กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี“ร่วมคิด ร่วมมือ ร่วมสร้างนิเวศสื่อ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม”

กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ร่วมผนึกกำลังกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี“ร่วมคิด ร่วมมือ ร่วมสร้างนิเวศสื่อ เพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม”

 ด้วยแนวคิดการสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีที่เหมาะสม ปลอดภัย สร้างสรรค์ และสอดคล้องกับบริบทของชุมชนและสังคม “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” จึงได้จัดทำโครงการ “พัฒนาความร่วมมือระหว่างกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์กับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในท้องถิ่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” โดยครั้งนี้ได้ผนึกกำลังกับ 3 มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาท้องถิ่น ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ให้กับเยาวชน เพื่อนำไปสู่การต่อยอดในการสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีและสร้างสรรค์ในชุมชนและสังคมต่อไป นับเป็นโครงการนำร่องในการนำไปขยายผลในสถานศึกษาอื่น ๆ ในประเทศ

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวถึงหัวใจหลักและความสำคัญของการดำเนินโครงการนี้ว่า “ในปัจจุบัน เทคโนโลยีและสื่อออนไลน์มีความเติบโตและก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ระบบนิเวศสื่อเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เกิดสื่อออนไลน์ที่มีช่องทางการสื่อสารขึ้นจำนวนมากและหลากหลาย ผู้คนสามารถเข้าถึงสื่อได้อย่างรวดเร็ว ทุกที่ ทุกเวลา และยังผลิตสื่อด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดายอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถแสดงความคิดเห็น เผยแพร่ และแชร์ต่อได้อย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกัน ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและระบบนิเวศสื่อนี้ก็มีตามมาด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการเกิดสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ เกิดปัญหาข่าวปลอม (Fake news) เกิดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) การประทุษทางวาจาในอินเทอร์เน็ต (Hate Speech) หรือเกิดการนำเสนอข่าวที่ขาดจรรยาบรรณและละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น”

“ในยุคก่อนถ้านึกถึงสื่อมวลชน มันจะมีรูปแบบการทำงานที่เป็นทางการ มีการฝึกอบรม มีการสอนเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ จะมีกฎเกณฑ์และกติกากำกับอยู่ ส่วนจะทำหน้าที่ดีหรือไม่ดีหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในยุคปัจจุบัน คนเป็นสื่อไม่มีกฎเกณฑ์กติกาอะไรเลย อยากโพสต์อะไรก็โพสต์ อยากขายของแบบไหนก็ทำ พูดคำด่าคำ และแปลกตรงที่ว่าอะไรที่แรง ๆ หรือสุดโต่งคนกลับชอบ มีผู้ติดตามและสามารถสร้างความร่ำรวยได้ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยุคของสื่อใหม่ แต่เราก็ไม่ได้มองด้านลบอย่างเดียว เรายังมองเห็นว่าในวิกฤตยังมีโอกาส มีสื่อดี ๆ เรื่องราวดี ๆ อีกไม่น้อยที่เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หลายคนเลยที่อาจจะไม่มีโอกาสในโครงสร้างของสื่อแบบเดิม ๆ ที่จะนำเสนอเรื่องราวของตัวเองออกไป แต่การเกิดขึ้นของสื่อสังคมออนไลน์ อาจจะทำให้ศิลปินตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีโอกาสสังกัดค่ายเพลงใหญ่ ได้ทำเพลงของตัวเองและเผยแพร่ออกไปด้วยต้นทุนที่ต่ำ แต่ก็สามารถที่จะสร้างผลกระทบผลกระเทือนอย่างมหาศาลได้ แปลว่าในสื่อสังคมออนไลน์เองก็มีทั้งวิกฤตและโอกาสอยู่ในนั้น”

