ปลัด มท. เยี่ยมชมโครงการบูรณะโบราณสถานและเยี่ยมชมศาสนสถานในบริเวณวัดวังทองวราราม พร้อมชื่นชมความรักความสามัคคีของคนในชุมชนที่เป็นหัวใจของการพัฒนาวัดตามโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข

ปลัด มท. เยี่ยมชมโครงการบูรณะโบราณสถานและเยี่ยมชมศาสนสถานในบริเวณวัดวังทองวราราม พร้อมชื่นชมความรักความสามัคคีของคนในชุมชนที่เป็นหัวใจของการพัฒนาวัดตามโครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข ควบคู่การขับเคลื่อนพัฒนาหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)

วันนี้ (8 เม.ย. 67) เวลา 13.00 น. ที่วัดวังทองวราราม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่เยี่ยมชมความก้าวหน้าการดำเนินโครงการบูรณะโบราณสถานวัดวังทองวราราม โดยมี นายทรงพล วิชัยขัทคะ นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก อาจารย์ขวัญทอง สอนศิริ (อ.โจ้) ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนิสิต สวัสดิเทพ ปลัดจังหวัดพิษณุโลก นายอธิปไตย ไกรราช หัวหน้าสำนักงานจังหวัดพิษณุโลก หัวหน้าส่วนราชการ นายหัฎฐะพล เมฆอาภา นายอำเภอวังทอง นายอัครโชค สุวรรณทอง นายอำเภอเมืองพิษณุโลก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ โดยได้รับเมตตาจาก พระครูวิมลธรรมรักขิต รองเจ้าคณะอำเภอวังทอง เจ้าอาวาสวัดวังทองวราราม ร่วมให้การต้อนรับและนำชม ร้อยตำรวจตรี สุชาติ กลิ่นสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลวังทอง นายสมพร ทัดแพ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังทอง สมาชิกสภา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และประชาชนในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับ
.
โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กราบสักการะพระประธานประจำพระอุโบสถ และรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินโครงการบูรณะโบราณสถานวัดวังทองวราราม โดยผู้แทนสำนักศิลปากรที่ 6 สุโขทัย กรมศิลปากร ทำให้ได้รับทราบว่า อุโบสถหลังนี้ มีอายุมากกว่า 200 ปี ศิลปกรรมแบบอยุธยาตอนปลายและสร้างด้วยศิลาแลง โดยการดำเนินโครงการฯ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 180 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2567 วงเงินงบประมาณ 2.85 ล้านบาท ซึ่งการบูรณะในขณะนี้ จะทำการเปลี่ยนหลังคากระเบื้องใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งเปลี่ยนไม้กลอนที่ชำรุด โดยโครงสร้างหลังคาใช้วิธีเข้าไม้เป็นเดือย สำหรับกระเบื้องหลังคา จะใช้กระเบื้องดินเผาลักษณะเดิม แต่เปลี่ยนจากกรรมวิธีกระเบื้องดินเผาทำด้วยมือ ซึ่งปัจจุบันจัดหาวัสดุได้ยาก เป็นกระเบื้องพิมพ์ทดแทนในลักษณะรูปแบบเดิม ในส่วนของผนังอุโบสถ แต่เดิมเป็นศิลาแลง ได้ทำการบูรณะด้วยปูนฉาบ และใช้ซีเมนต์ในการปูพื้น พร้อมทั้งบูรณะช่อฟ้าใบระกาด้วยงานปูนปั้นซ่อมเสริมใหม่ทั้งหมด ในส่วนของฐานพระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปพุทธลักษณะสุโขทัย จะทำการซ่อมแซมโดยใช้ปูนซีเมนต์ดำ รูปแบบศิลปกรรมแบบเดิมทั้ง 4 ด้าน และในส่วนของโครงสร้างเดิมที่เป็นไม้สัก ได้ใช้น้ำยาทากันปลวก เพื่อรักษาสภาพไม้ทั้งหมด โดยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้คำแนะนำในการเก็บกระเบื้องตลอดจนถึงงานศิลปกรรมที่เป็นโบราณวัตถุเดิมที่ไม่สามารถบูรณะได้ไว้เป็นอนุสรณ์และใช้ในการศึกษาเรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กับเด็ก เยาวชน อนุชนคนรุ่นหลังได้ซึมซับรวมถึงการบูรณะตามรูปแบบศิลปกรรมเดิมในอนาคตภายหน้าต่อไป
.
จากนั้น นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และคณะฯ เข้ากราบสักการะพระพุทธชินราชจำลอง (พ.ศ. 2514) ภายในอุโบสถแห่งความสามัคคี (อุโบสถหลังใหม่) ซึ่งหน้าบัน ประดิษฐานพระปรมาภิไธยย่อ ภปร. และคาถาบาลี “ทย̣ยชาติยา สามคฺคิยํ สติสญฺชานเน โภชิสิยํ รกฺขนฺติ : คนชาติไทย จะรักษาความเป็นไทยอยู่ได้ ด้วยมีสติ สำนึกอยู่ในความสามัคคี” และกราบสักการะหลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่งวัดวังทองวราราม แล้วเดินเยี่ยมชมศาสนสถานและสถานที่ภายในบริเวณวัดวังทองวราราม และได้แวะพบปะและอุดหนุนน้ำแข็งไสโบราณรถเข็น ‘ป้าช่วย’ ที่ขายในลานวัดวังทองวรารามมากว่า 40 ปีอีกด้วย

