เส้นทาง วิบาก เส้นทาง สู่ เสียวลิ้มยี่ ลี้คิมฮวง ‘รอด’

บทความพิเศษ

 

เส้นทาง วิบาก

เส้นทาง สู่ เสียวลิ้มยี่

ลี้คิมฮวง ‘รอด’

 

เป็นอันไม่ว่าจะเป็นขนมเปี๊ยะทอด ไม่ว่าจะเป็นก้อนหมี่ ล้วนสามารถทำอันตรายให้กับขบวนคุมตัวลี้คิมฮวงซึ่งนำโดยซิมไบ๊ไต้ซือ ฉั้งฉิก ทั้งสิ้น

นั่นรับฟังได้จากบทสรุปของลี้ชิ้มฮัว

“ผู้อื่นล้วนรับประทานได้มีแต่พวกเรารับประทานไม่ได้ ต่อให้ผู้คนหมื่นคนรับประทานขนมเปี๊ยะได้ ยังไม่มีเรื่องราวใด พวกเราพอรับประทานต้องถูกพิษเสียชีวิต”

ฉั้งฉิกตกอยู่ในสภาพถูกกดบีบจนบังเกิดความพลุ่งพล่าน

เมื่อได้ยินความปรารถนาของเด็กชายทั้งสองต่อขนมเปี๊ยะทอดขณะที่มีกำลังซื้อได้เพียงก้อนหมี่ พลันกระโดดลงจากรถ โยนเงินแท่งหนึ่งลงบนแผง หยิบฉวยขนมเปี๊ยะที่เพิ่งทอด หอบขนมไปยังเบื้องหน้าเด็กชายทั้งสอง

“เซี่ยวตี่ตี๋ (น้องชายคนเล็ก) เราเลี้ยงขนมเปี๊ยะพวกเจ้า พวกเจ้าเลี้ยงก้อนหมี่เราดีหรือไม่ เราให้เศษเงินแก่พวกเจ้าอีกพวงหนึ่งสำหรับซื้อขนมหวาน”

เด็กชายทั้งสองตะลึงลานเป็นเวลานาน

ค่อยส่งชามในมือให้แก่ฉั้งฉิก คนหนึ่งรับขนมเปี๊ยะ คนหนึ่งรับเศษเงิน พอลุกขึ้นได้ก็วิ่งจากไป

 

เมื่อเห็นการเคลื่อนไหวอย่างฉับพลันทันใด เมื่อเห็นอาการวิ่งออกไปอย่างลิงโลดของเด็กทั้งสองพร้อมกับขนมเปี๊ยะและเศษเงิน

ดวงตาซิมไบ๊ไต้ซือปรากฏแววยิ้มแย้มขึ้นเล็กน้อย

จับตามองดูฉั้งฉิกที่ถือชามเศษหมี่ขึ้นมาบนรถ อดมิได้ต้องหัวร่อ “ประสกนับว่ามีภูมิปัญญาเฉียบแหลมจริงๆ อาตมานับถือยิ่งนัก”

ฉั้งฉิกกล่าวตอบอย่างยิ้มแย้ม

“ข้าพเจ้ากลับมิใช่ตะกลาม แต่เมื่อต้องเดินทางในเวลาค่ำคืนควรรับประทานให้อิ่มจึงคึกคักแจ่มใส มิเช่นนั้น หากเกิดเรื่องราวใดในระหว่างทางพละกำลังไม่เพียงพอ ไหนเลยจะทะลวงผ่านไปได้”

พูดพลางยื่นชามเศษหมี่ไปให้ “เชิญไต้ซือ”

เศษหมี่ชามนี้แม้ต้มโดยไม่มีน้ำมันใส่เกลือ ทั้งเหลืองทั้งดำ แต่สำหรับพวกเขาทั้งสองแล้วกลับนับเป็นอาหารอันโอชะที่เลิศรสไม่มีใดปาน

เนื่องเพราะต่างแน่ใจในชามเศษหมี่นี้ต้องไม่มีพิษ

“หากเก็กลักท้งจื้อสามารถคำนวณได้ก่อนว่าทารกสองคนนั้นจะกินขนมเปี๊ยะทอด และยังสามารถคำนวณได้ก่อนว่าเราใช้ขนมเปี๊ยะทอดไปแลกเศษหมี่จากพวกมัน ใส่พิษลงในเศษหมี่ก่อน อย่างนั้นเรานับว่าถูกพิษปลิดชีวิตก็ยินยอมพร้อมใจแล้ว”

ถามว่าแล้ว “ผล” เป็นอย่างไร

 

ฉั้งฉิกมากด้วยความมั่นใจระดับนี้ จึงแผดเสียงหัวร่อดังสนั่นพลางกรอกเศษหมี่ในชามไปจนหมดสิ้น

ทางด้านซิมไบ๊ไต้ซือก็แน่ใจ

เก็กลักท้งจื้อแม้มีฝีมือยอดเยี่ยมเป็นเลิศ แต่อย่างไรยังคงมิใช่เทพยดา อย่างน้อยย่อมไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ทุกเรื่องราว

จึงวางใจต่อเศษหมี่น้ำชามนี้ยิ่ง

เพียงแต่บรรพชิตถือสาในเรื่องรับประทานช้าๆ กลืนช้าๆ ขณะที่ชั้งชิกกรอกเส้นหมี่ทั้งชามลงท้องหมดสิ้นแล้วหลวงจีนชราเพิ่งดื่มได้เพียง 2 อึก

รถม้าได้ควบตะบึงออกจากเมืองน้อยแล้ว

สารถีเพียงหวัง รีบส่งตัวร้ายกาจบนรถได้ถึงที่หมายโดยด่วนเพื่อมันจะได้ดื่มกินให้สมใจสักมื้อ ดังนั้น จึงลงแส้ห้อม้าเร็วอย่างยิ่ง

“เดินทางในระดับเยี่ยงนี้คิดว่าคงถึงซงซัวก่อนสว่างเป็นแน่” เป็นความเชื่อของฉั้งฉิก

“ในสองวันนี้ต้องมีศิษย์ของสำนักคอยต้อนรับอยู่ที่เชิงเขา ขอเพียงสามารถ…” เป็นคำกล่าวอย่างยิ้มแย้มของซิมไบ๊ไต้ซือในเบื้องต้น

แล้ววาจาพลันชะงักลงกลางคัน

 

ทางหนึ่ง สุ้มเสียงพลันชะงักค้าง ขณะเดียวกัน ทางหนึ่ง ร่างกลับสั่นระริกขึ้น สั่นระริกจนแม้แต่ชามหมี่ในมือก็ไม่อาจถือมั่น

น้ำหมี่กระเซ็นออกมาแปดเปื้อนจีวร

เห็นเช่นนั้นใบหน้าฉั้งฉิกแปรเปลี่ยน พลันได้ยินเสียงปัง ชามหมี่ถูกซิมไบ๊ไต้ซือบีบจนแตกสลาย

“หรือในก้อนหมี่ก็มีพิษ” เป็นคำถามจากฉั้งฉิก

ซิมไบ๊ไต้ซือทอดถอนใจยาว เงียบงันไร้วาจา ฉั้งฉิกยื่นมือรวบคว้าปกเสื้อลี้ชิ้มฮัวถามด้วยเสียงอันแหบพร่าว่า

“ท่านดูใบหน้าเรา ใบหน้าเราใช่…”

มันกล้ำกลืนคำพูดไว้ ทั้งนี้ เพราะคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องถามอีก

ลี้ชิ้มฮัวทอดถอนใจกล่าวขึ้น “ที่แล้วมา ข้าพเจ้าแม้รังเกียจท่าน แต่ก็ไม่ต้องการเห็นท่านตกตาย”

ใบหน้าฉั้งฉิกเป็นสีเทาซีด

ตลอดทั้งร่างสั่นระริก ถลึงมองลี้ชิ้มฮัวอย่างเคียดแค้น ลูกตาแทบถลนออกมา ชั่วครู่ให้หลังพลันแสยะยิ้ม

“ท่านไม่ต้องการเห็นเราตกตาย แต่เราต้องการเห็นท่านตกตาย เราสมควรฆ่าท่านแต่แรก

ฆ่าท่านตอนนี้ออกจะสายไป แต่ยังไม่สายเกิน”

 

พูดจบ มือของฉั้งฉิกก็รวบไปที่คอของลี้คิมฮวง ผลก็คือ ลี้คิมฮวงหายใจไม่ออก ณ เบื้องหน้าสภาพการณ์อันบังเกิดขึ้นกะทันหัน

ลี้คิมฮวงรู้สึกนัยน์ตาเริ่มมืดมัว

ใบหน้าของฉั้งฉิกคล้ายดั่งลอยห่างไปทุกขณะ ห่างจนสุดแสนไกล ลี้คิมฮวงทราบ ความตายได้เริ่มย่างกรายเข้ามาใกล้ทุกขณะแล้ว

ในพริบตาที่ชีวิตร่อแร่

ความจริง จะต้องคิดถึงเรื่องราวมากหลาย เนื่องเพราะลี้คิมฮวงเคยได้ยินคนบอกเล่า ยามใดใกล้จะตายมักนึกถึงเรื่องราวมากหลาย

แต่ลี้คิมฮวงกลับมิได้นึกถึงเรื่องราวใดทั้งสิ้น

ทั้งไม่รู้สึกเศร้าโศก เสียใจ ทั้งไม่รู้สึกหวาดพวั่นพรั่นพรึง ตรงกันข้าม กลับรู้สึกว่าน่าหัวร่อ

