เรื่องสั้น : 25 องศาเซลเซียส แดดออกเป็นส่วนมาก

แบบทดสอบก่อนเรียน

เพื่อหันเหจากการเรียนการสอนแบบเดิมๆ ฉันตัดสินใจถามพวกเธอว่า มีวิธีการจดจำรองเท้าของตัวเองอย่างไรไม่ให้สลับสับเปลี่ยนกับคนอื่นๆ

ฉันให้เวลาพวกเธอคิด ก่อนรอฟังคำตอบจากแต่ละคนตามเลขที่ในใบรายชื่อ

ทว่าภายในห้องเรียนกลับยังคงกักเก็บความเย็นเอาไว้ไม่ต่างจากเมื่อเช้า บ่ายวันนั้น อุณหภูมิจากแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์รายงานว่า 25 องศาเซลเซียส แดดออกเป็นส่วนมาก ฉันจึงอยากจะถามพวกเธออีกสักคำถามถึงความรู้สึกที่มีต่อสภาพอากาศขณะยืนเข้าแถวหน้าเสาธงว่าเพราะอะไรสุขภาพของพวกเธอจึงคล้ายถูกหลงลืมจากพวกฉัน

ทว่าฉันกลับลังเล อาจคงเหลือไว้เพียงแค่คำถามแรกคำถามเดียว

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 1

ฉันมาถึงโรงเรียนประมาณแปดโมงสิบห้า ทว่าในแง่ของการปฏิบัติ ฉันควรมาถึงตั้งแต่แปดโมงตรง เวลาและนาทีก่อนแปดโมงครึ่งจึงถูกพรากไปเพราะเป็นกฎกติกาของโรงเรียน

เมื่อรู้ว่าไม่ทัน ฉันจึงไม่รีบ ค่อยๆ เปิดประตูก้าวขาตัวสั่นลงจากรถ แม้ใกล้จะถึงชั่วโมงเรียนแรก ทว่าพวกเธอยังคงยืนขยุกขยิกอยู่ตรงนั้น ฉันสองจิตสองใจจะตามไปสมทบ ก่อนหยุดมองอยู่ริมศาลา ลมแรงหอบความเย็นยะเยือกมาปะทะจนขนลุก อุณหภูมิจากแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์รายงานว่า 17 องศาเซลเซียส เมฆเป็นบางส่วน ฉันถูมือไปมา เก็บโทรศัพท์ แล้วสวมฮู้ด ก่อนซุกมือลงในกระเป๋า ธงถูกชักไปถึงยอดแล้ว กิจกรรมต่างๆ ที่พวกเธอจะต้องทำก็น่าจะเสร็จสิ้น พวกเธอกำลังฟังครูเวรพูดคุยเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ฉันสังเกตเห็นว่าเขาไม่สวมเสื้อกันหนาว

แล้วฉันก็นึกถึงเช้าวันหนึ่งที่อุณหภูมิจากแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์รายงานว่า 24 องศาเซลเซียส ฝนปรอย

วันนั้นฉันมาถึงโรงเรียนประมาณแปดโมง ฉันกางร่มเดินขึ้นอาคาร ก่อนหอบสัมภาระหลบเข้าไปภายในห้องเรียน พวกเธอบางส่วนทำหน้าที่อยู่ภายในห้องเครื่องเสียง บางส่วนกางร่มรออยู่บริเวณหน้าเสาธง ส่วนที่เหลือ ยืนเข้าแถวหน้ากระดานแยกชาย-หญิงตรงระเบียงไม้หน้าห้อง

ตอนนั้น ฉันคิดว่าหากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เราก็น่าจะอะลุ่มอล่วยให้กันและกัน ในเมื่อจำเป็นต้องเข้าแถวเพื่อผดุงความมีระเบียบวินัยตามความเชื่อที่ยึดถือกันมา ทำไมเราไม่รวบรัดตัดตอนกิจกรรมต่างๆ ให้สั้นกระชับลงแล้วไปเข้าแถวกันเสียหน้าห้อง ฉันจะได้ไม่ต้องเสิร์ชหาวิธีการแก้ลมแดดเพื่อช่วยพวกเธอในวันที่อากาศร้อนจัด