พระครูวิมลธรรมรักขิต กล่าวว่า วัดวังทองวราราม เดิมมีพื้นที่ตั้งวัด จำนวน 46 ไร่ 2 งาน 46 ตารางวา ต่อมาที่ดินของวัดที่ติดกับชาวบ้านยังเป็นป่ารกร้าง ชาวบ้านมาขอถากถางทำประโยชน์ตั้งที่อยู่อาศัยติดต่อกันหลายปีเลยยึดครองกรรมสิทธิ์โดยปริยาย ที่ตั้งวัดในปัจจุบันยังคงเหลือ 23 ไร่ 2 งาน 62 ตารางวา มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือติดตลาดวังทอง ทิศใต้ติดหมู่บ้านวังทอง ทิศตะวันออกติดแม่น้ำวังทอง ทิศตะวันตกติดหมู่บ้านวังทอง โดยประวัติของวัดนั้น ไม่สามารถทราบประวัติการสร้างวัดที่แน่ชัดว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างวัดเป็นครั้งแรก ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านและจากหลักฐานต่าง ๆ ก็พอสรุปได้ว่าวัดวังทองวรารามสร้างมานานประมาณ 200 กว่าปี สันนิษฐานจากอุโบสถหลังเก่าที่สร้างตามศิลปกรรมแบบอยุธยาตอนปลาย และสร้างด้วยศิลาแลง อันตรงกับหลักฐานในสมัยดังกล่าวที่สามารถยืนยันได้ว่าสร้างมานาน และต่อมา ประชาชนได้เรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดราชสิงห์ขรณ์” มีอาณาเขตติดกับแม่น้ำวังทอง ซึ่งเป็นสายน้ำที่ทำให้เมืองวังทองเป็นเมืองท่าติดต่อการค้าขายระหว่างอำเภอนครไทย ด่านซ้าย เลย หล่มสัก เป็นเมืองหน้าด่านการค้าทางเรือของเมืองพิษณุโลกในสมัยนั้น กระทั่งต่อมานายแหนง อินทร์ตลาดชุม นายพิน คัชมาตย์ ขุนวังเงิน ขุนวิเทศน์ หมอประดิษฐ์ นายดี และนางแพ ได้บริจาคที่ดินและบูรณะวัด ได้ขนานนามวัดนี้ว่า “วัดอินทร์ตลาดชุม” กาลต่อมาคำว่า “อินทร์” จึงจางหายไป ก็คงเหลือชื่อวัดว่า “วัดตลาดชุม” แต่ชาวบ้านมักเรียกว่า “วัดวังทอง” เพราะความเคยชิน และเมื่อเวลาล่วงเลยมา ทางราชการได้เปลี่ยนชื่ออำเภอจาก “อำเภอนครป่าหมาก” เป็น “อำเภอวังทอง” เมื่อ พ.ศ. 2482 วัดตลาดชุม จึงได้เปลี่ยนตามชื่ออำเภอว่า “วัดวังทอง” และต่อมาได้ขึ้นทะเบียนเป็นวัดโดยสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2475 และในปี พ.ศ. 2512 เจ้าอาวาสและคณะกรรมการวัดในขณะนั้นดำเนินการขอเพิ่มสร้อยท้ายชื่อวัดต่อกรมการศาสนาว่า “วัดวังทองวราราม” ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนินตัดหวายลูกนิมิต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ประดิษฐานไว้หน้าบันอุโบสถ

