เรื่องสั้น : สิ่งที่เหลืออยู่

ณ วินาทีนั้น ผมย้ำบอกกับตัวเอง ย้ำบอกกับตัวเองว่า…จดจำฉากนี้ไว้ อย่าได้ลืมเลือน เก็บมันไว้ในส่วนลึกของจิตใจ เอาไว้ใช้ในเรื่องแต่งคราวหน้า

ฉากนั้นคือ…

วันอังคารที่ 31 เดือนพฤษภาคม เวลา 16.25 นาฬิกา ผมถูกฝ่ายบุคคลเรียกไปพบที่ชั้น 6 เพื่อแจ้งเรื่องสำคัญให้ทราบบางอย่าง ก่อนหน้านี้ผมระแคะระคายว่าบริษัทเราผลประกอบการไม่ดี ขาดทุนกำไรหลายปี รายรับไม่พอรายจ่าย กระดาษแพง เงินค่าพิมพ์หนังสือให้โรงพิมพ์ไม่สมดุลกับยอดขายโฆษณา ก่อนหน้าของก่อนหน้านี้นิตยสารในเครือเราปิดตัวไปแล้วหนึ่งเล่มอย่างฟ้าผ่า ผมขอใช้คำนี้ ไม่มีใครทันตั้งตัว โดยเฉพาะพี่ๆ น้องๆ ที่ทำงานรับผิดชอบอยู่เล่มนั้น ซึ่งเคยเห็นหน้าเห็นตากัน เคยพูดคุยเสวนา ทำกิจกรรมร่วมกันหลายปี เออหนอ…ผมคิด ชีวิตต่อไปของพวกเขาจะเป็นอย่างไร บ้างมีครอบครัวลูกน้อยต้องดูแล บ้างมีหนี้สินอสังหาริมทรัพย์ตลอดจนรถราบ้านช่องต้องผ่อนชำระ รายได้เลี้ยงดูพ่อแม่ขาดสะบั้น นั่นคือสิ่งที่เป็นไป คือโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย ซึ่งมนุษย์เงินเดือนต้องเผชิญ

เย็นวันนั้นผมนั่งในห้องประชุมชั้นหก ต่อหน้าใครบางคนที่ผมไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า มีโต๊ะทำงานคั่นกลาง ด้านซ้ายมือผมคือผู้หญิงไว้ผมสั้นชื่อ ก. หัวหน้าฝ่ายบุคคลที่สนิทชิดเชื้อกัน ใครบางคนที่ผมไม่รู้จักเป็นผู้ชายวัยกลางคนสวมแว่น ผมเห็นเขาครั้งแรกวันนี้ (ความคิดผมตอนนั้น นี่ต้องใช่เรื่องที่ผมคิดแน่ๆ) ชายคนนั้นเกริ่นนำตามที่ถูกอบรมสั่งสอนตามวิชาชีพ ใช่ นี่คืออาชีพเขา ผมจำต้องยอมรับ

ประโยคบอกเล่าที่กล่าวถึงสถานการณ์สิ่งพิมพ์ในประเทศ ความเปลี่ยนแปลงของโลกใหม่ ที่ผู้คนอ่านหนังสือกระดาษน้อยลง ข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ เน้นความรวบรัด ฉับไวและรวดเร็ว ก้มหน้าอ่านจากสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต โน้ตบุ๊ก หรือแพล็ตฟอร์มอื่นๆ

ชายคนที่ผมไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ไม่ใช่คนในองค์กร ถูกจ้างมาชั่วคราวเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะ เพื่อไล่คนในบริษัทออก หรือใช้คำสุภาพว่าเลย์ออฟ เขาถามไถ่แบบห่วงใย รวมถึงเกลี้ยกล่อมอย่างเสแสร้ง ผมเป็นคนที่ไหน มีพี่น้องกี่คน คุณพ่อ-คุณแม่ทำงานอะไร อ๋อ…ใช่ๆ ผมเคยไปจังหวัดนี้ คุณพ่อเป็นทนายความเหรอ คุณแม่เป็นแม่บ้านเหรอ ดีๆ โอ้…เสียใจด้วยนะที่พ่อเสียตั้งแต่คุณยังเล็ก อืมม์…เงินค่าชดเชยสิบบวกหนึ่งคงพอให้คุณทำอะไรได้นะ นี่คือศิลปะการพูดและอธิบายของมืออาชีพ เพื่อให้ตัวเองดูดี

