ประกวดเรื่องสั้นทั่วไป : เกาะร้างบนดวงจันทร์

โดย : ธชย อรัญพยัคฆ์

จักรวาลนั้นมีรสขม หากแม้นใครได้ชิมแล้วคงต้องเบือนหน้าหนีแม้จะชิมไปเพียงแค่เล็กน้อยก็ตาม มันขมเสียจนทำให้ศฤงคารต้องอาเจียนมันออกมา ดาวเคราะห์หลายดวงลอยอยู่ในโถ กระเพาะเบาโหวง เขากดทุกอย่างลงสู่หลุมดำ

ศพของเธอยังคงอยู่ที่เดิม นอนแน่นิ่งอยู่ในอ่างอาบน้ำ ใบหน้าของเธอผ่อนคลายคล้ายเจ้าหญิงกำลังหลับใหล จมดิ่งอยู่ในนิทราที่ปราศจากความฝัน เด็กสาวผมสั้น ในชุดคอสนักเรียนญี่ปุ่น รอยยิ้มของเธอเป็นปริศนาเหมือนอีกด้านของดวงจันทร์ เธอฆ่าตัวตายโดยการใช้มีดคัตเตอร์เหลาดินสอกรีดที่ข้อมือในอ่างนั้น ปล่อยให้เลือดไหลออกจากร่างกายอย่างช้าๆ ข้างกายของหญิงสาวมีปลาหมึกยักษ์หนึ่งตัว ปลาหมึกยักษ์ที่ยังมีชีวิตแหวกว่ายอยู่ในกองเลือด และผีเสื้ออีกหนึ่งพันสองร้อยสามสิบสี่ตัวบินวนอยู่ในห้องน้ำ เธอจากไปโดยทิ้งไว้เพียงสเตตัสสั้นๆ บนเฟซบุ๊ก

ฝนตกตลอดเวลานับตั้งแต่เด็กสาวจากไป ฝนเม็ดเล็กจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นละอองของน้ำฟุ้งอยู่ในอากาศ ลำลึงค์ของศฤงคารก็เช่นเดียวกัน มันห่อเหี่ยวจนไม่สามารถชูชันได้แม้ว่าเขาจะพยายามอยู่นานไม่ว่าจะปลุกปั่นด้วยวิธีไหนก็ตาม

ลำลึงค์ของเขาไม่สามารถแข็งตัวขึ้นได้อีกแล้ว ห่อเหี่ยวจนเกือบสูญสลาย

ศฤงคาร เป็นนักศึกษาวิชาศิลปะชั้นปีที่แปด ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะครบโควต้าการเรียนในมหาวิทยาลัย ในรายวิชาอื่นเขาเก็บหน่วยกิตครบหมดแล้วตั้งแต่สี่ปีก่อน เหลือแต่เพียงศิลปนิพนธ์เท่านั้นที่เขายังทำไม่เสร็จ

ศฤงคารไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะฆ่าตัวตายในห้องพักของเขา หรืออาจเป็นเพราะว่าห้องพักของเขามีอ่างอาบน้ำซึ่งโดยปกติห้องพักทั่วไปไม่มี เขานำอ่างเข้ามาติดตั้งเองเมื่อเขาเข้ามาพักที่หอพักนี้ใหม่ๆ มันเป็นความหลงใหลอีกอย่างหนึ่งสำหรับเขานอกจากการวาดรูป มันอาจเป็นความหลงใหลที่ฝังใจมาตั้งแต่วัยเด็ก ในภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาฝันอยากมีอ่างอาบน้ำเป็นของตัวเอง นับจากนั้น เขาเฝ้ารบเร้าพ่อแม่ให้ซื้ออ่างอาบน้ำมาติดตั้งที่บ้าน ข้อเสนอถูกปฏิเสธทุกครั้งเมื่อถูกเสนอ และเหตุผลที่พ่อแม่บอกกับเขาทุกครั้งคือ คนแถวนี้เขาไม่มีอ่างอาบน้ำกันหรอก

เมื่อเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขาเก็บออมเงินรายเดือนที่ส่งมาจากทางบ้านเพื่อซื้ออ่างอาบน้ำเองมันไม่สำเร็จในปีแรก เพราะนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งต้องพักในหอที่มหาวิทยาลัยจัดไว้ให้ โดยต้องอยู่กับรูมเมตต่างคณะอีกหนึ่งคน แล้วห้องน้ำก็คับแคบเกินกว่าที่จะวางอ่างอาบน้ำไว้ได้ พอขึ้นปีที่สองศฤงคารก็ออกตระเวนหาหอพัก โดยการตระเวนหาเลือกหอที่มีห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะหาได้