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ยังกล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นการทำภารกิจเฉพาะที่แตกต่างจากโครงการอื่น ๆ โดยเน้นสถาบันการศึกษาในระดับภูมิภาคหรือท้องถิ่น จึงทำเป็นโครงการนำร่องร่วมกับ 3 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จ.เพชรบุรี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จ.มหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี จ.ลพบุรี “สิ่งที่เราเข้าไปทำความร่วมมือกับทั้ง 3 มหาวิทยาลัย เรื่องแรกเลย คือต้องการให้คนเข้าใจว่าสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์นั้นหมายถึงอะไร ความร่วมมือที่กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์วางไว้จะมีอยู่ 3-4 ระดับด้วยกัน เรื่องแรกเราต้องการสนับสนุนการเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ ให้สามารถเปิดรับสื่อและไม่ตกเป็นเหยื่อได้ สถาบันการศึกษาจะช่วยได้เยอะ ทักษะที่จะรู้ว่าสื่อไหนปลอดภัยและไม่ปลอดภัย สื่อไหนที่จะทำให้เกิดความเสียหาย หรือสื่อไหนที่จะนำเราไปสู่ fake news หรือ hate speech ซึ่งคนไทยควรมีทักษะตรงนี้ เรื่องที่สองทั้ง 3 มหาวิทยาลัยจะยกระดับขึ้น เป็นหน่วยที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ให้เราได้ เริ่มต้นตั้งแต่มาทำหลักสูตรร่วมกัน ซึ่งในท้องถิ่นมันอาจจะมีองค์ความรู้ที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าพูดถึงการโฆษณษผลิตภัณฑ์ที่หลอกลวง หรือการกลั่นแกล้งกันในโลกออนไลน์ในแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน ความร่วมมือในระดับที่ 3 คือเริ่มมีผลงานปรากฏ เช่น เราร่วมกันตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังในจังหวัดต่าง ๆ หรือร่วมมือกันในการเฟ้นหาช้างเผือกที่มีความสามารถในการผลิตสื่อ ทั้งเด็ก วัยกลางคน ผู้สูงอายุ ที่จะมาทำร่วมกัน และสุดท้ายเราก็จะได้ผู้ผลิตสื่อที่มีฝีมือจริง ๆ ส่วนความร่วมมือในระดับที่ 4 ก็คือ สร้างสรรค์ผลงานที่ดี ๆ ได้ เป็นต้น”

“เพราะฉะนั้น ทั้ง 3 มหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการนำร่องในครั้งนี้ก็จะอยู่ภายใต้กรอบเหล่านี้ ซึ่งเรามองว่า สถาบันการศึกษาเป็นหน่วยงานที่สำคัญมาก เพราะเป็นที่อยู่ของนักเรียน นิสิต นักศึกษา คนหนุ่มสาว คนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มีพฤติกรรมในการเปิดรับสื่อ โดยกิจกรรมที่เราจะลงไปทำจะมีอยู่ 3 กิจกรรมหลักด้วยกันคือ หนึ่ง เข้าไปทำการ KM (Knowledge Management) หรือไปจัดการความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ หรือไปพัฒนาหลักสูตร สอง เมื่อมีหลักสูตรแล้วก็ไปทำให้เข้าใจ เข้าถึง และรับรู้ได้ในการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่อไป ตลอดจนถึงการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้ที่ได้รับ และที่สำคัญ คือ สาม หน่วยงานที่เราร่วมมือนั้นจะต้องนำคู่มือตัวนี้ไปทดลองใช้ ไปฝึกอบรม ไปทดลองปฏิบัติ โดยแปลงจากวิชาการไปสู่การปฏิบัติจริง ก็หวังว่าถ้าดำเนินการในรูปของการนำร่องแล้วเราจะถอดบทเรียนกับตรงนี้อีกครั้ง เพื่อดูว่ามันประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน และมีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ซึ่งกองทุนฯ ก็จะไม่หยุดทำครับ เราจะเอาปัญหาหรือข้อบกพร่องต่าง ๆ ที่พบในการปฏิบัติมาปรับปรุงในการทำงาน เพราะมันเป็นภารกิจของทางกองทุนฯ เราอยู่แล้ว”

ด้าน ดร.วิฑูรย์ คุ้มหอม หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และอาจารย์ประจำหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี หนึ่งในภาคีผู้รับผิดชอบโครงการฯ ได้เล่าถึงการใช้สื่อออนไลน์ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั้งในอดีตและปัจจุบันไว้ว่า “ปัจจุบันมีการเรียนรู้และมีการปรับจูนกันมากขึ้น และเป็นไปในทิศทางบวกมากขึ้น ทั้งเรื่องการละเมิดและการใช้ความรุนแรงผ่านสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับหลายปีก่อน เพราะมีการเรียนรู้ว่ามันเกิดความเสียหาย ไม่มีประโยชน์ และตอนนี้สังคมตื่นตัวและตระหนักเรื่องสื่อสร้างสรรค์และปลอดภัยกันมากขึ้น ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่มันเป็นสถานการณ์ทางสังคมอย่างหนึ่ง เพียงแต่รากลึกของมันไม่ได้หายไปไหน แต่ว่ามันไปหลบซ่อนอยู่ตรงไหนยังไงเท่านั้นเอง รากที่ซ่อนอยู่มันน่ากลัวไหม ก็น่ากลัว เบื้องต้นผมมองว่า อันดับแรกเลย คือรากของการที่แต่ละคนไม่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถ้าแต่ละคนเข้าใจและตระหนักในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่ากันก็จะไม่เกิดปัญหาเหล่านี้ ส่วนที่สองรากที่สำคัญ ถ้าเรามองว่าสิ่งที่เขาเอามาพูด มันมีทั้งจริงและไม่จริง มันก็สะท้อนโครงสร้างของสังคมไทยที่มันสะท้อนเรื่องของอำนาจ เรื่องของการแสดงความคิดเห็นต่าง พื้นที่ที่ให้แสดงออกมันไม่มี มันก็เลยผุดออกมาตรงนี้ ที่เพชรบุรียังมีความเป็นสังคมชนบทและมีความเป็นเมือง มีกลุ่มเครือญาติ มีการประนีประนอมในชีวิตจริง ทำให้เรื่องราวเหล่านี้มันน้อยลงไป และบทบาทของมหาวิทยาลัยเองก็ออกมาชี้แจง ออกมาสื่อสาร ให้ความรู้กับบุคลากร นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยเราจะมีฝ่ายสื่อสารองค์กรอย่างสร้างสรรค์ ก็จะเป็นอาจารย์ฝ่ายนิเทศศาสตร์ที่จะเข้ามามีบทบาท”