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วัดวังทองวราราม ตั้งอยู่กลางตลาด อ.วังทอง ริมแม่น้ำวังทอง เดิมชื่อ วัดตลาดชุม สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา มีโบราณสถานสำคัญ คือ อุโบสถเก่าสถาปัตยกรรมทรงโรง แบบอยุธยา ในอดีตรูปมีพระที่พี่น้องประชาชนต่างเคารพนับถือกันมาก คือ หลวงปู่มี ซึ่งหลวงปู่มีได้พัฒนาให้วัดเจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าหลวงปู่มีจะมรณภาพไปนานแล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังเคารพบูชามาจนทุกวันนี้ ภายหลังวัดตลาดชุมได้ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทางวัดและชุมชนได้มีการเริ่มบูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2506 โดยได้วางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2511 โดยมีเจ้าประคุณสมเด็จพระวันรัต (ป๋า) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพฯ เป็นประธาน และได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น วัดวังทองวราราม ซึ่งได้มีการร่วมกันหล่อ พระพุทธชินราชจำลอง ขนาด 80 นิ้ว เป็นพระพุทธปฏิมากรประธานประจำอุโบสถหลังใหม่ ต่อมาได้มีการหล่อพระประธาน เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2514 ซึ่งก็ได้รับความนิยมจากศิษยานุศิษย์จนเป็นพระเครื่องยอดนิยม นอกจากนี้ ในด้านการพัฒนาวัด ตัวอย่างดวังทองวราราม ได้รับคัดเลือกให้เป็น วัดพัฒนาตัวอย่าง เมื่อปี 2513 และได้รับคัดเลือกเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ที่มีผลงานดีเด่น ประจำปี 2529 ซึ่งจะต้องมีผลงานโดดเด่นทั้งในเรื่อง การสาธารณูปการ การปกครอง การศาสนศึกษา การเผยแผ่ การศึกษาสงเคราะห์ และการสาธารณสงเคราะห์ รวมถึงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม หรือกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์ต่อชุมชน ในลักษณะวัด ประชา รัฐ สร้างสุข

ในช่วงท้าย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ให้คำแนะนำแก่นายอำเภอวังทอง กำนัน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการช่วยกันดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ทรงปลูกที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้ทรงปลูกไว้เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินในปี พ.ศ. 2519 ให้มีความงดงามร่มรื่น และบูรณาการภาคีเครือข่ายช่วยกันพัฒนาพื้นที่บริเวณวัด โดยนำแนวทางตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการวัด ประชา รัฐ สร้างสุข  ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมลงนามกับเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประธานฝ่ายสาธารณูปการ เพื่อมุ่งสร้างวินัยของผู้คนและคณะสงฆ์ ให้ร่วมดูแลเรื่องของศาสนสถานและบ้านเรือนให้ถูกสุขลักษณะในลักษณะ 5ส ให้วัดมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความสะอาดสะอ้าน เป็น “รมณียสถาน” ของประชาชนในชุมชน พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนในชุมชน และวัดที่คอยดูแลและเกื้อหนุนระหว่างกัน ซึ่งทำให้เกิดความเข้มแข็งของคนในชุมชน ไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีโครงการดี ๆ คนในชุมชนแห่งนี้ก็มักจะช่วยเหลือให้งานสำเร็จ จึงเป็นผลสำเร็จของการน้อมนำหลักการ บวร – บ้าน วัด ราชการ/โรงเรียนมาใช้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้คนที่มาท่องเที่ยววัดและชุมชนแห่งนี้จะเกิดความประทับใจในน้ำจิตน้ำใจไมตรีของคนในชุมชนที่มีรอยยิ้ม ความรัก และความสามัคคี อันเป็นพื้นฐานความมั่นคงในการสร้างหมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village) ที่พวกเราชาวมหาดไทยต่างมุ่งมั่นทำให้เกิดมรรคผลที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน