ปริศนาโบราณคดี | เมื่อพลายงาม “คบซ้อน” สร้อยฟ้า-ศรีมาลา

เพ็ญสุภา สุขคตะ

“สร้อยฟ้า” เป็นตัวละครหนึ่งในเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ปรากฏอยู่ตอนท้ายๆ เรื่อง มีศักดิ์เป็นสะใภ้นอกรีตของขุนแผน-นางพิม กล่าวให้ชัดก็คือ เป็นเมียแถมที่ไม่ได้ตั้งใจรักของพลายงาม
หากกล่าวในภาษาปัจจุบันที่นิยมพูดกันก็คล้ายๆ กับ “การคบซ้อน” นั่นเอง

.
สีสันของสร้อยฟ้า ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นภาพลักษณ์ของเสนียดหรือ “นางอิจฉา” เต็มๆ
แถมยังเป็นนางร้ายที่ระบุเจาะจงถึงถิ่นกำเนิด ภาษา กลิ่นกาย ตอกย้ำภาพของ “สาวเหนือ” ให้เต็มไปด้วยความน่าขยะแขยง มีพฤติกรรมงี่เง่าสิ้นคิด หลอกใช้เสน่ห์ น้ำตา มารยา สาไถย เพื่อเอาชนะความผิด ความพ่ายแพ้

.
ชวนให้นึกถึงคำประณามของคนที่มีอคติต่อแม่ญิงล้านนา ไม่ว่าจะร้องไห้ หรือถูกซุบซิบใส่ร้ายเชิงชู้สาวว่า
“อย่ามาบีบน้ำตาใช้มารยาหญิงเพื่อกลบเกลื่อนสิ่งที่ตนได้ทำไปแล้ว!”
“อย่ามาอ้างความเป็นหญิง(เหนือ) ในเมื่อทำผิดจริยธรรม!”

.
ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตของ “สร้อยฟ้า” นั้นมีตัวมีตนจริง หรือเป็นแค่ตัวละครสมมติ เนื่องจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนมีแฟนคลับติดนัวเนีย จึงแต่งเติมลากยาวชนิดจบกันไม่ลง มาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์
บางที “สร้อยฟ้า” อาจจะเป็นอีกหนึ่งภาพลวงตา เหมือนกับ “สาวเครือฟ้า” ที่จับแพะชนแกะ อุปโลกน์ยัดเยียดความมารยาสาไถยให้กับสาวเหนือ อีกก็เป็นได้

.

มารยาสาไถยของสาวเหนือ ในสายตาชาวสยาม
ครั้งหนึ่งเคยเขียนถึงนางลาวทอง ว่าเป็นแม่ญิงล้านนาอีกคนเหมือนสร้อยฟ้า น่าสนใจยิ่งที่เสภาขุนแผนมีตัวละครสาวเหนือถึงสองนาง แถมให้มีชะตากรรมละม้ายกัน คนหนึ่งเป็นเมียน้อยพ่อ อีกคนเป็นเมียน้อยลูก

.
ลาวทอง มีฐานะต่ำศักดิ์กว่าสร้อยฟ้า เป็นแค่ลูกสาวกำนัน ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ ถูกพ่อแม่ยกให้ขุนแผนเพื่อไถ่กับอิสรภาพของหมู่บ้าน รูปร่างหน้าตาก็คงจะสวยพอประมาณ แต่วัฒนธรรมด้านอาหารการกินนั้น เป็นที่สะอิดสะเอียนในสายตาชาวสยามเหลือกำลัง

.
พิศดูเมียใหม่ที่ได้มา           ทรวดทรงขนงหน้าดูคมสัน
ปรนนิบัติอื่นอื่นดีทั้งนั้น       แต่สำคัญทรลักษณ์ด้วยการกิน
อึ่งตะกวดตุ๊ดตู่งูเงี้ยว          ช่างกระไรเลยเคี้ยวกินเสียสิ้น
อาหารหยาบคายเป็นอาจิณ  มลทินรังเกียจเกลียดระอา
พิมเอ๋ยพี่ยังอาลัยอยู่           การกินรู้สารพัดจัดหา
ไม่เปื้อนเปรอะเหมือนลาวชาวพนา น้ำมือโอชาอร่อยรส