สิบบวกหนึ่ง! (เงินเดือนสิบเดือน+ค่าตกใจหนึ่งเดือนตามกฎหมาย) นี่หรือสิ่งตอบแทนที่ผมทุ่มเททำงานกับองค์กรอย่างซื่อสัตย์ในระยะเวลาสิบหกปี หนึ่งเดือน สิบห้าวัน หัวหน้าฝ่ายบุคคลเสริมว่าบริษัทไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งพนักงานพิสูจน์อักษรอีกแล้ว ผู้บริโภคหรือคนอ่านไม่เข้มงวดกับภาษาเขียนมากนัก เพราะคุ้นชินการอ่านจากสื่อออนไลน์ ให้กองบรรณาธิการเขียนกันเอง ดูคำผิด-คำถูกกันเอง ซึ่งสองคล้องกับ บอ.กอ. ค. ในเล่มที่ผมสังกัดอยู่ เขาเรียกผมไปคุยก่อนหน้าหนึ่งอาทิตย์ ด้วยบุคลิกและน้ำเสียงที่แสดงความเหนือกว่า ว่าอาชีพตรวจปรู๊ฟตายแล้ว คุณน่าจะมองหาอะไรอย่างอื่นทำ

อาชีพนี้ตายแล้ว! ผมถูกไล่ออก แล้วชีวิตผมจะดำเนินต่อไปอย่างไร?

ฉากที่ผมย้ำเตือนตัวเองให้จดจำ เหมือนฉากในภาพยนตร์เรื่อง Up in the Air ที่ จอร์จ คลูนีย์ นำแสดง มันเหมือนตรงที่เขาไม่ใช้คนภายในบอกข่าวร้ายแก่เรา เพื่อลดความขุ่นเคืองหรืออะไรสักอย่าง แต่ให้คนภายนอกที่เราไม่รู้จักบอกข่าว แล้วบริษัทก็ลอยตัวอยู่เหนือความขัดแย้ง ทว่า, กรณีนี้ ผมยังพอใจที่ได้เงินชดเชย ไม่บีบให้ผมยื่นใบลาออกเอง ซึ่งผมจะไม่ได้อะไรเลย โดยโยกผมไปทำตำแหน่งที่ไม่ชอบหรือไม่ถนัด เช่น อยู่สต๊อกหนังสือหรือไปเป็นแมสเซนเจอร์ แต่บริษัทของบอสใหญ่ ข. เจ้าของหัวหนังสือที่เคยโด่งดัง บอกลูกน้องขอผัดผ่อนจ่ายเงินเป็นสามงวด โดยตีเช็คล่วงหน้าให้สามเดือน ผมจะทำอะไรได้ ผมมีทางเลือกอะไรอีกไหม? นอกจากกล้ำกลืนความฝืนทนลงในลำไส้ใหญ่อย่างรวดร้าว

ผมรวดร้าวประมาณหนึ่ง เพราะมีประสบการณ์เมื่อคราวฟองสบู่แตกปีพุทธศักราช 2540 นายทุนมักจะล้มบนฟูกเสมอ เขาต้องเอาตัวเองและครอบครัวรอดเป็นอันดับแรก คือสายสัมพันธ์แห่งความห่วงใยที่ไม่มีใครอื่นมาข้องเกี่ยว คนนอกไม่สำคัญเท่าคนใน “ความล่มสลายเป็นเรื่องของคนอื่น ซึ่งไม่ใช่ฉัน”

เออหนอ สิ่งพิมพ์ตายแล้ว…คุณมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เจ้าของเฟซบุ๊กจะรู้ตัวไหมว่า เขาเป็นหนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงโลก เขาเป็นหนึ่งที่ทำให้สื่อสิ่งพิมพ์ตาย และเขาเป็นหนึ่งที่ทำให้ผมตกงาน องค์กรเขาเติบโตร่ำรวยได้เพราะตอบโจทย์จิตวิทยาพื้นฐานของมนุษย์อย่างน้อยสองข้อ หนึ่ง มนุษย์ต้องการการยอมรับ

