ต้องรู้เอาไว้ การขี่มอเตอร์ไซค์ ในมาเลเซีย

ราชัน ศรีสกุลชวาลา

สิ่งที่ผมไม่รู้มาก่อน เกี่ยวกับการขี่มอเตอร์ไซค์ จากเชียงใหม่ไปสิงคโปร์คนเดียว (15)

วันนี้ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อมุ่งหน้าลงใต้ต่อไป ถึงแม้อาหารเช้าน่าจะเป็นอาหารเช้าที่ดี แต่ด้วยความต้องการจะทำระยะทาง เพราะในสองวันที่ผ่านมาทำระยะทางได้เพียง 233.2 ก.ม. และ 166.6 ก.ม. วันนี้จึงอยากจะทำระยะทางให้ได้มากขึ้นหน่อย

เมืองที่ตั้งเป้าหมายไว้วันนี้มีสามเมือง กัวลาลัมเปอร์ ระยะทาง 201 ก.ม. พอร์ตดิกสัน ระยะทาง 282 ก.ม. และมะละกา ระยะทาง 351 ก.ม.

หากขี่ได้ดี ก็อาจไปถึงเมืองหน้าด่านก่อนถึงสิงคโปร์ ชื่อเมืองยะโฮร์บาห์รู ระยะทาง 534 ก.ม.

พอร์ตดิกสันเป็นเมืองแรกที่ตัดออก เพราะว่ามีโรงแรมที่ขึ้นชื่อมากของเมืองนี้ คือว่าถ้าไปเมืองนี้ก็ควรจะพักที่นี่ โรงแรมตั้งอยู่บนทะเล เป็นหลังๆ เหมือนอยู่ในมัลดีฟส์ ดูแล้วโรแมนติกมาก เป็นโรงแรมที่สวยงามทีเดียว

แต่เนื่องจากเรามาคนเดียว นุสราไม่ได้มาด้วย ไม่ไปเมืองนี้น่าจะดีกว่า

หกโมงเช้าตรง ล้อหมุนออกจากโรงแรม แวะเติมน้ำมันเต็มถัง ครั้งนี้ไม่ท่วมถัง แต่ก็ยังมีหกนิดหน่อย ถือว่ามีฝีมือที่พัฒนาขึ้น คิดว่าเติมอีก 3-4 ครั้ง คงมีคุณสมบัติพอจะไปสมัครเป็นเด็กปั๊มในประเทศไทยเราได้

อากาศดีมาก เงียบสงบ

ออกจากเมืองก็ขึ้นทางด่วนสาย E1 ทันที รถไม่เยอะ ทางราบเรียบ สองสูบวิ่งอย่างนิ่มนวลที่ความเร็วร้อยกว่ากิโลเมตรต่อชั่วโมง เส้นทางผ่านป่าไม้ที่มีต้นปาล์มจำนวนมากมาย ถนนไต่ขึ้นสูงกับโค้งขนาดใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องลดความเร็ว โค้งที่สวยงาม

บนทางด่วนโรยด้วยกากเพชร ล้อมรอบด้วยหมอกจางๆ

เมื่อรวมกับบรรยากาศเงียบสงบในยามเช้า ถือว่าเป็นบรรยากาศการขับขี่ที่สร้างความพึงพอใจให้เจ้าสองสูบเสียงเพราะ และเจ้านายของมันเป็นอย่างยิ่ง

ผ่านไปพักใหญ่ๆ ถนนก็ขยายจากสี่ช่องจราจร เป็นหกช่องจราจร ก็พอเข้าใจได้โดยไม่ต้องมองดูป้าย ใกล้จะถึงเมืองหลวงของมาเลเซีย อันมีนามว่า กัวลาลัมเปอร์

กัวลาลัมเปอร์ แปลว่า แม่น้ำที่เป็นโคลน ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสองสายมาเจอกัน เมืองมีทรัพยากรที่มีอยู่มหาศาลอย่างหนึ่ง มันคือดีบุก ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเหมืองแร่

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นแห่งความเจริญเติบโตของเมืองนั่นเอง