มันเป็นเรื่องยากที่จะหาหอพักที่มีห้องน้ำที่ขนาดใหญ่พอที่จะวางอ่างอาบน้ำลงได้ แต่เขาก็หามันจนเจอ

รักครั้งแรกของเด็กสาวเกิดขึ้นในชั่วโมงเรียนวิชาศิลปะ

ในคาบเรียนวิชาศิลปศึกษาของนักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่หกทับสาม ครูสอนศิลปะคนใหม่ที่มาแทนครูศิลปะคนเก่าที่เพิ่งถูกผีแม่ม่ายเอาตัวไป เป็นหนุ่มผมยาว รู้สึกคุ้นหน้าเขาเหลือเกิน เธอคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเจอเขาที่ไหนซักแห่งมาก่อน แต่เธอก็ยังนึกไม่ออก ทุกอย่างในห้องเรียนศิลปะยังเหมือนเดิม แต่สิ่งที่แปลกไปเพียงหนึ่งอย่างคือการปรากฏตัวของเดวิด หุ่นจำลองครึ่งตัวของรูปปั้นประติมากรรมหินอ่อน ผลงานชิ้นเอกของมีเกลันเจโล

จูบแรกนั้นมันช่างเย็นชืดและกระด้าง เด็กสาวใช้โอกาสที่ทุกคนออกจากห้องเรียนไปหมดแล้ว ลักลอบประกบริมฝีปากกับหุ่นปั้นปูนปลาสเตอร์ เธอรีบถอนริมฝีปากอย่างรวดเร็วกลัวว่าใครจะมาเห็นเข้า รีบจ้ำเดินตามกลุ่มเพื่อนให้ทันเรียนคาบต่อไป

เด็กสาวไม่มีกะจิตกะใจในวันนั้นที่เหลือตลอดทั้งวัน ในคาบเรียนวิชาภาษาอังกฤษ ในตอนที่กำลังทำแบบฝึกหัดเธอคิดถึงแต่เดวิด เธอเผลอเขียนชื่อเดวิดลงในแบบฝึกหัด มีแต่คำว่าเดวิดอยู่ในช่องว่างคำกิริยา อีกตั้งหนึ่งสัปดาห์กว่าที่จะถึงคาบเรียนศิลปะอีกครั้ง อีกตั้งหนึ่งสัปดาห์กว่าที่เด็กสาวจะได้เจอเดวิดอีกครั้ง

ประวัติคร่าวๆ ของเดวิด รักแรกของเด็กสาวที่ค้นจากอินเตอร์เน็ตระหว่างที่นั่งรถกลับบ้าน ข้อความว่า :

เดวิดเปิดแสดงเป็นครั้งแรกที่กรุงฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ประติมากรรมเดวิดเป็นหินอ่อนแกะสลักรูปพระเจ้าเดวิด (King David) ตามตำนานในคัมภีร์ไบเบิล ลักษณะเป็นชายหนุ่มยืนเปลือยกาย แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรงและความงดงามของร่างกายมนุษย์ มีความสูง 5.17 เมตร หนักราว 6 ตัน มีเกลันเจโลแกะสลักระหว่างปี ค.ศ.1501 ถึง 1504 โดยนำหินอ่อนสีขาวมาจากเมืองคาร์รารา (Carrara) แคว้นทัสคานีของอิตาลี ในคราวที่นำออกแสดงครั้งแรกเป็นที่ฮือฮาของชาวเมืองอย่างมาก ส่งผลให้ชื่อเสียงของมีเกลันเจโลโด่งดังไปทั่วอิตาลี

ประติมากรรมเดวิดเป็นรูปปั้นนับเป็นผลงานชิ้นเอกที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางศิลปะในยุค “ฟื้นฟูศิลปวิทยาการ” (Renaissance)