และสอง มนุษย์ชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องคนอื่น

สิ่งที่เหลืออยู่คืออะไร? ผมมีเมียหนึ่งคน มีลูกสาวอายุสามขวบหนึ่งคน และผมอายุห้าสิบปี ผมมีครอบครัวช้ากว่าคนทั่วไป ระยะแรกเราสามคนมีความสุขดี ผมมีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากับคนอื่นอยู่ในมืออย่างเหลือเฟือ และผมยังมีเงินค่าชดเชยสองแสนบาท ผมเลือกจะไม่ส่งเงินประกันสังคม เพราะผมส่งเกินสิบห้าปีแล้ว รอให้อายุครบห้าสิบห้าปี ผมจะไปแจ้งสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ เพื่อรับเงินเดือนละสามพันบาท ตอนนี้ผมทำบัตรทองเพื่อรักษาตัวเองยามเจ็บป่วยแทน ชีวิตผมน่าจะมีความสุข…แต่ก็ไม่

สองสามเดือนแรกผมมีเวลาให้ลูกมากมาย รับตำแหน่งพ่อบ้าน-คนทำงานบ้าน และคนเลี้ยงลูกเลยทีเดียว บอกเลิกพี่เลี้ยงเด็กที่จ้างมา ขณะเดียวกัน ผมเปิดเน็ตหางานใหม่ทำพลางๆ แต่สิ่งที่พบคือความว่างโหวง เพราะงานส่วนใหญ่กำหนดอายุผู้สมัคร ผมอายุเกินสำหรับการทำงานประจำแล้ว ยิ่งงานสิ่งพิมพ์ที่ทำมาทั้งชีวิตเลิกพูดไปเลย มีแต่ข่าวคราวหนังสือปิดตัวอยู่เนืองๆ ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าบุคลากรในวงการนี้ที่มีอยู่ไม่ใช่น้อย และตกที่นั่งเดียวกับผม พวกเขาเหล่านั้นจะไปทำมาหากินอะไร ผมคิดต่อไป อีกหน่อยมหาวิทยาลัยระดับอุดมศึกษาในบ้านเมืองเราคงต้องยุบคณะวารสารศาสตร์หรือวิชาการหนังสือพิมพ์เป็นแน่แท้

ลูกสาวผมยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียน ผมเรียนรู้อะไรใหม่ๆ จากแกอย่างไม่เคยมาก่อน ตอนผมยังทำงาน ลูกสาวผมตัวอ้วนๆ ปล้องๆ เหมือนตัวมิชลิน น่าอุ้มน่ากอด แต่ตอนนี้โตขึ้นแต่ผอมลง ชอบวิ่งเล่น ชอบคุย ชอบถาม แต่ไม่ชอบทานข้าว จะทานนมขวดและดูแต่การ์ตูน ผมต้องเปิดหนังเจ้าหญิงเอลซ่า และเพลง “Let It Go” ให้ดูทุกวันเพื่อแลกกับการป้อนข้าว เวลาจะให้ทานอะไรที่มีประโยชน์ต้องหลอกล่อ มีข้อแลกเปลี่ยน กว่าจะทานข้าวแต่ละคำต้องสรรหามุขมานำเสนอ เช่น ร้องเพลง “ลิตเติ้ลฟิงเกอร์ ลิตเตอร์ฟิงเกอร์ แวร์อาร์ยู…เฮียไอแอม เฮียไอแอม ฮาวดูยูดู” อะไรอย่างนั้น ผมกลายสภาพเป็นคนขี้บ่น ปากเปียกปากแฉะโดยไม่รู้ตัว