ส่วนการทำงานร่วมกับเครือข่ายในโครงการนี้ ดร.วิฑูรย์ คุ้มหอม มีความคิดเห็นว่า “ในการร่วมมือกันในครั้งนี้ คือเรากำลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง คือสร้างกลุ่มคนสักกลุ่มที่เขามีความเข้าใจในเรื่องสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์จริง ๆ ที่จะมีส่วนช่วยในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ของสื่อออนไลน์ให้ดียิ่งขึ้น แล้วก็มีการสร้างสรรค์ขึ้นมา ซึ่งการสร้างสรรค์ก็มาจากรากของความเข้าอกเข้าใจในความเป็นมนุษย์มากขึ้น จะเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เขามีความเข้าใจตรงนี้ แล้วกลุ่มที่สองคืออาจารย์ที่จะมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ก็จะมีความตระหนักมากยิ่งขึ้นในประเด็นนี้ ที่จะนำไปสอดแทรกในการเรียนการสอนของตัวเอง เพื่อให้มันชัดขึ้น มีพลังมากขึ้น และแอคชั่นมากขึ้นจากเดิม มันน่าจะเป็นภาพแบบนี้ ส่วนการทำเรื่องสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ทางมหาวิทยาลัยเราเองก็มีฐานอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องมาปรับจูนกันมากขึ้น และเอาชุดบทเรียนของกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์มาแชร์กันมากขึ้น และมาดูว่าพื้นที่นั้น ๆ มีบริบททางสังคมเป็นอย่างไร จากนั้นก็เอามาออกแบบหลักสูตรที่เหมาะสมและสอดคล้องร่วมกัน ซึ่งผมเห็นความความจำเป็นและสำคัญในการออกแบบนิเวศสื่อตามบริบทสังคม ถ้าเราออกแบบชุดความรู้อันหนึ่งที่เป็นมาตรฐานกลาง ๆ แล้วก็มีตัวบวกลบตามบริบทพื้นที่ด้วย และในขณะทำงานไปเราก็อาจจะเจอความรู้ใหม่ที่มันอาจจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย เป็นต้น”

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้กล่าวปิดท้ายถึงการทำภารกิจในโครงการพัฒนาความร่วมมือเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ครั้งนี้ว่า

“ตอนนี้กองทุนฯ ทำงานทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ดำเนินการเอง หรืองานของผู้รับทุน เรามุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน และเมื่องานเสร็จแล้ว เราถือว่านั่นยังไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้น ทุกชิ้นงานเราจะนำมาขยายผลต่อยอด และเมื่อโลกมันเปลี่ยนไปเร็ว การเติบโตทางองค์ความรู้และความคิดของแต่ละเจนเนอเรชั่นค่อนข้างแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต้องเคารพความคิดเห็นของกันและกัน ผมคิดว่า การส่งเสริมเรื่องสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์เป็นภารกิจที่ทุกหน่วยงานในสังคมไทยต้องร่วมมือกัน มันถึงจะเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างแท้จริง และกองทุนฯ ของเราก็ส่งเสริมและสนับสนุนทุกภาคส่วนให้มีความร่วมมือกันในการพัฒนาสื่อให้ปลอดภัยและสร้างสรรค์เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ดีให้กับชุมชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต”

นอกจากนี้ “โครงการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ร่วมมือกับ 3 มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ จะเกิดจะเกิดผลเป็นหลักสูตรสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 3 หลักสูตร และเกิด 3 ห้องเรียนปฏิบัติการรู้เท่าทันสื่อ และเปิดโอกาสสำหรับนิสิตนักศึกษาและทุกคนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวได้ฟรี! ทั้งในรูปแบบ Online และ Onsite ร่วมถึงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ภายในสถาบัน ชุมชน และสังคมต่อไป

: ติดตามข่าวสารโครงการฯ และการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้เร็ว ๆ นี้ ทางเฟสบุ๊กแฟนเพจ : กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์