ถ้าวันนี้ไม่มีธรรมะ “เละค่ะ” | อ้อม สุนิสา

ถ้าวันนี้ไม่มีธรรมะ “เละค่ะ” อ้อม สุนิสา ว่าไว้

โดยไม่ต้องเสียเวลาคิด “อ้อม-สุนิสา สุขบุญสังข์” ตอบได้ทันควันว่า ถ้าวันนี้เธอไม่มีธรรมะในชีวิต “อ้อมคงเละค่ะ”

ในวัย 45 ปี อ้อมซึ่งเป็นขวัญใจแฟนๆ มาทุกยุคสมัย นับจากเริ่มเข้าวงการบันเทิงตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา โดยทำงานมาแล้วหลายแขนง ทั้งเป็นดีเจจัดรายการวิทยุ พิธีกร นักแสดง รวมถึงนักร้อง ซึ่งถึงตอนนี้ แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนาน แต่เมื่อดนตรีขึ้น และเสียงร้อง “ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า…” มา แฟนๆ ก็ยังส่งเสียงกรี๊ดต้อนรับถล่มทลาย ไม่เคยเปลี่ยน บอกกับ “มติชนสุดสัปดาห์” ว่า ตอนนี้เธอกำลังทำงานชิ้นใหม่

งานจากความตั้งใจที่จะเป็นผู้ส่งต่อความสุข และหวังจะช่วยให้คนเผชิญกับทุกข์ได้ดีขึ้น

งานซึ่งมาในรูปรายการธรรมะสั้นๆเพียงไม่กี่นาที ชื่อ “ธรรม life” ที่แพร่ภาพทาง LINE TODAY ทุกวันพุธและศุกร์ เวลา 8 โมงเช้า ความพยายามที่จะเอาเรื่องที่หลายคนอาจรู้สึกว่าไม่น่าสนใจและไกลตัว ให้ขยับเข้ามาใกล้ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้

งานที่อ้อม สุนิสา บอกว่า อย่าได้ถามถึงรายได้, ไม่ต้องพูดถึงความรวย ซึ่งเธอร่วมทีมทำกับเพื่อนพ้องกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีเป้าประสงค์ตรงกัน นั่นคือ “ถ้าแม้นคนหนึ่งคน เบาใจขึ้น แล้วเขาสนใจในธรรมขึ้นมา นั่นคือกำไร”

“ถ้าเราทำให้คนคนหนึ่งมีความสุขในชั่วขณะหนึ่ง แล้วเขาเอาไปพัฒนาต่อ ส่งต่อให้คนอื่นมีความสุข หรืออย่างน้อยเขาเผชิญกับทุกข์ได้ นั่นคือกำไร”

“กำไรของพวกเรา ไม่ใช่เงิน”

“เพราะฉะนั้น ตั้งแต่แรก การคิดต้นทุนการทำงานก็ไม่ได้คิดจากตัวเงิน จึงแทบไม่มีใครได้สตางค์ ทุกอย่างเป็นแบบมิตร”

“ขอแค่ให้เราไม่ควักเนื้อ แล้วได้สปอนเซอร์มา ถ้าเราบริหารจัดการได้ดี เงินส่วนที่เหลือจะไปเข้าที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส เพื่อส่งต่อธรรมะในเรื่องอื่นๆ อีก”

“ไม่มีอะไรเข้าตัว”

ด้วยเหตุนี้ “อย่าถามคำว่ารวยเลยดีกว่า”

“เอาจริงๆ มีคนบอกว่าอ้อมควรจะคิดสตางค์ ขอให้คิดในราคานึงได้ไหม อ้อมไม่ได้บอกว่าอ้อมเป็นคนที่ใจดี หรือนิสัยดี แต่แค่รู้สึกว่าเป้าประสงค์เป็นแบบนี้ มันก็ต้องเป็นไปตามเป้าประสงค์ แล้วอ้อมยังมีอาชีพอื่นที่จะให้สตางค์ใช้ในชีวิต เพราะฉะนั้นอ้อมก็แค่ทำหน้าที่ของคนคนหนึ่ง ซึ่งมันไม่ได้ลำบาก”

“อ้อมไม่ได้รวยมหาศาล แต่ก็อยู่ได้ และการทำอันนี้ ที่มีประโยชน์แบบนี้ก็ไม่ได้เหนือบ่ากว่าแรง อ้อมว่าอ้อมโชคดีด้วยซ้ำ ที่ได้เอาสิ่งที่ถนัด ถ้าตีเป็นค่าเงิน อ้อมว่ากุศลเดือนละหลายสตางค์อยู่ ซึ่งอ้อมไม่ต้องควักอะไร แต่แค่ไม่ต้องรับ”

