จอห์น วิญญู เขียน บทเรียนชีวิตจากเจ้าพ่อหนังโป๊

บทความนี้ เขียนและเผยแพร่ ครั้งแรกมในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 ธ.ค. – 19 ธ.ค. 2556

เอาละครับ สัปดาห์นี้ขอหยุดสักพัก ขอพักเรื่องราวของการแก่งแย่งอำนาจในประเทศไปก่อน เพราะผมเองนี้ในช่วงเดือนที่ผ่านมาผมบริโภคข่าวเยอะมาก

ไม่ใช่แค่ข่าวครับแต่รวมถึงความคิดเห็นและมุมมองสุดอีโมของคนรู้จักในโลกโซเชี่ยลมีเดียเยอะมาก เอียน เลี่ยน จนแทบจะอ้วกออกมาเป็นคำว่า “อีโม” อยู่แล้วล่ะ เลยตัดสินใจหยุดการเสพ หันไปมองอย่างอื่นรอบๆ ตัวน่าจะดีฝ่า

คิดได้ดังนั้น ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อเดือนที่แล้วมีโอกาสดูข่าวต่างประเทศและมีการหยิบยกเคสที่น่าสนใจมากเคสนึงมาเล่าครับ

เรื่องราวที่ว่าคือเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องชื่อ นายโจเซฟ พอล แฟรงคลิน ซึ่งขณะที่ผมดูข่าวนี้ นายโจเซฟติดคุกมาแล้วกว่า 30 ปี และกำลังจะถูกลงโทษประหารชีวิตจากการฆาตกรรมเหยื่อกว่า 22 คน เหยื่อที่เป็นเป้าหมายของนายโจเซฟนั้น ส่วนใหญ่เป็นชาวยิวและคนผิวดำ รวมไปถึงบุคคลที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนสองกลุ่มข้างต้นครับ

นายโจเซฟเป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ถูกมองว่าเลือดเย็นและโหดเหี้ยมมากครับ อาวุธที่นายโจเซฟใช้ในการก่อเหตุคือปืนไรเฟิล ติดกล้องหรือสโคปป์ แล้วก็พกพาไปไหนมาไหน โดยเอาปืนไรเฟิลใส่กระเป๋ากีตาร์อย่างไม่ผิดสังเกตอะไร

การลงมือในแต่ละครั้งนายโจเซฟจะอยู่ห่างจากเหยื่อไกลพอสมควร และลงมือสังหารเหยื่ออย่างไม่เลือก ไม่ว่าจะเป็นชาย หญิง หรือแม้กระทั่งเด็ก น่ากลัวมากๆ เลยนะครับ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ เกิดขึ้นในตอนกลางวันแสกๆ นายโจเซฟจะเลือกซุ่มอยู่ไกลๆ ไม่ว่าจะเป็นบนเนินเขาที่มีหญ้าให้พอกำบังได้ หรือบนตึกตามท้องถนนเนี่ยแหละครับ

เหยื่อสังหารโหดมีทั้งคนผิวดำที่ออกมาวิ่งจ็อกกิ้งอยู่กับแฟนสาวผิวขาว ซึ่งนายโจเซฟรู้สึกไม่พอใจในความสัมพันธ์ของคนต่างผิวสีก็จัดการยิงให้ตายซะเลย

หรือชาวยิวที่กำลังสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ก็โดนยิงจนเสียชีวิต

แม้กระทั่งเด็กชายผิวดำ 2 คนที่เป็นพี่น้องกันวัยเพียง 13 ปี และ 14 ปี ก็โดนยิงเสียชีวิตกลางถนนครับ

ยังมีเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอีกหลายรายครับที่ถูกฆาตกรรมโดยนายโจเซฟ แต่คดีที่ได้รับความสนใจมากที่สุดน่าจะเป็นการพยายามสังหาร นายแลรี่ ฟลินต์ เจ้าของนิตยสาร Hustler

ที่ผมบอกว่าพยายามฆ่าก็เพราะว่าคุณแลรี่เขารอดมาได้ครับ

เรื่องของเรื่องก็อย่างที่ผมบอกแหละครับว่านายโจเซฟแสดงออกชัดเจนมากว่าเขาเกลียดชาวยิว คนผิวดำและคนที่ไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคนข้างต้น

นายแลรี่นี่เป็นถึงเจ้าพ่อนิตยสารและหนังโป๊เลยทีเดียวครับ แม้ว่าจะเป็นชายผิวขาว แต่ดั๊นไปตีพิมพ์ภาพการร่วมเพศกันระหว่างชายผิวดำและหญิงผิวขาว นายโจเซฟบอกว่า นี่คือเหตุที่ทำให้เขาบันดาลโทสะออกไล่ล่านายแลรี่กันเลยทีเดียว

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ.1978 (พ.ศ. 2521) ระหว่างที่นายแลรี่ไปขึ้นศาลคดีอนาจารที่รัฐจอร์เจีย นายแลรี่โดนยิงไป 2 นัดครับ ซึ่งแม้ว่านายแลรี่จะไม่เสียชีวิตแต่กระสุน 2 นัดนั้นก็ทำให้เขาต้องเป็นอัมพาตและไม่สามารถเดินได้อีกตลอดชีวิต

แม้ว่านายแลรี่จะเป็นบุคคลที่ถือว่ามีชื่อเสียงตามสื่อพอสมควร แต่กว่าจะจับคนที่พยายามฆ่าได้ก็อีกเกือบ 3 ปีแหละครับ และมีผู้เคราะห์ร้ายอีกมากที่ตกเป็นเหยื่อการฆาตกรรมต่อเนื่องของนายโจเซฟ

