้ทำให้กับตัวเราเองบ้าง หมายถึงทำให้คนที่เรารัก และคนที่เขารักเรา”

ทั้งนี้ หลังจากจบคอนเสิร์ต “GRAND EX” บริบูรณ์” ใครอยากฟังเสียงของ “แจ้” ดนุพล ก็ไปฟังกันได้ที่ “ร้านอาหารแสนรัก” ย่านนวมินทร์ ซึ่งเขาเป็นเจ้าของและจะไปร้องให้แฟนๆ ฟังทุกวันศุกร์และวันเสาร์

ทั้งหมดนี้คงทำให้แฟนคลับ “พี่แจ้” ได้รู้จักตัวตนเขาอีกในมุมหนึ่ง

โดยเฉพาะในมุมที่เขาเป็นพุทธศาสนิกชนในรูปแบบคอมโพไมส์

บทความก่อนหน้านี้“สเปอร์ส” ไม่ได้พ่ายแพ้ให้กับลิเวอร์พูล แต่เป็นเพราะระบบทุนนิยมที่โหดร้าย
บทความถัดไปเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | พันธะที่ทุกรัฐบาลต้องทำ