ขณะเดียวกันพฤติกรรมเมียผมเริ่มเปลี่ยนไป เลิกงานกลับบ้านช้าลง แต่งตัว แต่งหน้าทาปาก รวมถึงเสื้อผ้าหน้าผมที่จัดหนักจัดเต็มมากขึ้น หล่อนยังสาว อายุอ่อนกว่าผมยี่สิบห้าปี ผมทราบว่ามีผู้ชายมาติดพันมาก สังเกตจากเสียงเด้งดึ๋งจากไลน์หรือสายโทรศัพท์ที่เข้ามา ที่ผมเจ็บปวดคือคำพูดทิ่มแทงและเย้ยหยันซึ่งพุ่งตรงมาสู่ผม หรือความรักของเราเริ่มจืดจาง หรือสถานการณ์ชีวิตคู่เปลี่ยนไป ถ้อยคำสวยๆ หวานๆ ตามประสานักเขียนที่ผมมอบให้ตอนจีบใหม่ๆ ว่า “หนึ่งปีมี 365 วัน แต่ไม่มีสักวันที่ฉันจะหยุดรักเธอ” ไม่มีความหมายแล้ว ผมพบว่ามันไม่เวิร์ก ไม่อมตะ ดังคำกล่าว ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์ เวลาเปลี่ยน-คนเปลี่ยน มนุษย์เราดำรงอยู่ได้เพราะเงินตัวเดียว

บางครั้งบางคราวผมตัดพ้อกับชีวิต โทษ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก หรือโทษบริษัทที่เคยอยู่ไปโน่น ซึ่งอัปเปหิผมออกมา ขับไล่ผมสู่หนทางอันสับสนและไม่คุ้นเคย และผมโทษตัวเองที่ไม่ยอมปรับตัวกับยุคสมัยใหม่ เออหนอ…ผมมักโทษตัวเองเสมอกับความผิดที่ผมไม่ได้กระทำในทุกๆ เรื่อง คือชะตากรรมที่ถูกกำหนดมาแล้วล่วงหน้า

ผมคิดลึกๆ ว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ แล้วหายไป มันมีสิ่งต้องชดใช้! เหมือนบางอย่างไม่ได้จุติอย่างโดดเดี่ยว มันมีความเกี่ยวเนื่อง เกี่ยวพันกัน มีผลพวงของกันและกันราวระลอกคลื่น

เข้าเดือนหกที่ตกงาน ชั่วโมงนั้นผมไม่เลือกแล้ว อะไรก็ได้ที่สามารถหาเงินเลี้ยงครอบครัวผมจะทำ ผมไปสมัครเป็นพนักงานชงกาแฟของแฟรนไชส์ใหญ่ ตามภาพยนตร์เรื่อง American Beauty ที่ เควิน สเปซี่ นำแสดงซึ่งผมชอบมาก กับคอนเซ็ปต์อายุมากๆ รับผิดชอบงานน้อยๆ แต่ HR ที่รับสมัครมองผมหัวจรดเท้า ใช้คำพูดว่า จะทนความกดดันที่เด็กๆ ผู้ร่วมงานแสดงออกกับคุณได้หรือ อายุขนาดนี้ ลุงน่าจะเป็นเจ้าของกิจการแล้วนะ ผมเดินออกมาให้ตรงที่สุด คือผมถูกไล่ออกมา และปวดร้าวกับคำว่าลุง ผมเป็นคนแก่ที่เพิ่งรู้ตัวเองว่าแก่ ผมไม่มีความคิดที่จะขายของหรือเปิดร้านค้าเล็กๆ เลย ผมไม่มีหัว ไม่มีสกิลทางนี้ ไม่ใช่ทางของผม ทำไปก็เจ๊งเปล่าๆ

ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะประสบความสำเร็จในการทำสตาร์ตอัพซะเมื่อไหร่

