ปลัด มท. ประชุมร่วมอธิบดีกรมโยธาฯ – ผู้ว่าฯ พิจิตร – สมาคมกีฬาจักรยาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าพิจารณาแผนโครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร

ปลัด มท. ประชุมร่วมอธิบดีกรมโยธาฯ – ผู้ว่าฯ พิจิตร – สมาคมกีฬาจักรยาน ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้าพิจารณาแผนโครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร เน้นการพัฒนาพื้นที่ตามภูมิสังคม วัฒนธรรมประเพณี มุ่งต่อยอดมุ่งสู่ความเป็นเลิศ ด้วยพลังการมีส่วนร่วมของทุกภาคีเครือข่าย ทำให้เป็นพื้นที่อรรถประโยชน์ที่สร้างความยั่งยืนและความสุขให้กับประชาชน

วันนี้ (12 มิ.ย. 67) เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุม War room ชั้น 2 อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณาร่างแผนโครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร โดยมี นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสุธน ศรีหิรัญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร รองอธิบดีกรมการปกครองฝ่ายความมั่นคง นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พลเอก เดชา เหมกระศรี นายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมประชุม โดยเป็นการประชุมผ่านระบบออนไลน์ (Zoom Cloud Meeting) กับนายอดิเทพ กมลเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร นายชูโชค ศิวะคุณากร Head of ESG & BSE SCG-CGS บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) นายฮาวี เครป หัวหน้าผู้ฝึกสอนจักรยาน BMX ประเทศไทย พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการจังหวัดพิจิตร คณะผู้ฝึกสอน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานโครงการพระราชดำริ “การพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร” ให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่ก่อเกิดประโยชน์กับประชาชน สนองตอบแนวทางการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข ทำให้เกิดสิ่งที่ดีเกิดขึ้นในจังหวัดพิจิตรอย่างมากมาย ยังผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน เพราะไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ ซึ่งจากเดิมพื้นที่บึงสีไฟสามารถกักเก็บน้ำได้เพียง 2 ลูกบาศก์เมตร ปัจจุบันเพิ่มมากขึ้นเป็น 12 ลูกบาศก์เมตร หรือมากขึ้นกว่า 6 เท่า ทำให้ในช่วงฤดูฝนสามารถกักเก็บน้ำ ช่วยลดเหตุอุทกภัยได้ อีกทั้งในช่วงฤดูร้อนหรือหน้าแล้ง ก็จะมีน้ำที่กักเก็บไว้ใช้ ทำให้พี่น้องประชาชนมีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการดำรงชีวิต ซึ่งโครงการพัฒนาบึงสีไฟ นอกจากจะเป็นการลดปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งแล้ว ยังทำให้สัตว์น้ำ พืชน้ำ ตลอดจนสัตว์นานาชนิด มีความอุดมสมบูรณ์และส่งผลดีต่อความหลากหลายทางสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากยิ่งขึ้น เกิดคุณประโยชน์นานัปการต่อผู้คนในพื้นที่รวมถึงสิ่งมีชีวิต

“โครงการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ เป็นโครงการต้นแบบสำคัญในการพัฒนาและการบูรณาการเพื่อพัฒนาพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดความหลากหลายในพื้นที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ด้วยความร่วมมือของพี่น้องประชาชนชาวพิจิตร ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ช่วยกันสนับสนุนและพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ ทำให้เกิดพื้นที่สาธารณประโยชน์แก่พี่น้องประชาชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีมากมาย อาทิ สนามจักรยานทางเรียบ ระยะทาง 10.28 กม. ที่ได้รับการยกย่องจากกรรมการสหพันธ์จักรยานนานาชาติ หรือ UCI ว่าเป็นสนามที่สวยที่สุดในโลก มีสนาม BMX ซึ่งสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย (TCA) ให้การรับรองว่าเป็นสนามที่มีมาตรฐานที่สุดในโลก” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อไปอีกว่า นอกจากนี้ยังมีสนามให้เด็กเล็กได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สมอง และวินัย ด้วยสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา อีกทั้งปลูกฝังให้เกิดความรักในการออกกำลังกายด้วยจักรยาน เช่น จักรยานขาไถ Balanced Bike จักรยาน Pump Track จักรยาน BMX ทำให้บึงสีไฟเป็นพื้นที่แห่งแรกที่รวมสนามจักรยานหลากหลายประเภทเข้าด้วยกัน ซึ่งจะเป็นจุดขาย หรือ “Landmark” สำคัญดึงดูดให้คนเข้าไปเยี่ยมชมและใช้พื้นที่ นอกจากนี้ พื้นที่บริเวณโดยรอบบึงสีไฟ ยังมีความร่มรื่น เป็นสวนสาธารณะและเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ เป็น “ปอดของชาวพิจิตร” รวมถึงเป็นลานวัฒนธรรม ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของครอบครัว ต่อยอดไปสู่การเป็นพื้นที่ศึกษาเรียนรู้พันธุ์ไม้นานาชนิด ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) เป็นแหล่งชมนก ปลาน้ำจืด ส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้ที่มาเยี่ยมชมบึงสีไฟด้วย