.
ในขณะที่สร้อยฟ้า เป็นถึงราชธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่ ใช้นามสมมติว่าพระเจ้าพิไชยแห่งเชียงอินทร์ ซึ่งหากเป็นเรื่องจริงก็ไม่ทราบว่าตรงกับกษัตริย์พระองค์ไหน และราชวงศ์ใด ในล้านนา?
วรรณคดีระบุว่าอยุธยายกทัพขึ้นไปปราบเชียงใหม่ โทษฐานที่บังอาจมาช่วงชิงนางสร้อยทอง ราชธิดาของพระเจ้าล้านช้างที่ส่งมาถวายเชื่อมสัมพันธไมตรีกับอยุธยาระหว่างทาง
เหตุการณ์ตอนนี้มีความสับสนยิ่ง ตามประวัติศาสตร์เท่าที่ทราบนั้น กล่าวถึงการถวายราชธิดาระหว่างเมืองสู่เมือง ประมาณสามครั้งเด่นๆ


ครั้งแรกพระเมืองเกษเกล้าแห่งล้านนาถวายราชธิดาชื่อ “นางยอดคำทิพย์” แด่พระเจ้าโพธิสาลราช กษัตริย์ล้านช้าง ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 จากนั้นมาล้านช้าง-ล้านนามีความสัมพันธ์แนบแน่น ช่วยกันต่อต้านอยุธยาและพม่า

.
ครั้งที่สองช่วงใกล้เสียกรุงครั้งที่ี 1 ราชวงศ์อยุธยา โดยพระมหาธรรมราชาได้ถวายพระราชธิดาแก่พระเจ้ากรุงลาว ด้วยเห็นว่ากองทัพพม่ายึดล้านนาแล้ว จึงหวังว่าจะได้ล้านช้างมาผูกมิตร แต่ระหว่างทางถูกเจ้าเมืองพิษณุโลกแย่งชิงตัวราชธิดาไป เหตุการณ์นี้เกิดประมาณปี พ.ศ. 2103

.
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นหลังจากเสียกรุงครั้งที่ี 1 ไปแล้ว สมัยพระเพทราชา กษัตริย์ล้านช้างได้ถวายราชธิดาแด่กรุงศรีอยุธยา แต่ออกหลวงสรศักดิ์ (ว่าที่พระเจ้าเสือ) ได้ถือวิสาสะช่วงชิงนางไปเป็นสนมก่อน โดยไม่รายงานพระราชบิดา
จึงทำให้สับสนว่า การที่กษัตริย์เชียงใหม่ยกทัพไปชิงตัว “ธิดาล้านช้างจากอยุธยา” นั้น มีปรากฏอยู่ในพงศาวดารตอนไหนหรือ?
เข้าใจแล้วว่าในเมื่อคนแต่งเป็นชาวสยาม จึงย่อมผูกเรื่องให้เชียงใหม่เป็นผู้ร้าย สร้างล้านช้างให้สวามิภักดิ์โอนอ่อนต่ออยุธยา

.
เมื่อเสร็จศึกเชียงใหม่ พระพันวษารับนางสร้อยทองธิดาเจ้าล้านช้างคืนมาเป็นพระสนม ในขณะเดียวกันกลับพระราชทานนางสร้อยฟ้าธิดาเจ้าเชียงใหม่บำเหน็จรางวัลให้แก่ “พลายงาม” ลูกของขุนแผน ในฐานะแม่ทัพเอก

