ประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ : สิ่งที่หายไป

โดย : ชัดคราม

ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ

ฉันเอื้อมมือไปจับวัตถุทรงกลม ที่วางอยู่ข้างๆ ใบหู เอาขึ้นมากอดไว้แนบอก แล้วภาวนาในใจว่า ขอให้ตัวเลขที่ปรากฏอยู่บนหน้าปัด เป็นตัวเลขที่เกิดจากการนำเวลาที่เป็นจริงหักลบออกไปสัก 60 นาที เพราะว่าตอนนี้ ร่างกายของฉัน มันไม่ได้อยู่ในสภาพที่จะสามารถออกไปเผชิญกับทุกสิ่งที่พร้อมจะผันแปร แล้วได้ชัยชนะกลับมา มีการพักผ่อนที่เพียงพอเท่านั้นที่ฉันต้องการ

ฉันนอนหลับตาอยู่สักพัก ก็คิดได้ว่า แต่ฉันจะนอนอยู่บนเตียงทั้งวันทั้งคืนไม่ได้ ฉันมีหน้าที่ที่จะต้องไปทำ จึงหยุดการภาวนาที่รู้ตั้งแต่แรกว่า อย่างไรก็ไม่เป็นผล ใช้นิ้วสัมผัสที่หน้าจอสองสามครั้ง แล้วก็วางก้อนกลมๆ นั้นไว้ที่เดิม ฉันยิ้มให้ตัวเองในขณะที่รูม่านตายังคงอยู่ภายใต้การปกคลุมของแผ่นแบนๆ เล็กๆ พร้อมบอกกับตัวเองว่า เวลาคงจะย้อนกลับไม่ได้ง่ายๆ แต่เรื่องยืดนั้น ทำได้นิดหน่อย ขออีก 5 นาทีก็แล้วกัน

จากนั้น ก็ดึงผ้านวมผืนใหญ่มาพันตัวเอาไว้ ตอนนี้ ฉันไม่ต่างอะไรกับหนอนขี้เกียจ ที่นอนอยู่ในรู

ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเสียงนาฬิกาปลุกดังเป็นรอบที่สอง ฉันค่อยๆ แหวกรูหนอนอันแสนอบอุ่นออก เพื่อไปหยุดเสียงน่ารำคาญนั้น ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ

และน้ำนี่แหละ คือนาฬิกาปลุกของจริง มันเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ฉันตื่นได้โดยไม่มีข้อแม้อีกต่อไป

แต่ในขณะที่เท้ากำลังจะก้าวผ่านประตูห้องน้ำ ฉันก็เหลือบไปเห็นต้นวาสนาที่ปลูกไว้ที่ระเบียงห้อง ตอนนี้ มันออกดอกเต็มไปหมด นี่นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้รดน้ำมันเลย นอกจากมันจะไม่ตาย ก็ยังออกดอกนอกฤดูมาให้เห็นอีก

หรือว่า วันนี้จะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้น

ฉันใส่เสื้อยืดสีเทา กับกางเกงยีนส์ขาดเข่า อย่างที่ฉันชอบ ปล่อยเส้นผมให้ละลิ่วไปตามทิศทางของลม หยิบยางรัดผมสีดำที่แทบไม่เคยได้ใช้ใส่ไว้ที่ข้อมือถัดจากนาฬิกาเพื่อสุขภาพที่ฉันใส่ติดตัวเป็นประจำ ฉีดน้ำหอมสองที ก่อนจะเดินไปเปิดคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่เพื่อนๆ ของฉันชอบล้อว่า นี่น่าจะเป็นพีซีรุ่นที่เก่าที่สุดของประเทศไทย ถ้านี่เป็นพระเครื่อง ฉันคงจะขายได้ในราคาหลักล้านแน่ๆ

แต่เอาเถอะ ก็ฉันชอบและชินกับระบบปฏิบัติการของเจ้าเครื่องนี้ แม้มันจะไม่หวือหวา แต่มันก็มั่นคงกับฉันเสมอมา

ทุกๆ เช้า ฉันจะมานั่งอ่านข่าวสารในโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะในห้องของฉันไม่มีทีวี แต่ถึงจะมีฉันก็คงไม่ค่อยได้ใช้ เพราะนิสัยส่วนตัวของฉัน เป็นคนชอบการอ่านมากกว่าการฟัง ในที่นี้ ไม่รวมถึงเพลง ถ้าถามถึงเหตุผล ก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ฉันอาจเป็นคนที่สมองสั่งการช้าก็เป็นไปได้ การฟังคนพูดในรอบเดียว ไม่เคยทำให้ฉันรู้เรื่อง ฉันจึงชอบที่จะค่อยๆ อ่าน ค่อยๆ ทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