แทบอดมิได้ต้องหัวร่อออกมา

เนื่องเพราะมันไม่เคยคิดเลยว่า มันถึงกับสิ้นลมหายใจไปพร้อมกับฉั้งฉิกได้ มาตรว่าอยู่ในทางปรภพชั้งชิกก็มิใช่เป็นเพื่อนเดินทางที่ดีเลย

“ลี้คิมฮวง ลมหายใจเจ้ายาวยิ่งนัก เจ้าไฉนยังไม่ตาย”

 

ลี้ชิ้มฮัวความจริงคิดตอบว่า “เรายังรอท่านตายก่อน” แต่ในตอนนี้มิเพียงพูดไม่ออก หากกระทั่งจะหายใจยังแทบหายใจไม่ออก

รู้สึกว่าสุ้มเสียงของฉั้งฉิกคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นอยู่ไกลลิบลับ

คล้ายถ่ายทอดมาจากริมขอบแห่งอเวจี ลี้ชิ้มฮัวไม่มีเรี่ยวแรงดิ้นรนอีก สติสัมปชัญญะดับวูบไปทีละน้อย

ทันใด คลับคล้ายว่าได้ยินเสียงร้องเสียงหนึ่ง

เป็นเสียงร้องที่คล้ายอยู่ไกลอย่างลิบลับ แต่ฟังดูก็คล้ายกับเปล่งออกมาจากปากของฉั้งฉิก

จากนั้น มันรู้สึกปลอดโปร่งที่ทรวงอก สายตาเริ่มแจ่มใสทีละน้อย

 

ในความแจ่มใสของสายตา ลี้ชิ้มฮัวจึงค่อยๆ ปรับภาพและทำความเข้าใจ ที่เห็นว่าเป็นฉั้งฉิกนั้นถูกต้องอย่างยิ่ง

หากแต่เป็นฉั้งฉิกที่ล้มตัวลงบนที่นั่งด้านตรงข้าม

เป็นฉั้งฉิกที่ศีรษะตกห้อยลง เป็นฉั้งฉิกที่มีแต่ดวงตาเท่านั้นที่ปรากฏคล้ายกับปลาตายทั้งสองดวงตา เป็นดวงตาที่ยังถลึงมองลี้ชิ้มฮัวอย่างดุดัน

นอกเหนือจากฉั้งฉิก ณ เบื้องหน้าเป็นซิมไบ๊ไต้ซือซึ่งกำลังหอบหายใจแสดงว่าเพิ่งใช้เรี่ยวแรงมาอย่างหนักหนา

“เป็นท่านช่วยเหลือข้าพเจ้า” นั่นย่อมเป็นคำจากลี้ชิ้มฮัว

ซิมไบ๊ไต้ซือมิได้ตอบคำถาม กลับตบ “คลายจุด” ให้ลี้ชิ้มฮัวและกล่าวด้วยน้ำเสียงอันแหบพร่าออกมา “ช่วงชิงโอกาสที่ทารกเบญจพิษยังไม่มา ท่านรีบหนีเอาชีวิตรอดไปเถอะ”

ลี้ชิ้มฮัวไม่เพียงไม่หนี กระทั่งเคลื่อนไหวก็ยังไม่เคลื่อนไหว หากแต่มีคำถามเพราะต้องการคำตอบ “ท่านไฉนช่วยเหลือข้าพเจ้า ท่านทราบแล้วว่าข้าพเจ้าไม่ใช่โจรดอกเหมย”

“บรรพชิตก่อนตายไม่ต้องการก่อการฆ่าฟันมากเกินไป ไม่ว่าท่านเป็นโจรดอกเหมยหรือไม่ล้วนรีบไปเถอะ รอจนทารกเบญจพิษมาถึงท่านคิดหลบหนีก็สายเกินการณ์”

นี่ย่อมเป็นเจตนาดีจากซิมไบ๊ไต้ซืออย่างเด่นชัด

 

ต้องยอมรับว่าเมื่อสภาพการณ์แปรเปลี่ยน สถานการณ์อันสัมพันธ์กับลี้คิมฮวงก็พลอยแปรเปลี่ยนไปด้วยเป็นอย่างมาก

เป็นสภาพการณ์ที่เหลือมันเพียงผู้เดียว

ไม่ว่าซิมไบ๊ไต้ซือ ผู้พิทักษ์กฎ ไม่ว่า 4 หลวงจีนแห่งวัดเสียวลิ้มยี่ ไม่ว่าชั้งชิกซึ่งร่วมคุมตัวมันจากตึกเมฆเรืองโรจน์

ล้วนตายตกไปตามกัน