เวลาผ่านไปหลายปีครับ คดีแล้วคดีเล่า หลังจากมีการสืบสวนไปมา พอลงลึกในรายละเอียดศาลก็พบว่านายโจเซฟมีความผิดจริงในหลายๆ คดี จนท้ายที่สุดโดนตัดสินประหารชีวิตและจำคุกตลอดชีวิตในหลายๆ คดีของเขา

กว่าจะผ่านกระบวนการสอบสวน ขึ้นศาลพิจารณาคดี จนครบทุกคดีในทุกชั้นศาลเวลาก็ล่วงเลยมากว่า 33 ปีครับ วันที่นายโจเซฟจะต้องรับโทษประหารชีวิตก็มาถึงครับคือวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั่นเอง โดยการฉีดยาเข้าสู่ร่างกาย

เรื่องราวของนายโจเซฟฟังดูแล้วก็น่าขนลุกในความน่ากลัวของคดีที่เกิดขึ้นนะครับ แม้ว่าเขาคนนี้จะดูเลือดเย็น แต่ผู้สื่อข่าวก็รายงาน 2 ประเด็นที่น่าสนใจครับ

คือประเด็นแรก ในระยะหลายปีที่ผ่านมา นายโจเซฟใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่งในการที่จะขอเปลี่ยนจากการประหารชีวิตเป็นการจำคุกตลอดชีวิตแทน ซึ่งค่อนข้างแตกต่างจากช่วงแรกที่นายโจเซฟถูกจับได้ เพราะช่วงนั้นเขาดูไม่แยแสอะไรและไม่รู้สึกว่าตัวเองได้ทำผิดอะไร

ก็น่าสนใจดีนะครับจากคนที่เคยฉวยชีวิต ฉวยโอกาสการมีชีวิตคนอื่นไป โดยที่ไม่ได้รู้จัก ไม่เคยเกี่ยวข้องอะไรกับเหยื่อเลย มาทำให้ชีวิตคนอื่นต้องหยุดลง เมื่อถึงเวลาที่ชีวิตตัวเองกำลังจะถูกกระชากไป ก็อาจจะทำให้ได้สัมผัสช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่เหยื่อเหล่านั้นกำลังถูกฉวยเอาชีวิตไปก็เป็นได้

สำนวนกวีไปมั้ย?

เรื่องนี้มันขมขื่นเกินไปมากกว่า น่าเสียดายทุกชีวิตที่ถูกนายคนนี้โกงเอาไปจริงๆ ทุกคนล้วนมีหนทางชีวิตของตนเอง ไม่น่าจะต้องมีใครมาตัดสินให้ใครเป็นใครตายเลย

อีกประเด็นที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจเป็นพิเศษคือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายคนดังคือ นายแลรี่ ฟลินต์ เนี่ยแหละครับ เขาได้เปิดเผยกับสื่อว่า ในช่วงที่ผ่านมาเขาใช้ความพยายามทางกฎหมายทุกวิถีทางที่จะหยุดการประหารชีวิตของนายโจเซฟครับ

แปลกมั้ยครับ? ผมฟังผมก็อึ้งครับ

นักข่าวถามนายแลรี่ว่าทำแบบนั้นทำไม มันเกิดจากความสงสารหรือ?

แลรี่ตอบว่า ไม่ นักข่าวถามว่าเพราะคุณให้อภัยเขาแล้วหรือ? แลรี่ก็ยังยืนยันว่าไม่ แต่เหตุผลที่เขาพยายามจะยับยั้งการประหารชีวิตคนที่ทำให้เขาเดินและใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้มากว่า 30 ปีก็เพราะคำว่า “หลักการ” ครับ

หลักการที่ว่าคือหลักการที่เขาต่อต้านโทษประหารชีวิตครับ

เขาเชื่อว่าไม่ควรจะมีการลงโทษคนด้วยการฉุดฉวยชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนร้ายที่เคยทำร้ายเขาปางตายมาก่อนก็ตาม เขาเชื่อว่าแม้จะไม่ใช่นายโจเซฟ ถึงเป็นคนอื่นที่ยิงเขา เขาก็จะยืนยันตามหลักการที่เขาเชื่อ และจะทำทุกวิถีทางเพื่อยับยั้งการปลิดชีวิตคนคนหนึ่งด้วยโทษประหารชีวิต

แม้ว่าความพยายามของคุณแลรี่จะไม่เป็นผล โจเซฟถูกประหารชีวิตไปเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่นอกจากเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวจากการฆาตกรรมต่อเนื่องของโจเซฟคงไม่ได้เป็นแค่เรื่องเดียวที่ถูกจดจำ

เรื่องราวของเหยื่อที่พยายามจะยับยั้งการประหารชีวิตคนที่กระทำเขานั้นก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้เราได้กลับไปคิด ได้พิจารณาสิ่งที่เกิดๆ ขึ้นรอบตัวสักหน่อยว่า หลายเรื่องที่เรามองว่าเป็นเรื่องเลวร้าย แต่ผลจากความเลวร้ายเหล่านั้นหากเรามีหลักที่มั่นคงและถูกต้องตั้งไว้อยู่

บางทีตอนจบหรือเรื่องราวสอนใจอาจจะไม่ใช่แค่ความทรงจำของความเจ็บปวดเท่านั้น แต่อาจจะเป็นความแข็งแกร่งที่เกิดจากการยืนหยัดข้างความถูกต้อง

หรือสิ่งที่ตัวเองเชื่อ

ก็เป็นได้นะครับ

บทความก่อนหน้านี้อุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ : รัฐมนตรีกลาโหมหญิงญี่ปุ่น กับปัญหาในทะเลจีนใต้
บทความถัดไปเปิดใจ “พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์” โดนปล้นเก้าอี้ “ผบช.ร.ร.นรต.” ฮึดสู้ ทวงสิทธิ์คืน