พิธีกรผู้คิดค่าแรงทำรายการ ด้วยจำนวนเงินที่จำกัดความได้ว่า “ต่ำกว่าทุน หรือไม่เหลือทุน” บอก แล้วก็ยิ้ม

“อ้อมว่ามนุษย์เราควรจะเกิดมาเพื่อเกื้อกูลกันมากกว่าทำร้ายกัน ในอดีตเราอาจจะเคยทำร้ายใครมาก็ได้ ไม่มากก็น้อย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ บางครั้งเราก็เชือดเฉือนคนโดยไม่รู้ตัว แต่วันนี้ที่เราพอจะมีสติอยู่บ้าง เกื้อกูลกันก็เป็นสิ่งที่น่ารัก”

ส่วนที่ตัดสินใจเกื้อกูลด้วยการทำรายการธรรมะ-ธรรม life ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะนั่นน่าจะเป็นการมอบความสุขให้ “อย่างถาวร”

“อ้อมอยากเห็นคนมีความสุขมากขึ้น หรือเผชิญกับความทุกข์ได้ง่ายขึ้น” คนซึ่งมีธรรมะในใจ และได้ธรรมะช่วยในการเผชิญความทุกข์หลายครั้งบอก

จากนั้นก็ว่า “อ้อมรู้สึกว่าธรรมะเป็นสิ่งที่จริง แล้วในเมื่อเป็นสิ่งที่จริง ถ้ามันให้ได้ แล้วมันติดอยู่ในใจเขาได้ อยู่ในการกระทำของเขาได้ มันถาวรกว่าเราให้รถ ให้ดอกไม้ ให้อะไร”

“สิ่งเหล่านั้นให้ได้นะคะ มันคือการแสดงความรักของคนแต่ละคนที่แตกต่างกัน แต่นี่อาจจะเป็นการแสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์ของอ้อม ในแบบที่แตกต่างเหมือนกัน แต่ไม่ได้แตกต่างจากครูบาอาจารย์ หรือท่านทั้งหลายที่เขาทำกันอยู่”

10 ปีที่มีธรรมะในชีวิต เจ้าตัวว่า ทุกวันนี้เธอยังคงเป็นสุนิสา สุขบุญสังข์ คนเดิม “แต่ระบบวิธีคิดมันคัดบางอย่างออก แล้วคัดกรองบางอย่างเข้า”

“อ้อมว่าในพื้นฐานความตั้งใจแล้ว คนทุกคนไม่มีใครใฝ่เลว ทุกคนมีพื้นฐานพร้อมจะใฝ่ดีและอยากเป็นคนดี เพียงแต่ว่าบริบททำให้อาจจะไม่ได้ดีในชั่วขณะนั้น”

อย่างเธอเอง “อ้อมคงเละค่ะ ถ้าไม่มีธรรมะในวันนี้” เจ้าตัวบอก

จากนั้นก็ตั้งคำถาม “ดูหน้าอ้อมออกไหม ว่าอ้อมทุกข์อยู่ตอนนี้ อ้อมมีเรื่องไม่สบายใจ”

ด้วยแววตาสดใส กับรอยยิ้มกระจ่างตรงหน้า เลยตอบไปตามตรงว่าดูไม่ออก

“แต่อ้อมมีทุกข์นะ หนักด้วย” เธอว่า

“แต่อ้อมอยู่กับปัจจุบันเป็น ใช้ปัจจุบันขณะเป็น ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงเอาสติมาไม่ได้เลย อารมณ์จะผูกตลอดเวลา แล้วเราไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งอ้อมมีแนวโน้มเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็ก อ้อมเลยคิดว่าธรรมะเปลี่ยนอะไรได้ตั้งเยอะ”

“ถึงได้อยากส่งต่อสิ่งดีๆ ที่รู้สึกว่า ขนาดเรายังเปลี่ยนแปลงได้ ไม่มากก็น้อย แล้วเราจะไม่ชี้ชวนให้คนอื่นเขาชื่นชมไปกับสิ่งนั้นหรือ”

จึงได้ลงมือ ลงแรง และลงใจ ทำ

บทความก่อนหน้านี้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | กุหลาบกลอนสุนทรภู่
บทความถัดไปทราย เจริญปุระ | “สายตา” ที่ยังแผดเผา