ฉันนั่งอ่านข่าวอยู่สักพัก จนเริ่มรู้สึกว่า ข่าวเริ่มจะวนไปวนมา จึงเปลี่ยนใจเข้าโหมดโปรแกรมแชตยอดฮิต เพื่อติดตามเรื่องราวของคนใกล้ตัวบ้าง ฉันเลื่อนดูข้อความของใครหลายๆ คน ที่ฝากไว้บนหน้าไทม์ไลน์ จนกระทั่งไปเจอข้อความของเพื่อนคนหนึ่ง ที่เขียนว่า

…ครบรอบ 10 ปี การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง…

ฉันหยิบกล้องถ่ายรูปคู่ใจ เดินไปยืนข้างๆ ต้นวาสนา ค่อยๆ ปรับโฟกัสเลนส์กล้อง ให้ไปจับที่หัวรถไฟฟ้าสายสุราษฎร์ธานี-องค์พระปฐมเจดีย์ ที่กำลังจะเคลื่อนผ่านหน้าต่างห้องของฉัน แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง ทำให้รูปของฉันงดงามเกินคำว่าสามมิติ

ฉันกดชัตเตอร์อยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็ได้รูปที่ควรค่าแก่การอัพลงหน้าไทม์ไลน์ และไม่เกิน 10 นาทีหลังจากนั้น หัวรถไฟฟ้าของฉันก็ถูกแชร์ไปนับพันครั้ง ได้รับสติ๊กเกอร์รูปนิ้วโป้ง และรูปหัวใจ อย่างละ 500 ซึ่งอาจจะเป็นเพราะรูปของฉันมันสวยจริงๆ หรือเป็นเพราะคำบรรยายใต้ภาพก็เป็นไปได้

“สิบปีผ่านมา ก็ยังคงไม่เข้าใจ แต่ขอบคุณไอน์สไตน์ ที่ทำให้สองใจใกล้กันกว่าที่เคย”

ยิ้มให้กับแคปชั่นกวนๆ ของตัวเอง ปล่อยหน้าจอคอมพ์ให้นิ่งอยู่กับที่ มีเพียงยอดแชร์ที่ยังคงเพิ่มไปเรื่อยๆ แล้วฉันก็เดินเข้าไปกินอาหารเช้าในครัว อาหารเช้าของฉัน คือ เม็ดกลมๆ 3 เม็ด และน้ำเปล่าอีก 1 แก้ว เม็ดกลมๆ นั้น ฉลากข้างกล่องเขียนเอาไว้ว่าให้กินครั้งละ 1 ชุด ซึ่งประกอบไปด้วย 3 เม็ด เม็ดที่ใหญ่ที่สุด คือสารอาหารที่ให้พลังงาน ได้แก่ ไขมัน โปรตีนและคาร์โบไฮเดรต เม็ดกลาง คือวิตามินและเกลือแร่ เม็ดเล็ก คือใยอาหารและสารปรับสภาพผนังกระเพาะ โดยส่วนผสมทั้งหมดคำนวณจากปริมาณสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับต่อมื้อ

ฉันค่อยๆ กินอาหารเช้าของฉันทีละเม็ด ตามด้วยน้ำอีกหนึ่งแก้ว แล้วก็นึกขอบคุณนักวิทยาศาสตร์อยู่ในใจว่า ถ้าไม่มีพวกคุณ ห้องแคบๆ ของฉันคงจะแคบไปมากกว่านี้ หากต้องมีตู้เย็น หม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ กระทะไฟฟ้า มาเบียดบังเอาพื้นที่ใช้สอยไปจนหมด แต่ก็แอบขัดใจอยู่เล็กน้อย เพราะไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เหตุใดจึงทำน้ำสะอาดอัดเม็ดไม่ได้ เอาแบบเม็ดเดียว มีค่าเท่ากับน้ำ 8 แก้วไปเลย

ฉันลุกจากเก้าอี้ตัวเล็กที่ฉันเรียกมันว่าห้องครัว เดินไปหยิบถุงเท้า แล้วเอาไปนั่งใส่อยู่ที่ปลายเตียงนอน

ฉันเหลือบมองไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วยังนึกขำกับประโยคนั้น มันคงได้สร้างรอยยิ้มให้ใครอีกหลายๆ คน แต่ในเรื่องตลก มันก็มีความจริงแฝงอยู่ ซึ่งก็คือ แม้ว่าเวลาจะผ่านมานานเป็นสิบปีแล้ว แต่ฉันก็ยังคงไม่เข้าใจว่า คลื่นความโน้มถ่วง มันคืออะไร

ทั้งๆ ที่ฉันพยายามอ่านเองก็แล้ว ให้หมอที่โรงพยาบาลอธิบายให้ฟังก็แล้ว แต่มันคงยากเกินกว่าที่เด็กเรียนสายศิลป์ และมีอาชีพเป็นนักเต้นอย่างฉันจะเข้าใจล่ะมั้ง