บ้านที่ว่างเปล่า เวลาที่เปล่าเปลือง ผมต้องรับภาระคนเดียวเต็มๆ ในการจ่ายค่าเช่าทาวน์เฮาส์ย่านบางกรวย-ไทรน้อย ในราคาแปดพันบาท เมียผมหอบลูกสาวหนีกลับบ้านที่บึงกาฬ หล่อนวางแผนและคิดก่อนหน้านี้แล้วว่าอยู่กับผมดูทรงแล้วไม่มีอนาคต เราไม่ได้จดทะเบียนหรือแต่งงานกัน หล่อนมีอิสระที่จะโบยบิน ประกอบกับผู้ชายที่เข้ามามีอะไรให้มากกว่าผม ผมจะทำอะไรได้ โดยพื้นฐานผมเป็นคนไม่สู้คน ไม่ถนัดในการแย่งชิงหรือต่อสู้อะไรก็ตามแต่ ออกจะเป็นศิลปินจับจด อยากจะเป็นนักเขียน ปลุกเร้าตัวเองว่าเราเป็นนักเขียน เราทำได้ เราสามารถทำได้ เหมือนนักเขียนใหญ่ที่ชื่นชอบ เหมือนกนกพงศ์ เหมือนตอลสตอย เหมือนโกวเล้ง แต่โลกแห่งความจริงผมไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ณ ชั่วโมงที่กระดาษตายซาก สำนักพิมพ์เข้มงวดในการพิจารณาต้นฉบับรวมเล่ม เพราะเสี่ยงกับการขาดทุน ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ ปล่อยให้เงียบไปเฉยๆ โดยไม่ไยดีความรู้สึกของคนที่รอคำตอบ น่าเศร้ายิ่งนัก สนามเรื่องสั้นในสื่อสิ่งพิมพ์ก็น้อยลงนับไม่เกินห้านิ้ว ผมจะทำอะไรได้

หนึ่งปีผ่านไป เงินผมเหลือสี่หมื่น ผมไม่มีรายได้เข้ามาเลย ต้นฉบับเรื่องแต่งผมแห้งตาย ได้รับข่าวคราวเพื่อนเก่าๆ ที่ทำงานหนังสือก็ตกงาน ตอนแรกรุ่นผมเคยอยู่นิตยสาร Starpics ผมเคยทำงานในหนังสือพิมพ์มีชื่อเสียง ไม่มีความหมายอะไรเลย เพื่อนผู้หญิงผมเคยอยู่หนังสือแฟชั่นใหญ่ของประเทศยังฆ่าตัวตาย

จะทำยังไงดี จะทำยังไงดี ผมถามตัวเอง ไม่นะ จะไม่ทำอย่างอุ้มที่เชือดข้อมือตัวเองในห้องน้ำด้วยมีดคัตเตอร์ ไม่หรอก หล่อนอาจมีความเศร้าอย่างอื่น อาจเรื่องชีวิตส่วนตัว เรื่องความรัก เรื่องครอบครัว เรื่องหนี้สิน เรื่องสุขภาพ หรือมีโรคประจำตัว จะเป็นไปได้หรือ ที่คนเราฆ่าตัวตายเพราะตกงานจากสิ่งพิมพ์ โอเค ตัดประเด็นนี้ไป ผมตอบตัวเอง แต่มองอีกมุมหนึ่ง นี่อาจเป็นปฐมบทของเรื่องราวทั้งหมดก็ได้

นอกจากจ่ายเงินค่าเช่าบ้านแล้ว ผมยังมีรายจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟประจำเดือน ต้องซื้อของอุปโภคบริโภคจำเป็นเข้าบ้าน โอว์ ให้ตายสิ ตอนนี้ครบดิวแล้ว ผมต้องจ่ายค่าส่วนกลางประจำปีด้วย ทำไมผมต้องจ่าย เจ้าของบ้าน-เจ้าของร่วมของหมู่บ้านน่าจะจ่ายนะ ก็นั่นแหละ ผมไม่รู้สิทธิ์ตัวเอง ผมไม่เถียงคน ที่ผ่านมาเมียผมเป็นคนบริหารจัดการเรื่องเงินทั้งหมด

เอาล่ะ, มาคำนวณเงินกัน ตอนนี้ผมเหลือในแบงก์สองหมื่นสาม ผมประหยัดสุดๆ ใช้ชีวิตอย่างมัธยัสถ์ ผมนี่สโลว์ไลฟ์ตัวจริงเสียงจริง ไม่ได้พูดเอาเท่ ผมทานมาม่าทุกวัน รับประทานอาหารวันละสองมื้อ ตอนเช้าทานข้าวที่หุงเอง-ทำกับข้าวง่ายๆ เอง ส่วนใหญ่เป็นไข่เจียวธรรมดาเหยาะซอสแม็กกี้กับพริกไทป่น สลับด้วยยำปลากระป๋อง ตอนเย็นทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แบบน้ำแบบแห้งคละกัน สี่โมงเย็นผมก็แปรงฟันแล้ว เพื่อว่าไม่ต้องทานอะไรอีก วันรุ่งขึ้นอุ่นกับข้าวที่เหลือจากเมื่อวาน ตอนนี้น้ำหนักตัวลดลงไปเยอะ เพราะขาดสารอาหาร เวียนวนอยู่เช่นนี้ บางวันผมออกไปข้างนอกเพื่อหาแรงบันดาลใจ โดยการนั่งรถเมล์ฟรีเล่น แต่ผมไม่พบเห็นอะไรเลย นอกจากคนก้มหน้า