ส่วนใหญ่คนที่มาเที่ยวกัวลาลัมเปอร์ก็จะต้องแวะไปตึกแฝดที่สง่างามสูงเสียดฟ้า มองเห็นได้จากระยะไกล เป็นความงดงามของเส้นขอบฟ้าของเมือง และเนื่องจากเราเป็นคนชื่นชอบในงานวิศวกรรม… ในกัวลาลัมเปอร์ ยังมีงานวิศวกรรมที่น่าสนใจอยู่อีกอย่างหนึ่ง น่าสนใจไม่น้อยไปกว่างานวิศวกรรมตึกแฝดปิโตรนาส

เป็นงานวิศวกรรมที่ไม่ธรรมดา… เป็นงานวิศวกรรมระดับเทพ

กัวลาลัมเปอร์อยู่ในเขตมรสุม มีภูเขา มีแม่น้ำสองสาย พอเข้าสู่ฤดูมรสุม เมื่อฝนตกหนัก (และน้ำก็ไหลเชี่ยว-ตามเพลง) กัวลาลัมเปอร์ก็จะประสบปัญหาน้ำท่วมฉับพลันอยู่เป็นประจำ

ในที่สุดเขาก็แก้ปัญหาโดยการสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขึ้นมา อุโมงค์นี้มีชื่อว่า อุโมงค์สมาร์ต (Smart Tunnel) แปลเป็นภาษาไทยว่า อุโมงค์แสนฉลาด… แต่ผมขอเรียกว่า อุโมงค์เทพ ก็แล้วกัน

อุโมงค์เทพนี้เปิดใช้ในช่วงต้นปี 2007 และเพียงสามปีให้หลัง มันก็พิสูจน์ตัวมันเองให้เป็นที่ประจักษ์ว่า มันสามารถป้องกันน้ำท่วมในเมืองกัวลาลัมเปอร์ได้ถึงเจ็ดครั้ง

เทพจริงๆ

ความเทพของอุโมงค์นี้ ยังคงเหนือไปกว่านั้น ในช่วงเวลาที่ฝนไม่ตก น้ำไม่ท่วม มันถูกใช้ในการแก้ปัญหาจราจร…ใช่แล้ว นอกจากมันจะทำหน้าที่ระบายน้ำแล้ว มันยังทำหน้าที่เป็นถนน ระบายรถติดอีกด้วย

เมื่อฝนตกหนัก (และน้ำก็ไหลเชี่ยว-ตามเพลงต่อไป) ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มขึ้นจนเข้าขั้นระบายไม่ทัน เขาก็จะปิดอุโมงค์นี้จากการจราจร ไม่ให้รถยนต์เข้าไปวิ่ง แต่เปิดให้น้ำเข้าไปวิ่งแทน

และเมื่อระดับน้ำลดลง ก็จะปิดอุโมงค์ไม่ให้น้ำวิ่ง และเปิดให้รถยนต์เข้าไปวิ่งต่อ…เทพมาก

อุโมงค์เทพยาว 9.7 ก.ม. หากจัดว่ามันเป็นอุโมงค์ระบายน้ำ มันยาวเป็นอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยาวเป็นอันดับสองของเอเชีย

แต่หากจัดว่าเป็นอุโมงค์อเนกประสงค์ ที่รวมการระบายน้ำกับการระบายการจราจรเข้าไว้ด้วยกัน มันก็เป็นอุโมงค์อเนกประสงค์ที่ยาวที่สุดในโลก

ได้รับรางวัล Habitat Scroll of Honor Award จาก UN ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้บุคคล หรือองค์กรที่สร้างผลงานเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของคนที่อาศัยอยู่ในเมืองได้อย่างยอดเยี่ยม (Wikipedia)

เป็นงานวิศวกรรมระดับเทพ เป็นอุโมงค์เทพ อย่างไม่ต้องสงสัย

อุโมงค์นี้ไม่อนุญาตให้มอเตอร์ไซค์เข้าไปวิ่ง แต่ผมเข้าไปดูในเว็บไซต์ของเขา เห็นรูปมอเตอร์ไซค์วิ่งอยู่คันหนึ่ง ก็เลยเขียนอีเมลไปถามเขาให้ชัดๆ เขาก็ตอบมา “ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ไม่อนุญาตให้มอเตอร์ไซค์เข้าไปวิ่ง แต่หากมอเตอร์ไซค์เข้าไปวิ่งและเกิดอุบัติเหตุ ประกันจะไม่ครอบคลุมการจ่ายเงิน”