หอพักลัดดาตั้งอยู่ในโซนที่เรียกว่าห่างไกลจากแสงสีของมหาวิทยาลัย หอพักสองชั้นด้านนอกทาด้วยสีฟ้าที่ถูกกาลเวลากัดเซาะจนแทบจะกลายเป็นสีขาว ตัวอักษรชื่อหอพักก็ด้วยเช่นกัน หากไม่สังเกตดีๆ ก็แทบจะเลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก เขาเลือกพักที่ชั้นสอง หมายเลขห้องสองศูนย์ห้า อาจจะเป็นเพราะข้อผิดพลาดในการออกแบบ หรือข้อผิดพลาดในการก่อสร้าง หรืออาจจะด้วยความตั้งใจ ห้องน้ำของหอพักแห่งนี้ใหญ่โตจนน่าประหลาดใจ มันใหญ่เกือบจะเท่ากับพื้นที่โล่งด้านใน เขาจัดการพื้นที่ด้านในอย่างขอไปที มีเพียงตู้เสื้อผ้าและเตียงนอนเพียงเท่านั้น ส่วนด้านในห้องน้ำ เขาซื้ออ่างอาบน้ำที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มันจะเข้าไปอยู่ได้ เขาจัดตกแต่งห้องน้ำให้หรูหราที่สุดเท่าที่พรสวรรค์จะพึงมี

ตลอดเจ็ดปีศฤงคารใช้เวลาส่วนใหญ่ในอ่างอาบน้ำใบนั้นในช่วงเวลาที่เว้นว่างจากการเรียน หรือแม้กระทั่งเวลาสร้างงานศิลปะเขาก็จะทำมันในอ่างอาบน้ำ เขาไม่มีเพื่อนสนิท ทั้งเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหมดก็จบการศึกษาหรือรีไทร์ตัวเองไปหมดแล้ว

ในช่วงสี่ปีหลังในชีวิตมหาวิทยาลัยเขาแทบจะใช้ชีวิตอยู่ในอ่างอาบน้ำตลอดเวลา เขาเข้าไปมหาวิทยาลัยแต่ตอนลงทะเบียนเรียนกับตอนท้ายของภาคเรียนเพื่อไปดร็อปเรียน ในวันปกติเขาจะออกไปข้างนอกก็แค่เวลาหิวเพียงเท่านั้น

ชีวิตของเขาดำเนินไปเช่นนี้ จนกระทั่งเด็กสาวมายึดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของเขาไป

เย็นวันนั้น ศฤงคารเดินเตร่เหมือนแมวจรจัดไปตามถนนที่เปียกชุ่มด้วยฝน ท้องฟ้าขุ่นมัวเป็นสีหม่นเทา เขาห่อห่มตัวด้วยเสื้อกันฝนสีสด ท่ามกลางละอองฝนกำลังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย เขาเดินไปอย่างไร้จุดหมายคล้ายฝุ่นผงในอากาศ รู้สึกเพียงแต่ว่าอยากเดินไปเรื่อยๆ สมองของเขาหนักอึ้งไปด้วยสีน้ำมัน เขาพุ่งกระแทกมันกับแคนวาสผ้าใบขนาดใหญ่อย่างรุนแรงเกรี้ยวกราดนานนับชั่วโมง สำหรับงานชิ้นนี้เขาทำมาเกือบจะครบเดือนแล้ว ทว่า มันยังไปไม่ถึงไหน

เขาหอบเอาร่างกายอันอ่อนล้า หนวดเคราที่รุงรัง เส้นผมที่ยาวเฟื้อยลงมาถึงกลางหลัง ครุ่นคิดว่าทำไมเขาถึงใช้เวลาแทบทุกลมหายใจให้หมดไปกับการไขว่ขว้าสิ่งที่เหมือนไม่มีจริง เขาพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้เข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ ใช้เลือดเนื้อและจิตวิญญาณเข้าแลกเพื่อให้ได้มา แต่จนแล้วจนรอดเขาก็ไม่อาจเข้าถึงมัน

เด็กสาวผมสั้นในชุดคอสนักเรียนญี่ปุ่น ยืนใต้ร่มสีชมพู เก้ๆ กังๆ ยืนหลบมุมอยู่ที่หน้าร้านสะดวกซื้อที่ไม่มีวันหลับใหล ใบหน้าแสดงอาการนิ่งเงียบ แต่หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับกำลังถูกมือยักษ์บีบเค้น เสียงเม็ดฝนที่ร่วงพรูลงมากระทบกับร่มพลาสติกไม่อาจกลบเสียงลงได้ หัวใจของเธอเต้นรัวส่งเสียงดังจนอาจทำให้เขาสังเกตเห็น เธอไม่สามารถที่จะหยุดมันได้ มันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เธอลงปฏิบัติการภาคสนาม มันเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เธอเข้าอยู่ใกล้เป้าหมายในระยะสองร้อยเมตร

ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงของการเป็นนักสะกดรอยของเด็กสาวคือการทำให้เป้าหมายรู้ตัวว่าถูกตามอยู่ มันเป็นเช่นนี้ทุกครั้ง

เด็กสาวอาศัยอยู่กับพี่ชายกันแค่สองคน พ่อแม่ของทั้งสองหายสาบสูญระหว่างการไปตามหาประชาธิปไตยในเมืองหลวงเมื่อแปดปีก่อน พี่ชายที่หมกหมุ่นอยู่แต่กับการยิงธนู เขาเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในบ้านหลังจากที่รีไทร์ตัวเองออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อไปตามหาพ่อแม่ที่เมืองหลวงแล้วกลับมาพร้อมความว่างเปล่า เขากลับมาพร้อมกับลูกธนูหนึ่งดอกที่ถูกยิงฝังลึกที่กลางหลังเหมือนกับอวัยวะชิ้นที่สามสิบสาม แล้วหลังเลิกเรียนเด็กสาวก็ต้องกลายมาเป็นเป้าซ้อมยิงธนูของเขาอยู่เสมอ

เขามักจะบ่นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเสื้อสีแดงของเขาหายไป มันเป็นเสื้อตัวเดียวในตู้เสื้อผ้า เป็นเสื้อตัวเดียวกับที่เขาใส่กลับมาจากเมืองหลวง มันไม่ได้หายไปไหน ถ้าหากว่าเขาจะเดินออกมาที่หน้าประตูบ้านสักหน่อย มันถูกสวมใส่ให้กับหุ่นฟางไล่กาอยู่ตรงนั้น พร้อมกับป้ายกระดาษแข็งลังเบียร์เขียนด้วยปากกาเมจิกสีน้ำเงินข้อความว่า “บ้านนี้ไม่มีผู้ชายเกิดปีมะ” ผีแม่ม่ายกำลังออกอาละวาดในหมู่บ้าน โดยจะทำให้ผู้ชายใหลตายแล้วก็จะเอาวิญญาณไปเป็นผัว เธอไม่อยากเสียเขาไปอีกคน

พี่ชายของเธอไม่ได้เกิดปีมะ เขาเกิดปีขาล เสือจึงกลายเป็นชื่อเล่นของเขา พยัคฆ์จึงกลายเป็นชื่อจริงของเขา เขามีเสือปรากฏอยู่ตามร่างกายทั้งหมดในรูปแบบของรอยสัก หนึ่งตัวเป็นรอยสักเสือเผ่นที่กลางอก อีกสี่ตัวล่าเหยื่ออยู่บนแขนทั้งสองข้าง ข้างละสองตัว เสือทั้งห้าตัวก็ได้กลับมาจากเมืองหลวงเช่นเดียวกันกับลูกธนูที่กลางหลัง

ไม่รู้ว่าเขาจะฝึกยิงธนูไปเพื่ออะไร ในทุกเย็นหลังเลิกเรียนเธอต้องมาเป็นเป้าซ้อมยิงธนูให้กับเขา เขาจะสั่งให้เธอไปหยิบแอปเปิ้ลจากในตู้เย็น แอปเปิ้ลหลายร้อยลูกอัดกันอยู่ในนั้นโดยไม่หลงเหลือที่ว่างให้กับสิ่งอื่นใด เขาสั่งให้เธอเลือกลูกที่เธอคิดว่าชอบที่สุด เด็กสาวสุ่มหยิบออกมาลูกหนึ่ง ขนาดของมันพอดีมือ ผิวเรียบมันวาวแทบสังเกตไม่เห็นรอยตำหนิ แอปเปิ้ลลูกไหนมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ ในระหว่างที่เธอเลือกแอปเปิ้ล เขาจะเอาคันธนูออกมาจากกระเป๋าเก็บ ง้างสายดูเพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย

เด็กสาวยืนนิ่งพิงผนังปูนเปลือยเย็นเฉียบ ลองวางแอปเปิ้ลไว้บนหัว มันหล่นลงมาสองสามครั้ง แต่เธอก็รับไว้ทัน เขาเสียบลูกธนูที่จุดเสียบ ยกคันธนูขึ้นเล็ง น้าวสายจนสุดแรง

ฉับ!! เข้าเป้า!!!