.
หรือว่าเรื่องราวตอนนี้จำลองมาจากชีวิตจริงของสมเด็จพระนารายณ์ ที่ได้นางกุสาวดี ธิดาเจ้าเชียงใหม่ (พระญาแสนหลวง) มาแล้วยกให้พระเพทราชา?
พลายงามได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “จมื่นไวยวรนาถ” หรือที่นิยมเรียกว่า “พระไวย” ไม่ต่างไปจากพลายแก้วเมื่อเสร็จศึกเมืองเชียงทองกลับมาก็ได้รับทินนามเป็น “ขุนแผนแสนสะท้าน”

.
สรุปแล้ว เนื้อหาซ้ำรอยกันสองรุ่น รุ่นพ่อเสร็จศึกได้นางลาวทองเป็นเมีย ส่วนรุ่นลูกกลับมาได้ความดีความชอบคือนางสร้อยฟ้า คือทั้งพ่อทั้งลูก ต่างก็ “คบซ้อน” ว่างั้นเถอะ
เพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะพลายงามแอบได้เสียกับศรีมาลา ลูกของพระพิจิตรก่อนวันออกไปรบหนึ่งคืนแล้ว
ในเมื่อสร้อยฟ้าตกอยู่ในที่นั่งส่วนเกินของผัวหนึ่งเมียสอง ทำอะไรย่อมดูขัดหูขัดตาสามีไปหมด แถมวันดีคืนดีคุณย่าทองประศรี (แม่ขุนแผน-ย่าพลายงาม) ยังขอให้หลานสะใภ้ทั้งสองทำขนมเบื้องประชันกันอีก ฝีมือของศรีมาลานั้นกินขาดสมกับเป็นแม่ศรีเรือน ส่วนขนมเบื้องของสร้อยฟ้านั้นถูกล้อว่าเหมือนแป้งจี่ ช่างไร้เสน่ห์ปลายจวักน่าสมเพชเสียนี่กระไร

.
“โอวาอนิจจาตัวกูเอ๋ย        ไมคิดเลยเมื่อพอพามาถวาย
จะถูกทั้งตีด่าประดาตาย      แสนอายสุดอยางแลวครั้งนี้
พอแมอยูไกลไมเหลียวเห็น   จะไดใครผอนเข็ญใหกูนี่
จึ่งผัวดังเอาตัวทุมอัคคี        เขาขยี้เหยียบยับดังสับปลา”

.
ท่ามกลางบรรยากาศแปลกหน้า ความเจ็บช้ำน้ำใจที่ต้องห่างไกลวัฒนธรรมเมืองเหนือ ทางออกสุดท้ายที่กวียัดเยียดให้สร้อยฟ้า ยิ่งดูสมบทบาท “แม่ญิงคนชั่ว” มากยิ่งขึ้น นั่นคือลงเอยที่การเข้าหาหมอเสน่ห์ชื่อเถนขวาด (เถรขวาด) กับเณรจิ๋ว ทำไสยศาสตร์ให้พระไวยหลงรัก

.
เมื่อถูกจับได้ ต้องลุยไฟพิสูจน์ความจริง ปรากฏว่าเท้าพองไหม้ พระพันวษาสั่งลงโทษประหารชีวิต แต่นางศรีมาลา (นางเอกผู้แสนดี) ได้ขอพระราชทานอภัยโทษไว้ทันควัน
อวสานของสร้อยฟ้า ถูกเนรเทศให้หอบท้องไปคลอดลูกที่เกิดจากพลายงามชื่อ “พลายยง” ที่เชียงใหม่ตามลำพัง

.
ทำราวกับว่าสร้อยฟ้าเป็นเพียงตัวละครเดียวในเรื่องขุนแผนที่ใช้ไสยศาสตร์ ก็ตลอดทั้งเรื่องนั้นขุนแผน-พลายงาม พระเอกสองรุ่น ต่างก็เต็มไปด้วยการแปลงกาย สะเดาะโซ่ หุ่นพยนต์ ปลุกผี คงกระพันชาตรี เสกใบไม้ มิใช่หรือ?


