พิศณุ นิลกลัด : นัดชิงชนะเลิศที่โลกไม่ลืม

พิศณุ นิลกลัด

ฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศปีนี้ยิงประตูกันเยอะที่สุดในรอบ 60 ปี

ครั้งสุดท้ายที่รอบชิงยิงกัน 6 ลูกในเวลาปกติ 90 นาที คือฟุตบอลโลกปี 1958

คราวนั้นบราซิลที่มีเด็กน้อยอายุ 17 ร่วมทีมไปด้วย ถล่มสวีเดนเจ้าภาพละเอียด 5-1 โดยเด็กคนนั้นร่วมด้วยช่วยยิง 2 ประตู

จากวันนั้นโลกก็รู้จักชื่อเด็กจนถึงวันนี้ว่า…เปเล่

ฝรั่งเศสได้แชมป์บอลโลกคราวนี้สวยงาม สมราคาอย่างยิ่ง เล่นสวย ยิงสวย ดูสนุก ซูเปอร์สตาร์ในทีมไม่ว่าจะเป็นป๊อกบา, กรีซมันน์ และเอ็มบัปเป้ แสดงบทบาทได้โดดเด่นเท่าเทียมกันในนัดเดียวกันโดยทีมไม่เสียสมดุล-เหมือนฟ้ากำหนด

นอกจากนั้น นัดชิงชนะเลิศคราวนี้มีองค์ประกอบหลายอย่างที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก เช่น…

ได้ประตูกันทั้งจากจุดโทษและจากฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษ

คนเดียวยิงเข้า 2 ประตู แต่ดีใจครั้งเดียว เพราะอีก 1 ประตูโหม่งลูกเข้าโกลข้างตัวเอง

ผู้รักษาประตูเลี้ยงลูกด้วยเท้า แล้วทำบอลลั่นชนเท้าคู่ต่อสู้ ลูกกระดอนเข้าประตูแบบไม่มีใครคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ในฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศ

เกิดดาราดวงใหม่ชื่อคีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่เกจิทุกสำนักพยากรณ์ว่าจะเป็นเหมือนที่เปเล่เคยเป็น

และที่ยังวิจารณ์กันไม่จบจนบัดนี้คือกรรมการชาวอาร์เจนตินาตัดสินผิดพลาดในนาทีที่ 18 ให้ลูกโทษนอกกรอบเขตโทษ และนาทีที่ 38 กรรมการดูวิดีโอย้อนหลัง แล้วกลับคำตัดสินให้ทีมฝรั่งเศสได้ลูกโทษที่จุดโทษ

ทั้งสองครั้ง ทีมฝรั่งเศสยิงเข้า 2 ประตู ทำให้ทีมนำ 1-0 และ 2-1 และชนะโครเอเชียไปในที่สุด 4-2

ในสนาม…นักเตะโครเอเชียประท้วงกรรมการทั้งขณะเกิดเหตุการณ์ และหลังจบการแข่งขัน

ลูก้า โมดริช หัวหน้าทีมโครเอเชีย ซึ่งได้รับตำแหน่งผู้เล่นยอดเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2018 บอกกับ น.ส.พ.อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด ว่ากรรมการได้ทำลายความหวังของพวกเรา การถูกยิงนำแล้วตามมาตีเสมอสองครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย


ทางด้านผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอย คีน อดีตหัวหน้าทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งรับงานเป็นเกจิข้างสนามให้กับทีวีช่อง ITV ที่ถ่ายทอดฟุตบอลโลกให้คนอังกฤษชมฟรี ได้แสดงความเห็นหลังจบการแข่งขันทันทีว่าเป็นการตัดสินที่แย่มาก (รอย คีน ใช้คำว่า crazy)

โดยเฉพาะการได้รับสัญญาณจากห้องอัดภาพวิดีโอ (ที่เรียก VAR) ให้ดูภาพย้อนหลัง กรรมการชาวอาร์เจนตินาดูภาพนานกว่าปกติ แล้วกลับคำตัดสินว่าอีวาน เปริซิช ทำแฮนด์บอลในเขตโทษ ซึ่งลูกนี้ดูยังไงก็เห็นว่าไม่มีเจตนา แขนมือก็อยู่ในที่ที่ควรอยู่ ไม่ได้กาง ไม่ได้ชู

ความเห็นของรอย คีน ตรงกับริโอ เฟอร์ดินานด์ และอลัน เชียร์เรอร์ อดีตนักเตะทีมชาติอังกฤษ ซึ่งรับงานเป็นเกจิให้ทีวีช่อง BBC ที่ร่วมถ่ายทอดสดด้วย

เชียร์เรอร์บอกว่าลูกบอลพุ่งมาชนแขนแบบกระชั้นชิด เปริซิชไม่ได้เจตนาใช้มือแบบดิเอโก้ มาราโดน่า เมื่อปี 1986 หรือเธียรี่ อองรี เมื่อปี 2009 ลูกนี้ไม่ใช่แฮนด์บอล

อีกคนหนึ่งที่เห็นว่าไม่แฮนด์บอล ไม่ใช่จุดโทษ คือมาร์ก แคล็ตเทนเบิร์ก อดีตยอดผู้ตัดสินฟุตบอลพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ

มาร์กบอกว่า ตอนแรกเนสเตอร์ ปิตาน่า กรรมการชาวอาร์เจนตินา ปล่อยให้เล่นต่อน่ะถูกต้องแล้ว

และการได้รับคำแนะนำจากห้องวิดีโอก็เป็นเรื่องระเบียบปฏิบัติ แต่ถ้ากรรมการเห็นว่าไม่มีเจตนาทำแฮนด์บอลอย่างชัดแจ้ง ก็ยืนยันการตัดสินเดิมของตัวเอง เหมือนอย่างกรรมการคูเน่ คาเคอร์ ยืนยันว่ามาร์คอส โรโฮ่ กองหลังอาร์เจนตินาไม่แฮนด์บอลในนัดที่เตะกับไนจีเรีย

และตบท้ายว่า การตัดสินบางเหตุการณ์ในเกมฟุตบอล ถ้าจะให้ยุติธรรมต้องดูภาพเรียลไทม์ ไม่ใช่ดูจากภาพสโลว์โมชั่น

ซึ่งเรื่องนี้ แฮร์รี่ วินเทอร์ คอลัมนิสต์กีฬาอาวุโสของ น.ส.พ. The Times สรุปว่า…

ในโลกยุคปัจจุบัน VAR (ภาพวิดีโอย้อนหลัง) มีประโยชน์ต่อวงการฟุตบอลมาก ถ้าได้บุคลากรที่มีคุณภาพ

บทความก่อนหน้านี้“เบียร์” ที่เวียดนาม ผลลัพธ์จากสงคราม สู่ธุรกิจและปัญหาสุขภาพ
บทความถัดไปมวลน้ำเขื่อนลาวแตกไหลท่วมกัมพูชา 17 หมู่บ้าน กว่า 5 พันคนอพยพแล้ว