ทว่าฉันก็ไม่ได้เล่าแนวคิดนี้ให้เพื่อนร่วมงานคนใดฟัง นอกเสียจากบ่นกับภรรยาขณะขับรถพาลูกชายไปฉีดวัคซีนที่คลินิกหลังเลิกงาน

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 2

ฉันตัดสินใจเดินหลบไปตามทางปูนข้างอาคารเรียนไม้หลังเก่า ก่อนหยุดยืนอยู่ตรงหลังห้องน้ำ ดึงบุหรี่ออกมาจุดสูบรอพวกเธอ ฉันแสบปากและรู้สึกแห้งผากในลำคอ ทว่าก็สูบไปสองตัว ผลพวงจากการขึ้นราคาไม่อาจทำอะไรฉันได้ ฉันเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ขนาด 7.1 มิลลิเมตรที่ราคาถูกกว่าแทน

ทุกอย่างดำเนินไปตามคาบเรียนที่ถูกกำหนดไว้จากฝ่ายวิชาการ อุณหภูมิเพิ่มจากสิบเจ็ดองศากลายมาเป็นยี่สิบห้าองศา ฉันตัดสินใจเก็บคำถามนั้นไว้ใช้ในครั้งถัดไปหลังเลิกแถว พวกเธอจะได้บอกเล่าเรื่องราวความเหน็บหนาวได้อย่างตรงไปตรงมา ครบถ้วนกระบวนความ ไม่คลาดเคลื่อน

ฉันจึงหวังว่าสายลมหนาวจะยังคงทารุณพวกเราต่อไปในวันรุ่งขึ้น

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 3

สองสัปดาห์ก่อน ฉันให้พวกเธอทั้ง 23 คน เขียนแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์เรื่องโรงจอดรถ จากการอ่านตรวจทาน พวกเธอเขียนได้ดีมากหลายคน ฉันสามารถสรุปความคิดเห็นได้ออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ คือ หนึ่ง ปลูกต้นไม้เพื่อความร่มรื่นสวยงาม กับสอง ตัดต้นไม้ในบริเวณโดยรอบเพื่อป้องกันกิ่งไม้หักหล่นลงมาทับหลังคา

ทว่ายังมีความคิดเห็นอีกหลายอย่างหลายประการที่ฉันประทับใจ อาทิ การแบ่งปันโรงจอดรถเป็นที่นอนแก่สุนัขจรจัด การจัดสรรช่องทางฝั่งทิศตะวันออกเป็นที่จอดสำหรับรถจักรยาน หรือกระทั่งการปลูกต้นไม้ที่มีผลเก็บกินได้

และขณะฉันกำลังเพลิดเพลินกับตัวอักษรที่ถูกถ่ายทอดออกมาจากจินตนาการของพวกเธอ ฉันก็สังเกตเห็นรองเท้าคู่หนึ่งวางทิ้งไว้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากตรงที่ฉันนั่ง ฉันสอบถามตามหาเจ้าของ แล้วพวกเธอสองสามคนก็พากันกรูเข้ามามุงดูรองเท้านักเรียนสีน้ำตาลซึ่งถูกเขียนชื่อเอาไว้ด้วยลิควิดเปเปอร์

ความทรงจำเก่าก่อนจึงผุดขึ้นมานับจากนั้น มันบันดาลใจให้ฉันนำมาผสมผสานดัดแปลง แล้วถามพวกเธอในบ่ายวันหนึ่งที่อุณหภูมิจากแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์รายงานว่า 25 องศาเซลเซียส

ทว่าการเกริ่นถึงคำถามเรื่องรองเท้า กลับสร้างบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัว ยิ่งผสมรวมกับอุณหภูมิที่ยี่สิบห้าองศา พวกเธอยิ่งไม่ปริปาก กระทั่งพวกเธอที่ช่างพูดช่างเจรจายังตกอยู่ในภวังค์ ราวกับกำลังลุ้นระทึกระมัดระวังในคำเฉลยที่มีศักยภาพชี้เป็นชี้ตาย

ไม่ต้องซีเรียสกันหรอก ฉันเอ่ยทำลายบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวนั้น พวกเธอจึงเริ่มผ่อนคลายกันมากขึ้น มีเสียงกระซิบกระซาบตามมาพอสมควร แล้วหลังจากนั้นพวกเธอก็เริ่มหันหน้าเข้าหากันเพื่อหารือ

ทว่าในภายหลัง พวกเธอบางคนกลับสารภาพกับฉันว่า กลัวตอบผิด ซ้ำยังบอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่ากลัวถูกทำโทษ ฉันจึงรีบชี้แจงแถลงไขไปว่า พวกเธอก็แค่ตอบไปตามความเป็นจริง ไม่มีถูกไม่มีผิด และฉันก็ไม่มีสิทธิ์ไปว่าอะไรใคร ถึงแม้ว่าพวกเธอบางคนจะไม่ได้ปฏิบัติตามอย่างเช่นคนอื่นๆ

เช่นนั้นแล้ว ฉันจึงได้แต่เงียบ ก่อนจะนั่งไขว่ห้างพลางนึกถึงเบียร์เย็นๆ สักกระป๋องเพื่อดื่มแก้เซ็ง

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 4

สิ้นเสียงการตอบคำถามของเลขที่ 23 ฉันจึงทราบว่า พวกเธอทำสัญลักษณ์ที่รองเท้ากันเกือบทุกคน

ทว่ารองเท้าก็ยังหายกันอยู่เป็นประจำ บ้างก็หายสาบสูญไปเลยไม่อาจทวงคืน บ้างก็หยิบคู่สุดท้ายที่หลงเหลือตกค้างอยู่บนชั้นวางมายื่นให้ดู บอกว่าคงมีใครใส่สลับไป อาจจะเป็นใครสักคนที่มีขนาดฝ่าเท้าใกล้เคียงกัน หรืออาจจะไม่ใช่ อาจจะมีคนแกล้ง

ฉันจึงบอกพวกเธอเสมอว่าควรทำสัญลักษณ์ไว้ที่รองเท้า รวมไปถึงกระเป๋าและอุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ

แล้วฉันก็นึกย้อนไปถึงวันที่ฉันยังเป็นเด็กนักเรียนตัวน้อยๆ แม่ของฉันขีดกากบาทด้านในรองเท้าด้วยปากกาเคมีสีดำ ลายเส้นยึกๆ ยือๆ บิดๆ เบี้ยวๆ ช่วยทำให้ฉันไม่ต้องใส่รองเท้าสลับกับใคร

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 5

ฉันเลิกเขียนสัญลักษณ์ลงในรองเท้าเมื่อขึ้นชั้นมัธยม ฉันใช้การร้อยเชือกจำนวนสี่รูจากทั้งหมดห้ารูเป็นสัญลักษณ์สำหรับการจดจำ

ทว่าวันหนึ่งรองเท้าของฉันได้หายไป ตอนนั้นฉันกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.1 จำได้ว่าถอดวางเอาไว้หน้าห้องเรียนเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ พอหมดคาบ ฉันเดินออกมาจากห้องตามปกติ แต่กลับกลายเป็นว่ามีฉันเพียงคนเดียวที่หารองเท้าตัวเองไม่เจอ ฉันพยายามค้นหาจนทั่ว ทว่าไม่พบ เย็นวันนั้นจึงแอบหยิบรองเท้าแตะจากห้องน้ำหลังโรงเรียนมายืมใส่เป็นการชั่วคราว ฉันนั่งรถโดยสารกลับบ้านด้วยความเศร้าหมอง

พ่อรู้เรื่องนี้ในเช้าวันถัดมา ฉันพยายามปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าถูกนักเรียนที่โตกว่าข่มขู่เอาไป พ่อไม่เชื่อฉัน

พ่อผลักประตู เดินออกจากบ้าน ส่วนฉันนั่งมองข้าวไข่ดาวที่แม่ทำไว้ให้เป็นอาหารเช้าอย่างเฉยชา ฉันกินไม่ลง ทว่าก็พยายามตักเข้าปากคำสองคำ ไม่นานพ่อเดินกลับเข้ามาพร้อมกับก้านมะยมที่ถูกเด็ดและริดใบออก ประมาณห้าหรือหกทีที่กระหน่ำลงบนต้นขา ฉันนั่งนิ่งไม่ไหวติง แล้วจากนั้น ฉันก็ได้ยินเสียงแม่ร้องไห้อยู่ในครัว

รวดเร็วและรุนแรง ทั้งหมดเสร็จสิ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เมื่อพ่อผลักประตูแล้วเดินออกไปนอกบ้านอีกครั้ง ฉันจึงเริ่มตักข้าวไข่ดาวที่เหลืออยู่ใส่ปาก พลางฟังแม่ที่เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างๆ พูดว่า ฉันน่าจะทำสัญลักษณ์ไว้ในรองเท้าเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ฉันไม่พูดอะไรเลยสักคำ ไม่ร้องไห้ฟูมฟาย พยายามฝืนกินข้าวไข่ดาวจนหมด

ก่อนจะรีบออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่โรงเรียน

และเป็นตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มถลกขากางเกงขึ้นเพื่อมองร่องรอยเรียวยาวเลือดซิบสีแดง

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 6

ฉันจำได้ว่าวันนั้นเป็นวันไหว้ครู ระหว่างเข้าแถวหน้าเสาธง ฉันมองเห็นพ่อซึ่งเป็นครูอยู่โรงเรียนเดียวกันกำลังนั่งอยู่ในเต็นท์รอนักเรียนคลานเข่าเข้าไปมอบดอกไม้เพื่อแสดงความซาบซึ้งในพระคุณพร้อมกับครูคนอื่นๆ

เสียงครูที่เป็นพิธีกรดังเข้าสู่โสตประสาทว่า พวกเราจะต้องเข้าไปตามลำดับ ทีละแถวทีละห้องทีละระดับชั้น

ขณะนั้นฉันได้แต่ภาวนาขอให้ห้อง ม.1/1 หยุดไม่ตรงกับพ่อซึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่แถวหลัง

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 7

นั่นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่พ่อลงโทษฉันด้วยวิธีนั้น พ่อตายไปได้หกปีแล้ว และเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ฉันกับภรรยาพาลูกชายไปที่เจดีย์เก็บกระดูกของปู่ วันนั้นเป็นวันครบรอบวันตายพอดี ภรรยาฉันจุดธูปเพียงดอกเดียว ส่วนฉันอุ้มลูกชายพลางแกะซองบุหรี่แล้วดึงออกมาคาไว้แค่ครึ่งตัว ก่อนวางลงบนขอบปูนเหนือป้ายชาตะ-มรณะ อุณหภูมิจากแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์รายงานว่า 33 องศาเซลเซียส แดดจ้า

ฉันถ่ายภาพก่อนโพสต์ลงในเฟซบุ๊กว่า ของฝากสำหรับพ่อ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 8

แม่ซื้อรองเท้าให้ใหม่ ทว่าฉันไม่ได้เขียนสัญลักษณ์อะไรลงไปตามคำแนะนำของแม่ นึกย้อนกลับไป อาจเป็นเพราะ เพื่อนๆ ของฉันไม่มีใครเขียนสัญลักษณ์กันสักคน ฉันอยากเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่โตพอจะใช้สัญลักษณ์ที่มีอยู่แล้วบนรองเท้าของตัวเองเป็นที่สังเกตและจดจำ ฉันจึงใช้ความใหม่เอี่ยมอ่องและเบอร์รองเท้าเป็นตัวจำแนกคัดกรอง

ทว่าสัญลักษณ์บนรองเท้าก็เปลี่ยนแปลงไปได้อยู่เรื่อยๆ อาจจะเป็นสีที่ซีดจางลง หรืออาจจะเป็นรูโหว่ฉีกขาดเล็กๆ น้อยๆ รอบๆ รองเท้า ยิ่งเก่ายิ่งพังยิ่งจำง่าย

กระทั่งขึ้นชั้นมัธยมปลาย ฉันกับเพื่อนสนิทตัดสินใจเปลี่ยนรองเท้าเป็นยี่ห้ออื่นที่แตกต่าง ฉันซื้อคอนเวอร์สสีดำพร้อมกับผูกเชือกหูกระต่ายเดินไปเดินมาทั่วโรงเรียน และนั่นทำให้ฉันไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเขียนสัญลักษณ์ใดๆ ลงไปในรองเท้าอีก

จวบจนกระทั่งวันที่ฉันเรียนจบปริญญาตรี มีงานทำ มีครอบครัว และมีลูก

หน่วยการเรียนรู้ที่ 10 เรื่องที่ 9

อากาศภายในห้องยังคงเย็น ฉันสวมหน้ากากอนามัยเพราะว่าไซนัสอักเสบกำเริบ น้ำมูกข้นหนืดแออัดอยู่ในโพรงจมูก ทว่าฉันก็ฝืนก้มลงหยิบสมุดโน้ตในกระเป๋าขึ้นมาจดบันทึกคำตอบของพวกเธอ ฉันอาจจะหยิบยืมไปเขียนเป็นเรื่องสั้นๆ แบบมาร์โควัลโด ของอิตาโล คัลวีโน หรือไม่ก็อาจจะปล่อยทิ้งไว้ที่ชั้นวาง

สิ้นสุดคำถามเรื่องรองเท้า พวกเธออยู่ชั้น ป.5 โตพอที่จะทำอะไรได้ด้วยตนเอง เช่นเดียวกันกับการสร้างสัญลักษณ์ที่รองเท้า ออกแบบกันเอง ใช้กันเอง มีทั้งระบุด้วยชื่อเล่น ชื่อจริง มีทั้งระบุด้วยตัวอักษรแรกของชื่อเล่น ตัวอักษรแรกของชื่อจริง มีทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาไทย มีทั้งด้านนอก ด้านใน บ้างก็ใช้ปากกาลูกลื่นดอกจันไว้ บ้างก็สร้างวงกลมล้อมรอบเบอร์รองเท้า บ้างก็เขียนรอยยิ้มไว้ตรงส้น รวมไปถึงการร้อยเชือกอันผิดแผกไปจากคนอื่น

ทว่าที่แปลกไม่เหมือนใคร คงเป็นการจดจำโลโก้ยี่ห้อรองเท้าซึ่งมีอยู่เพียงแค่คู่เดียวในห้องของพวกเรา

คู่นั้นไม่มีสัญลักษณ์ ทว่าก็เหมือนมี

แบบทดสอบหลังเรียน

แม้จะยากพอๆ กับการที่พวกเธอเฝ้าลุ้นให้ฝนตกลงมาในทุกๆ ครั้งที่ต้องลงไปเรียนลูกเสือที่สนาม ทว่าฉันก็วาดหวังไว้ในอนาคตว่า ลูกชายจะสามารถสวมใส่สนีกเกอร์เท่ๆ หรือรองเท้าอะไรก็ได้ไปโรงเรียน

อุณหภูมิจากแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์รายงานว่า 22 องศาเซลเซียส ส่วนมากปลอดโปร่ง ฉันเลิกบ่น ปิดไฟ เก็บสมุดโน้ต ตั้งนาฬิกาปลุก ก่อนเปิดเพลย์ลิสต์ของ Chet Baker แทน Soft Sounds from Another Planet ของ Japanese Breakfast แล้วสะกิดภรรยา ก่อนกระซิบว่า อยากมีลูกสาวอีกสักคน

พรุ่งนี้ฉันจะไปโรงเรียนให้ทัน

บทความก่อนหน้านี้“ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง” เลขาธิการพรรครวมพลังประชาชาติไทย จากทนายความคู่บุญ “สุเทพ” สู่ “พ่อบ้าน รปช.”
บทความถัดไปฟ้า พูลวรลักษณ์ : บุคคลสามคนต่อไปนี้ มีอะไรบางอย่างเหมือนกัน