“ผมแก่เกินจะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์แล้ว” | ความในใจชายวัย 51 “สังข์ ธีรวัฒน์”

ในหมู่คนชอบดูความบันเทิง ชื่อของสังข์-ธีรวัฒน์ อนุวัตรอุดม คงคุ้นหู ด้วยนอกจากเขาจะเคยเป็นทั้งคนเบื้องหน้า เป็น “สังข์ 108 มงกุฎ” ในฐานะนักแสดงและพิธีกรแล้ว

ยังมีอีกสถานะคือเป็นคนเบื้องหลัง ทำหน้าที่ผลิตรายการโทรทัศน์ กำกับการแสดงละครทีวี รวมถึงกำกับละครเวที ซึ่งอย่างหลังนี้หลายคนคงได้พิสูจน์ฝีมือกันมาแล้วจาก “โหมโรง เดอะ มิวสิคัล” ที่ใครหลายคนกล่าวขวัญถึง

ล่าสุดเจ้าตัวมากับผลงานละครเวทีชิ้นใหม่ ซึ่งนำเสนอด้วยความภาคภูมิใจ “ชายกลาง เดอะ มิวสิคัล” ละครที่เนื้อหาพูดถึงชีวิตของนักเขียนหนุ่มผู้มีอุดมการณ์ว่าจะไม่เขียนนิยายน้ำเน่าเด็ดขาด

แต่เมื่อชีวิตยากลำบาก เขาก็ต้องฝืนทนเขียนออกมา โดยนิยายของเขาเป็นไปตามสูตรความน้ำเน่าทุกประการ

ในเรื่องมีทั้งท่านชายผู้สูงศักดิ์แสนดีแต่โง่, นางเอกที่น่ารักแต่ดื้อ, หม่อมป้าและลูกสาวขี้อิจฉา รวมถึงการเข้าใจผิดที่ไม่น่าจะผิดได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะค้นพบเรื่องจริงอันไม่น่าเชื่อ

แถมจะว่าไปก็ยังน้ำเน่ายิ่งกว่านิยายเสียอีก…

“เรื่องนี้เป็นละครที่มีคุณค่ามากๆ เลยนะฮะในแง่ของเนื้อหา”

ใช่, คุณไม่ได้อ่านผิด เพราะแม้เรื่องย่อจะเป็นอย่างที่เห็น แต่สังข์ก็พูดออกมาอย่างนั้นด้วยความชัดเจน

ก่อนขยายความเพิ่ม โดยบอกว่า ละครที่จะนำออกแสดง ณ โรงละครเคแบงค์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน ระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 9 มิถุนายนนั้น “แค่ถูกเคลือบด้วยความตลก”

“หายากนะ ละครที่มีคุณค่าในแง่ของสารที่จะบอก แล้วตลกขนาดนี้”

“เหมือนละครไร้สาระ แต่มีความลึกมากของเนื้อเรื่อง”

เนื้อเรื่องที่สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นอน

ขณะเดียวกันก็ยังพูดถึง “ความต่าง”

“ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันในปัจจุบัน”

อย่างตัวเอกของเรื่องที่ดูถูกนิยายน้ำเน่า และมองว่างานของเขาเป็นงานมีอุดมการณ์

“แต่นิยายน้ำเน่าก็มีคุณค่าสำหรับบางคน แค่อาจจะไม่ใช่สำหรับเขา เหมือนที่บอกว่าแมลงวันไปตอมอุจจาระทำไม คือมันมีค่าสำหรับแมลงวัน ถูกไหมฮะ”

“เราชอบเอาตัวเองไปตัดสินทุกสิ่ง แล้วไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน มันเลยอยู่รวมกันแล้วไม่มีความสุข”

สารทั้งหมดนี้ คนทำบอกว่าจะแทรกอยู่ให้คนดูรับไปแบบผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งบท ทั้งเพลง ฯลฯ ให้ดูไปแบบเพลินๆ “แต่พอกลับไป สมองจะไม่ว่างเปล่า”

การหยิบละครที่นิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เคยเล่นแล้วมาทำซ้ำอีกครั้งนั้น คนทำบอกว่า เป็นเพราะเชื่อมั่นว่า “อย่างน้อยก็น่าจะสะกิดอะไรบางอย่างให้คนดู”

“ผมอยากทำหน้าที่ของผมน่ะครับ”

“จริงๆ ละครเวทีนี่ได้ตังค์น้อย บอกเลยบางทีจะขาดทุนด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่ผมอยากบอกมันมีแวลู่มาก เพราะผมรู้สึกว่าผมแก่เกินที่จะทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์แล้ว” เขาบอกพลางยิ้ม

เรื่องแก่เกินจะทำอะไรที่ไม่มีประโยชน์ดังว่านั้น เจ้าตัวว่าเป็นความคิดที่เกิดขึ้นกับเขามาได้ราว 5-6 ปีแล้ว

“เรื่องทำงานหาเงินเราพอแล้วละ ไม่ได้รวยร้อยล้าน พันล้านนะ แต่ก็ไม่อยากจะอะไรมาก แล้วก็อยากจะบอกบางอย่างด้วยหน้าที่การงานของเรา”

โดยครั้งนี้เขาเลือกที่จะบอกผ่าน “ชายกลาง เดอะ มิวสิคัล” งานที่เขาใช้คำอธิบายว่า “ดีงามทั้งในแง่เนื้อหาและความบันเทิง”

เมื่อถามคนที่ทำงานมานานราว 30 ปีว่า นอกจากเรื่องนี้ ยังมีอะไรที่อยากทำอีกไหม เขาก็ให้คำตอบที่อยู่ในใจมาทันที ว่าถ้าเป็นไปได้ ก็อยากจะทำ

“พระพุทธเจ้า เดอะ มิวสิคัล” นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาตีความ

“คำสอนที่ท่านค้นพบความจริงของโลกใบนี้”

ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าเป็นเรื่องยาก

“ยากมากที่จะทำออกมาเป็นมิวสิคัลที่บันเทิง แต่มันจะมีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมาก”

“ผมอยากทำ”

บทความก่อนหน้านี้อ.สารภี จ.เชียงใหม่ (ที่เล็กที่สุดและไม่มีภูเขา) แต่เก่าก่อนไม่ได้ชื่อนี้ แต่มีชื่อ ‘ยางเนิ้ง’ เพราะ….
บทความถัดไปเรื่องสั้น | ขณะนี้ชั่วชีวิต