ดูเหมือนว่าความรู้สึกบางอย่างจะเตือนให้ศฤงคารรู้สึกว่าเขากำลังโดนตามอยู่ เขาจ้องมองเธออย่างเงียบๆ เธอหลบสายตาในเสี้ยววินาที ศฤงคารไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นอย่างไร นานแสนนานมาแล้วที่เขาคุยกับคนแปลกหน้า เขาจมดิ่งเงียบงันอยู่กลางสายฝนตกอยู่ในภวังค์คล้ายคนวิกลจริต เธอมีแรงดึงดูดอย่างน่าประหลาด เขาตกหลุมรักเธอเข้าแล้ว เธอทำให้แรงบันดาลใจในการวาดรูปของเขาที่เกือบมอดดับกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

เขายืนนิ่งเหมือนกำลังจัดระเบียบข้อมูลในสมองอยู่ สายตามองตามเธอเดินหายลับไปในม่านฝน

ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กสาวกับเดวิดเป็นไปอย่างเรียบง่าย ทั้งคู่พบกันสัปดาห์ละหนึ่งครั้งจนจะหมดภาคเรียน เธอคิดถึงเดวิดน้อยลง อีกไม่ถึงเดือนเธอก็จะเรียนจบจากโรงเรียนแห่งนี้ไปแล้ว ชีวิตของนักเรียนมอหกเทอมสองไม่มีอะไรให้ทำมากนอกจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเขียนเฟรนด์ชิพให้กับเพื่อน ในเวลาว่างเด็กสาวมักจะเข้าอินเตอร์เน็ตผ่านสมาร์ตโฟนเพื่อหาข้อมูลต่างๆ ของเดวิด เดวิดถนัดซ้ายเหมือนพี่ชายของเธอ หุ่นปั้นปูนปลาสเตอร์เดวิดมักจะถูกนำมาให้นักเรียนศิลปะวาดเป็นแบบในวิชาวาดเส้น เดวิดเป็นแบบทดสอบที่ศิลปินทุกคนต้องผ่าน

ผีแม่ม่ายอาละวาดเริ่มซาลงไปแล้ว หลายบ้านเริ่มปลดป้ายกับหุ่นฟางไล่กาลงแล้วมีแต่เพียงบ้านของทั้งสองเท่านั้นที่ยังไม่ปลดออก พี่ชายของเธอก็ยังคงไม่มีเสื้อใส่ เด็กสาวพยายามซื้อเสื้อสีแดงตัวใหม่มาให้เขา แต่เขาก็ไม่ใส่มัน เสื้อสีแดงตัวเก่ามันขาดมอมเกินกว่าที่จะเอากลับมาใช้แล้วเธอให้เหตุผล แต่เขาก็ไม่รับฟัง เป็นกิจวัตรประจำวันในทุกเช้าที่เด็กสาวจะแอบย่องเข้าไปในห้องของพี่ชายตอนที่เขายังไม่ตื่น บนที่นอนยับยู่ยี้เธอเห็นครูศิลปะคนใหม่ของเธอหลับอยู่ในอ้อมกอดของพี่ชายที่มีลูกธนูอยู่ที่ปีกกลางหลัง ทั้งคู่ปอกเปลือยในท่อนบน ท่อนล่างถูกคลุมด้วยผ้าห่มสีเทา

เธออาจลืมไปแล้วว่าครูศิลปะเคยมาที่บ้านของเธอบ่อยครั้ง เขาเป็นเพื่อนร่วมรุ่นที่มหาวิทยาลัยของพี่ชายของเธอ เมื่อก่อนนั้นเขาไม่ได้ผมยาวแบบนี้ เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่ง ตัดผมสั้นสกินเฮด แววตาเป็นไปด้วยความฝัน เมื่อมาถึงทั้งสองก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในห้อง เธออาจเคยเห็นเขาก็ตอนที่ไปตามออกมากินข้าว หรือเธออาจเคยเห็นเขาตอนที่ออกมาเข้าห้องน้ำ

ครูศิลปะออกจากบ้านไปราวกับวิญญาณ เขาลอยเรื่อยไปตามพื้น แล้วหายลับไปตรงประตู เตารีดในมือของเธอค้างนิ่งบนชุดนักเรียน

กลับกลายเป็นว่าเป็นศฤงคารเองที่เป็นฝ่ายตามสะกดรอยเธอเสียเอง หลังจากที่เธอเปลี่ยนไป หายไปจากเขาเพื่อไปตามสะกดรอยเป้าหมายอื่น

ความสัมพันธ์อันค่อนข้างประหลาดดำเนินไปอย่างราบเรียบ เขาคอยตามสเก๊ตช์ภาพเธอ ส่วนเธอก็ยังตามสะกดรอยเป้าหมายของเธอไป เขาค้นพบว่ากว่าที่เขาจะกล้าเข้าไปคุยกับเธอ