ผมไม่เติมเงินมือถือ โทรศัพท์มีไว้รับสายอย่างเดียว ไม่ต่อค่าไว-ไฟ ไม่เปิดแอร์หรือพัดลม ไม่ห่มผ้า พยายามเซฟทุกทาง ให้เงินที่เหลืออยู่ต่อชีวิตนานที่สุด สองทุ่มผมเข้านอน นอนกอดหมอนข้างอย่างเดียวดาย…แล้วร้องไห้

บางวันลูกสาวโทร.หา โดยให้แม่แกต่อสายแลกกับการทานข้าว ผมฝืนยิ้ม กลบเกลื่อนความรู้สึก บอกพ่อสบายดีลูก หนูสบายดีมั้ย คุณน้าผู้ชายคนใหม่ดูแลดีหรือเปล่า ตอนนอนอย่าลืมห่มผ้านะ เดี๋ยวไม่สบาย ดูแลสุขภาพด้วย ต้องทานข้าวมากๆ นะ จะได้แข็งแรง เติบโตอย่างมีคุณภาพ ไปโรงเรียนสนุกหรือเปล่า คงมีเพื่อนเยอะแยะสินะ เสียงเล็กๆ ตอบมาว่า ค่ะๆ แต่เสียงผมไม่ออกจากปาก เพราะก้อนสะอื้นจุกอยู่…ก้อนสะอื้นจุกอยู่ ผมจะทำอย่างไรได้? แน่อยู่แล้ว ผมฝืนพูดต่อไป ลูก…พ่อขอโทษหนูด้วย ที่พ่อเป็นคนไม่เอาไหน ไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ผมกำโทรศัพท์ด้วยมือสั่นเทา

หากหลุดอีกประโยคเดียว ลูกสาวต้องได้ยินเสียงสะอื้นของผมแน่ ก่อนกดวางสาย ผมได้ยินเสียงตอบกลับด้วยสำเนียงอีสานว่า บ่เป็นหยังค่ะ

สายฝนแห่งทะเลใต้สาดซู่เป็นม่านหนา น้ำท่วมหนักมาก ร่างกายผมสั่นสะท้าน ผมคิดถึงลูก คิดถึงอดีตที่ผ่านพ้น พวกโค้ชการใช้ชีวิตบอกให้คิดบวก ที่ผ่านมาผมคิดมากกว่าบวก ผมคิดคูณจะไม่รู้จะคูณยังไง มีแต่พวกโค้ชเท่านั้นที่ได้สตางค์จากงานสัมมนา แต่ผมยังดำรงอยู่ที่เลขศูนย์…นี่คือสิ่งที่เหลืออยู่ ผมเลือกกลับบ้าน กลับมาอยู่กับแม่ หลังจากผมไขว่คว้าหมอกควันที่สูญสลายไร้ตัวตนในเมืองใหญ่มานาน

ผมเคยคิดว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ แล้วหายไป มันมีสิ่งต้องชดใช้ และนี่คือสิ่งต้องชดใช้ เป็นเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง

และเป็นเรื่องสุดท้ายที่ผมจะเขียนให้คุณอ่าน…จนกว่าลมหายใจจะขาดห้วงไป

บทความก่อนหน้านี้จีนเสนอวีซ่าระยะยาว ให้กลุ่มคน “หัวกะทิ” หวังดึงเข้ามาทำงานภายในประเทศ
บทความถัดไปวีระ อัด บิ๊กตู่เป็นนักการเมืองที่เอาเปรียบคนอื่นมาก เดินหาเสียง-ใช้ม.44ได้คนเดียว