“เรามุ่งเน้นให้ความสำคัญกับอรรถประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ดังนั้น จุดที่สำคัญในการพิจารณากำหนดแผน ประการที่ 1 การผนวกประวัติความเป็นมาของบึงสีไฟหรือจังหวัดพิจิตร กับความโดดเด่นและความสวยงามในพื้นที่ อาทิ สัญลักษณ์และความเป็นมาของชาละวัน ประการที่ 2 การส่งเสริมขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีทางน้ำของพื้นที่ตามภูมิสังคม อาทิ ประเพณีวันสำคัญของไทย การประกอบอาชีพของคนในพื้นที่ การละเล่นและการแข่งขันทางน้ำ กิจกรรมทางศาสนา ประการที่ 3 การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลและพัฒนา โดยมี 7 ภาคีเครือข่าย อันประกอบด้วย ภาคราชการ ภาคเอกชน ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน บูรณาการร่วมด้วยช่วยกัน ประการที่ 4 พัฒนาพื้นที่แห่งการเรียนรู้ อาทิ การดูนก การชมพันธุ์ไม้ ประการที่ 5 การส่งเสริมเป็นพื้นที่ด้านความเป็นเลิศด้านการแข่งขันกีฬาจักรยาน กีฬาทางน้ำ หรือสันทนาการ ประการที่ 6 การจัดตั้งกลุ่มหรือชมรม เช่น ชมรมวาดภาพ ชมรมดูนก” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวเพิ่มเติม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเป้าหมายสำคัญในการทำแผนการพัฒนาบึงสีไฟ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ต้องเตรียมความพร้อมทางด้านทรัพยากรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรัพยากรมนุษย์ หรือ “คน” ที่จะฝึกสอนถ่ายทอดทำให้เกิดความเป็นเลิศด้านกีฬา โดยการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้ รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องมือ จักรยาน เรือพาย ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดการพัฒนาสู่ความเป็นเลิศ และต้องเป็นผู้นำบูรณาการกับทุกภาคส่วน พิจารณากำหนดแผนการพัฒนาบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร ให้เกิดความยั่งยืนและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดทำแผนที่ครอบคลุมในทุกมิติ โดยให้สำนักนโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้เป็นพี่เลี้ยงให้กับจังหวัดพิจิตรในการจัดทำแผนดังกล่าว เพื่อร่วมกันสนองพระราชปณิธานที่สะท้อนผ่านพระราชดำรัสเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ความว่า “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” อันมีเป้าหมายสูงสุด คือ “ประเทศชาติมั่นคง พสกนิกรไทยทุกคนมีความสุขอย่างยั่งยืน” ทำให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขสำหรับทุกคนตลอดไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า กรมโยธาธิการและผังเมือง ได้น้อมนำแนวทางอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ดำเนินการหารือร่วมกับจังหวัดพิจิตร และองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิจิตร เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์และพัฒนาต่อยอดให้เกิดการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถใช้พื้นที่แห่งนี้ให้มีความปลอดภัยและมีความสุขอย่างยั่งยืน โดยจะดำเนินโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่บึงสีไฟ แบ่งเป็น 2 พื้นที่หลัก คือ 1) การปรับภูมิทัศน์บริเวณเส้นทางจักรยาน ด้านทิศตะวันออก ส่วนที่ติดกับส่วนราชการ จำนวน 6 หน่วยงาน ความยาว 2,500 เมตร และการก่อสร้างประตูแผงกั้นยืดหดได้ จำนวน 5 ประตู งานรั้วต้นไม้เป็นไม้พุ่มไทรเกาหลี ความสูง 1 เมตร 2) การปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบสนามจักรยาน BMX ได้แก่ งานรั้วตะแกรงเหล็กสำเร็จรูป 2 เมตร ยาวรวม 663 เมตร งานรั้วและประตูเข้าออกสนามจักรยาน BMX กว้าง 6 เมตร สูง 2 เมตร งานรั้วต้นไม้ ไม้พุ่มสูง (คริสตินา) กลาง (พุดศุภโชค) และเตี้ย (ไทรเกาหลี)

ด้านนายอดิเทพ กมลเวชช์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า โครงการพัฒนาบึงสีไฟ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 จังหวัดพิจิตร ได้กำหนดแผนการพัฒนาเป็น 3 แนวทาง ดังนี้ 1) ด้านการดูแลรักษาและพัฒนาสภาพแวดล้อมและสิ่งปลูกสร้างของบึงสีไฟ อาทิ การบริหารจัดการปริมาณและคุณภาพของน้ำ การสร้างความโดดเด่นของระบบนิเวศน์ในพื้นที่ การปรับภูมิทัศน์ การกำหนดช่องทางเข้า-ออก พื้นที่จอดรถ และพื้นที่ค้าขายบริเวณโดยรอบบึงสีไฟ 2) ด้านการเชื่อมโยงประชาชนกับบึงสีไฟที่เป็นรูปธรรม อาทิ การเสริมสร้างอัตลักษณ์ วัฒนธรรมที่โดดเด่นของบึงสีไฟ และสื่อสารสังคมในทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง การสร้างความร่วมมือเชื่อมโยงทุกภาคส่วนด้วยกิจกรรมกระตุ้น การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 3) ด้านการสร้างระบบบริหารจัดการเพื่อสร้างความยั่งยืน อาทิ การกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย การจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการที่มีทุกภาคส่วนเข้าร่วม และงบประมาณบริหารจัดการ ซึ่งจังหวัดพิจิตรจะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมในวันนี้ ไปหารือร่วมกับภาคีเครือข่ายและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำแผนพัฒนาให้ครอบคลุมและยั่งยืนต่อไป

#WorldSoilDay #วันดินโลก #soilswherefoodbegins #Soils4Nutrition #FAO #MOI #กระทรวงมหาดไทย #บำบัดทุกข์บำรุงสุข #SDGsforAll #ChangeforGood