เขามีภาพสเก๊ตช์ของเธอกว่าหนึ่งพันภาพ

นานหลายวันที่เด็กสาวไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันหลังเรียนจบ เธอได้แต่นอนอยู่ในห้องรอวันเปิดเทอมวันแรกของมหาวิทยาลัย อากาศร้อนอบอ้าวคล้ายฝนกำลังจะตก สายลมพัดโชยผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง ฝนโปรยสายลงมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เธอมองดูสายฝนพลางคิดถึงเหตุการณ์วันปัจฉิมนิเทศ ตอนที่สันจมูกของเดวิดเดินทางเข้าลึกเข้าไปในตัวเธอนั้นมันช่างประหลาด เธอจับเดวิดนอนราบกับพื้น ประทับลงบนในหน้าของเขา บรรยากาศในห้องศิลปะเงียบเชียบ ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเต้นของหัวใจตัวเอง เด็กสาวหลับตานิ่ง ร่างกายเริ่มกลายเป็นรูปปั้น มีเพียงห้วงความคิดเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหว กาลเวลาไหลเอื่อยไปอย่างเชื่องช้า มันเริ่มจากส่วนสัมผัส ไล่ลามเรื่อยไปถึงต้นขา แผ่กระจายไปทั่วเรือนร่าง นิ่งแข็งนานชั่วกัลป์ เธอค่อยๆ สึกกร่อนกลายเป็นฝุ่นละออง ล่องลอยไปทุกสารทิศ กลืนหายไปกับสายลม สาบสูญไร้วี่แวว

ครั้งแล้วครั้งเล่าเด็กสาวสำรวจตัวเองในกระจกเงา พยายามหาร่องรอยการแตกร้าว มีเพียงฝุ่นผงของเดวิดเท่านั้นติดที่ริมฝีปาก

ศฤงคารไม่เคยคิดเลยว่าการได้กลับมาซึ่งแรงบันดาลใจในการกลับมาวาดรูปอีกครั้งจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่น่าหวงแหนที่สุด เขาพยายามล้วงลึกลงไปในความทรงจำของการชูชันครั้งสุดท้าย ที่ตกตะกอนอยู่ก้นบึ้งของความทรงจำ

ขณะที่ฝันว่ากำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงลึกของอวกาศ เขาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก เสียงสายฟ้าฟาดเพียงเสี้ยววินาทีนั้นสติของเขาก็ตื่นเต็มตัว พอตั้งสติได้เขาล้มตัวลงนอนอีกครั้ง หากแต่ว่าคราวนี้เขาไม่สามารถข่มตาหลับลงอีกได้ เขาอยากจะหลับตาแล้วจมลงสู่ห้วงลึกของอวกาศอีกครั้ง ล่องลอยเนิบช้าไร้สุ้มเสียงเพียงลำพัง แหวกว่ายในสุญญากาศเคว้งคว้างอยู่ในความว่างเปล่า

มันเป็นทุกครั้งหลังเสร็จกิจ หลับตานอน เขาจะฝันถึงอวกาศ มันเกิดขึ้นทุกครั้งจนเขารู้สึกว่ามันเป็นความผิดปกติทางร่างกายของเขาหรือเปล่า? คนอื่นๆ ฝันถึงอวกาศหลังจากมีเซ็กซ์เหมือนกับเขาหรือเปล่า?

“ดาวพฤหัสเป็นไงบ้าง?” เด็กสาวถามขึ้น

“อากาศดี ไม่ค่อยหนาว มีนักเดินทางข้ามกาลเวลาคนหนึ่งกำลังซ่อมยานอยู่ที่ปลายสุดของวงแหวน” เขากล่าว “ทำไมหรือ?”

“ไม่มีอะไรหรอก”

“ได้ยินเสียงอะไรไหม?” เขาพูดขึ้น

“…” เธอไม่มีคำตอบ

“รอบหน้าแตกที่หน้าได้ไหม?”

“เลียออกให้ไหมล่ะ”

เขาหลับตาลงอีกครั้ง สายฝนภายนอกซาลงเหลือเพียงละอองน้ำ ท้องฟ้าไม่มีเมฆและดาวหาง

บทความก่อนหน้านี้กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “ล้อเลื่อน”
บทความถัดไปจีนยุคบุราณรัฐ : ร้อยสำนักเปล่งภูมิ (11)