…คงจะแปลว่า วิ่งได้ แต่รับความเสี่ยงเอาเอง…

ภาพจาก http://www.klia2.info/trips/highways/smart-tunnel

กลับมาบนถนนโรยกากเพชรสาย E1

รถเริ่มหนาแน่นขึ้นแต่ก็ยังพอมีความรื่นรมย์ในการขี่อยู่มาก เวลาประมาณแปดโมงครึ่ง ก็แวะเติมน้ำมันก่อนเข้ากัวลาลัมเปอร์

เติมน้ำมันเสร็จก็พบว่า รถหนาแน่นขึ้นมาก เมื่อพิจารณาว่าจะกินอาหารเช้าที่ไหนดี ดูจากปริมาณรถแล้ว หากลงจากทางด่วนเข้าไปกินในเมือง สงสัยจะเสียเวลากับการจราจรเป็นแน่แท้ ตัดสินใจข้ามกัวลาลัมเปอร์ในชั่วโมงเร่งด่วนไปเลยน่าจะเหมาะ

เส้นทางที่ใช้ข้ามกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเข้าสู่ถนนสาย E2 มีสองเส้นทาง ทั้งสองเส้นทางไม่ต้องลงจากทางด่วน เส้นทางแรก อ้อมเมืองไปทางซ้าย หรือทิศตะวันออก จากถนน E1 เข้าสู่ E38, E37 ตามด้วย E18 แล้วเข้าสู่ E2

ส่วนเส้นทางที่สอง อ้อมเมืองไปทางขวา หรือทิศตะวันตก จากถนน E1 เข้า E6 แล้วเข้าสู่ E2…ไม่ต้องคิดมาก ไปทางซ้ายก็บ้า ไปทางขวาดีกว่า ว่าแล้วก็ออกจากปั๊ม จุดหมายคือเข้าสู่ถนน E2

การจราจรหนาแน่นขึ้นมาก ความรื่นรมย์เปลี่ยนไปเป็นการทำตัวไม่ให้กีดขวางผู้อื่น และพยายามลื่นไหลไปกับการจราจรเมืองใหญ่

ซึ่งก็คือใกล้ชิดกันมากที่สุดที่เป็นไปได้ ในความเร็วสูงสุดที่เป็นไปได้

แผนการเดินทางที่ตั้งใจไว้ไม่รู้ว่าเป็นไปตามแผนหรือไม่ เพราะไม่มีเวลาคิด ไม่สามารถจะเหลือบมองแผนที่กู (เกิล) ได้ทันต่อเหตการณ์

ทำได้เพียงใช้วิธีดูป้ายบนทางด่วน สังเกตที่เขียน “ยะโฮร์บาห์รู” กับป้าย “E2” มันชี้ตรงไหนก็ไปตรงนั้น

การจราจรเมืองใหญ่ในชั่วโมงเร่งด่วน บนทางด่วนโรยกากเพชร ณ ใจกลางเมืองหลวง มันบีบบังคับน่าดูทีเดียว

ไม่ค่อยแน่ใจนักว่าผ่านกัวลาลัมเปอร์มาด้วยเส้นทางไหนกันแน่ แต่ก็ประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ถนน E2

การจราจรเริ่มผ่อนคลายมากขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นเพราะเป็นขาออกเมือง และเมื่อระยะทางห่างจากเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ความรื่นรมย์ในการขี่เจ้าสองสูบเสียงเพราะก็ค่อยๆ กลับคืนมาจนถึงระดับดีเยี่ยม

มองดูป้ายระยะทาง อีกไม่นานก็เข้าสู่มะละกา อาหารเช้าของเรา…ที่นั่น…ที่มะละกา

บทความก่อนหน้านี้กาละแมร์ พัชรศรี : บทสนทนาของเพื่อนวัยสี่สิบ
บทความถัดไปคมนาคมเมินเสียงค้าน ดันเทอร์มินอล 2 สุวรรณภูมิต่อ