แต่ฉันก็พอจะรู้มาบ้างว่า รถไฟฟ้า ที่มีชื่อเต็มๆ ว่า รถไฟฟ้าคลื่นแรงโน้มถ่วง สายสุราษฎร์ธานี-องค์พระปฐมเจดีย์ ถูกสร้างขึ้นมาโดยการเอาความรู้ที่นักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ ไอน์สไตน์ บอกไว้ มาดัดแปลง

ฉันไม่ได้จำว่า รัฐบาลต้องหมดเงินไปกับการสร้างรถไฟฟ้าสายนี้เท่าไหร่ และอีกกี่ปีถึงจะได้กำไรกลับคืนมา ฉันจำได้แค่ว่า รถไฟฟ้าสายนี้ ทำให้ฉันได้พบกับความรักครั้งแรก

ฉันหัวเราะออกมาอย่างดัง ไม่ใช่เพราะคิดแคปชั่นอะไรออกหรอกนะ แต่เพราะมัวแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ทำให้ไม่ได้สังเกตเลยว่า ถุงเท้าสองข้างที่หยิบมาแล้วก็สวมใส่จนเสร็จนั้น มันมาจากต่างคู่กัน ฉันส่ายหัวเล็กน้อย ก่อนจะลุกไปหยิบข้างที่ถูกต้องมาเปลี่ยน จากนั้นก็เดินไปที่หน้าจอคอมพ์อีกครั้ง

คิดถึงนะ…นครปฐม…

หนึ่งข้อความปรากฏขึ้นมา และเมื่อเพ่งไปที่รูปโปรไฟล์ ก็ชัดเจนเลยว่า มันมาจากคนสุราษฎร์ฯ ที่ขโมยหัวใจของฉันไปเมื่อวันเปิดตัวรถไฟฟ้าคลื่นแรงโน้มถ่วง

ฉันชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ว่าข้อความที่โพสต์ลอยๆ นั้น มันจะหมายถึงฉันหรือเปล่า แม้ไม่แน่ใจนัก ฉันก็ตัดสินใจ จิ้มปุ่มกดไป 27 ครั้ง

คิดถึงก็มา คิดถึงเหมือนกัน

จากนั้น ก็เฝ้ารอการตอบกลับอย่างใจจดใจจ่อ รออย่างที่ไม่มีความมั่นใจเลยว่า คนทางนั้นจะตอบกลับมาหรือไม่ แต่เอาเถอะ ฉันรอการเคลื่อนไหวของเขามานานแล้ว หากจะรออีกนิด ก็คงไม่ทำให้ราคาของสารอาหารอัดเม็ดมันเพิ่มขึ้นไปสักเท่าไหร่หรอก และทันใดนั้น การรอคอยของฉัน มันก็มีความหมายขึ้นมา เมื่อ…

ไปไม่ได้หรอก ไม่มีเวลาเลย

สายลมพัดเข้ามาทางหน้าต่าง พัดเอาแผ่นกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะปลิวไปทั่วห้อง ฉันจึงรีบลุกไปปิดหน้าต่าง ก้มลงหยิบกระดาษมาวางเรียงไว้เหมือนเดิม

หยิบรีโมตขึ้นมาเพื่อจะเปิดปรับอากาศ ก่อนที่จะคิดได้ว่า ทันทีที่ฉันกดปุ่ม on ชื่อและนามสกุลของฉันจะปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ตั้งอยู่บนโต๊ะที่กระทรวงพลังงาน และถ้าในหนึ่งปี ชื่อของฉันปรากฏแก่สายตาเจ้าหน้าที่ในกระทรวงเกิน 12 ครั้ง ฉันก็จะเข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองชั้นบรรยากาศแห่งชาติ มีโทษปรับเป็นจำนวนเงินที่ฉันไม่น่าจะมีจ่าย และคงต้องถูกเชิญไปปลูกต้นไม้แทนค่าปรับเป็นเวลาหลายเดือนแน่ๆ ฉันจึงเก็บรีโมตพร้อมหัวใจของฉันไว้ในลิ้นชัก คงไม่ได้ใช้แล้วล่ะ ทั้งแอร์ทั้งหัวใจ

จากนั้นก็หยิบแบตสำรองที่อยู่ใกล้ๆ ไปทับกระดาษแทน แล้วเดินไปเปิดหน้าต่างไว้แบบเดิม

ไม่มีเวลา ไม่มีเวลาเลย…เหรอ?