ยิ่งฉากสับปะดี้สีปะดน ตอนพลายงามใช้มนตร์เรียกฝนกรวดสาดใส่แสนตรีเพชรกล้า แม่ทัพเชียงใหม่ ร้อนขนลุกขนพองจนต้องแก้ผ้าแก้ผ่อนกันเป็นที่ขำกล้ิงของฝ่ายสยาม

.
หรือตอนขุนแผนเป่ามนต์สาธยายอัดทวารใส่ขุนช้าง จนอุจจาระไหลไม่หยุดมิรู้กี่กะละมัง สร้างความหน้าแตกหน้าแตนต่อหน้าธารกำนัล ขณะที่พระหมื่นศรีกำลังชำระคดีความกับขุนช้าง
แล้วพฤติกรรมวิปริตเล่า ถึงขนาดผ่าท้องเมียคือนางบัวคลี่ เพื่อเอาลูกมาทำกุมารทอง ไฉนกลับกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ในสังคมไทย

.
หรือขึ้นชื่อว่าพระเอกก็ย่อมมีอภิสิทธิ์ที่จะรังแกคนอื่นได้ ไม่มีใครประณาม ไม่ต้องถูกจับลุยไฟ
แต่แล้วเมื่อสร้อยฟ้าไร้ที่พึ่ง ทำเสน่ห์ให้สามีตัวเองหลงใหล กลับถูกต้องโทษถึงประหารชีวิต
พระพันวษาไม่สนใจที่จะวิเคราะห์ถึงปมปัญหาในใจของสร้อยฟ้า ว่าเวลาที่หล่อนทะเลาะกับศรีมาลา พลายงามเข้าข้างใคร เคยเฆี่ยนตีนางสร้อยฟ้ามาแล้วกี่หน และลึกๆ แล้วสร้อยฟ้ารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพียงไรที่เป็นถึงพระราชธิดาของกษัตริย์เชียงใหม่ แต่กลับถูกยกให้เป็นเมียของขุนนางไพร่ (ไม่มีวาสนาเหมือนนางสร้อยทอง ราชธิดาล้านช้าง มีฐานะเท่ากันแท้ๆ แต่ได้เป็นชายากษัตริย์) ท่ามกลางการไม่ให้เกียรติของชาวสยามที่รุมเยาะเย้ยถากถางให้กลายเป็นตัวตลก

.
วรรณกรรมไทย มักเสี้ยมสอนลูกหลานให้มองเพื่อนบ้านชาติพันธุ์อื่นเป็นคนชั่วร้าย แฝงมาในบทของตัวประกอบที่ดูเปิ่นเป๋อเด๋อด๋า

.
ใช่เพียงแต่คนเหนือเท่านั้น ชาวพม่ามักหนีไม่พ้นภาพลักษณ์ของคนมักมากในกามคุณ คนญวณชอบเนรคุณ เขมรคือคนดุดันขมังเวทย์ คนลาวสกปรกกินหนอนกินงู เกียจคร้าน

.
แม้จะรวมแว่นแคว้นเผ่าพันธุ์ต่างๆ มาเป็นประเทศเดียวกันแล้ว แต่การสร้างภาพผู้ต่ำต้อย เพื่อใช้กดขี่ชาวชนบทที่มาจากภาคอีสาน ภาคเหนือ ยังคงดำเนินอยู่

———————————————————————————————————-

ปริศนาโบราณคดีตอนที่ 68
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 1648 (วันที่ 16-22 มีนาคม 2555)

บทความก่อนหน้านี้สุจิตต์ วงษ์เทศ | พระร่วง (สุโขทัย) ทำชู้ เมียพญางำเมือง (พะเยา) อารมณ์ในประวัติศาสตร์
บทความถัดไปE-DUANG : สภาวะ หงุดหงิด ลุงๆป้า การโต ของ ฟิวเจอริสต้า