ฉันยืนอยู่ตรงหน้าต่าง เอามือสองข้างประสานไว้ที่ท้ายทอย มองไปที่รถไฟฟ้าเที่ยวที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ของวัน คนเราจะไม่มีเวลา มันเป็นไปได้ด้วยเหรอ ฉันเฝ้าถามตัวเองอยู่แบบนั้น

จะไม่ให้ฉันสงสัยได้อย่างไร ก็หลังจากที่ประเทศของเราเข้าสู่ AEC ได้ไม่นาน รัฐบาลก็ประกาศให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ปรับเปลี่ยนเวลาทำงาน จากวันละ 8 ชั่วโมง เหลือ 6 ชั่วโมง สัปดาห์หนึ่งให้ทำแค่ 4 วัน จากนั้น ยังเพิ่มวันหยุดประจำปี จาก 13 วัน เป็น 39 วัน ยังไม่รวมลากิจ ลาป่วย ลาพักร้อน ลาไปหาความสุขใส่ตัวอีกนับไม่ถ้วน

เอ๊ะ!!

หรือว่า…

ฉันหายใจหอบถี่ ราวกับไปซ้อมเต้นมาสิบชั่วโมง ดวงตาเบิกกว้าง ถ้าเดาไม่ผิด รูม่านตาของฉันป่านนี้คงจะกว้างยิ่งกว่าเลนส์ไวด์ หัวใจก็เต้นแรงประหนึ่งกองสะบัดชัย ร่างกายของฉันตื่นตัวสุดๆ จนได้ยินเสียงจากนาฬิกาเพื่อสุขภาพที่ข้อมือ ร้องเตือนว่า

“ขณะนี้ร่างกายของคุณอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย ความดันโลหิตทั้งซิสโตลิกและไดแอสโตลิกเพิ่มจากระดับปกติเป็นก้ำกึ่ง และกำลังจะทะยานเข้าสู่ระดับสูง ฮอร์โมนอะดรีนาลินหลั่งมากจนเกินไป ส่งผลให้หลอดเลือดขยาย อันตราย อันตราย อันตราย…”

ฉันต้องรีบทำให้เสียงเตือนหยุดดัง ด้วยการนั่งขัดสมาธิลงไปกับพื้น กำหนดลมหายใจเข้าออกอยู่สักพัก เสียงเตือนจึงเงียบไป ฉันจึงค่อยๆ ลุกไปที่หน้าคอมพ์ แล้วพิมพ์คำถามที่ฉันฉุกคิดขึ้นได้ก่อนที่เสียงเตือนจากนาฬิกาจะดังเมื่อสักครู่ ไปที่หน้าเพจของนาซ่า จะได้ไม่ต้องคาใจอีกต่อไป

“จากการสร้างรถไฟฟ้าคลื่นความโน้มถ่วง จะมีผลกระทบทำให้เวลาของคนที่อยู่ต้นสายกับปลายสาย มีไม่เท่ากัน ได้หรือไม่?”

ตึกตึก ตึกตึก ตึกตึก

ฉันตื่นเต้นอยู่ไม่นานนัก ก็ได้รับคำตอบที่น่าตกใจ ผ่านทางช่องแชตส่วนตัว ทำให้มีฉันคนเดียวเท่านั้นที่ได้รับข้อมูลนี้ เมื่ออ่านจบ ฉันก็รีบลบข้อความนั้น ตามคำสั่งของนาซ่าทันที เพราะทุกอย่างที่ฉันคิด มันเป็นเรื่องจริง

ฉันปิดคอมพ์ ปิดไฟ ปิดหน้าต่างและประตูห้อง สะพายกระเป๋า ตรวจสอบเชือกรองเท้าผ้าใบว่าถูกผูกจนแน่นพอสมควรแล้ว ก็ออกไปซ้อมเต้นตามที่นัดกับทีมงานไว้

และหลังจากนั้น ฉันก็จะรีบไปที่สถานีรถไฟฟ้าคลื่นแรงโน้มถ่วงสายสุราษฎร์ธานี-องค์พระปฐมเจดีย์ เพื่อกลับไปตามหาหัวใจ ไปซักถามคนที่ครอบครองมันอยู่ ว่าจริงๆ แล้ว เขาก็ยังรักและยังอยากเจอฉันมากที่สุด

หากแต่เวลาที่มันบิดเบี้ยวไปไม่เหมือนเดิม ส่งผลให้คนนครปฐมอย่างฉัน มีเวลาเหลือมากมาย พอให้มานั่งคิดถึงและน้อยใจคนสุราษฎร์ฯ ที่ถูกดูดเวลาในชีวิตจนหดหายไป

เวลา 15 นาที ที่ใช้นั่งรถไฟฟ้าคลื่นแรงโน้มถ่วงจากสุราษฎร์ฯ มานครปฐม ก็ยังมี …ไม่พอ

บทความก่อนหน้านี้กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “รถไฟฟ้า มาหาแล้วเธอ”
บทความถัดไปกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “ฟีโอน่า ที่รัก”