ประกวดเรื่องสั้นทั่วไป : “ตายแล้วตายอีก”

โดย : ชิตะวา มุนินโท

รถกะบะสี่ประตูถูกพุ่งชนปะทะจากด้านหลังจนพลิกคว่ำตกคูน้ำข้างทาง ทุกคนไม่ได้มีบาดแผลฉกรรจ์ เหมือนจะแค่หัวร้างข้างแตก แต่ก็ไม่ได้หมายความถึงชีวิตจะหาไม่

เรื่องของเรื่องก็เพราะอารามขวัญหนีดีฝ่อยามตกอกตกใจสุดลิ้นหัวใจปลิ้น ทำให้วิญญาณเตลิดออกจากร่าง

แล้วผม…ผู้เป็นพ่อ ก็ดันกลับไปเข้าร่างสิงผู้เป็นลูก ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ดวงจิตเจ้าลูกชายออกไปเร่ร่อน ณ ที่แห่งใด

ส่วนศรีภรรยาหนังเหนียวของผม ผมว่าต่อให้มีมีดมาบาดลำคอเธอจนขาดสะบั้น เธอก็คงยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ วาดมโนภาพดูผมก็เห็นกระสือลอยมาแต่ไกล

หลังประสบอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิตและถูกฌาปนกิจ คือร่างของผม ซึ่งเป็นผู้นำแบกรับภาระครอบครัวที่ยังไม่สมควรตายจากโลกนี้ไปก่อนใครอย่างปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้ เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างประดามีที่หามาได้ ล้วนมาจากน้ำพักน้ำแรงของผม ยังดีที่พวกเราเก็บหอมรอมริบไว้ตลอดช่วงเวลาครองชีวิตคู่ร่วมยี่สิบปี ผมเองก็ไม่เคยคิดว่ากิจการรับซื้อของเก่าจะกลายเป็นธุรกิจทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ และเป็นล่ำเป็นสัน เป็นเทรนด์เป็นแทนอนุรักษ์โลกร้อนไปเสียได้ ตัวเลขในบัญชีธนาคารและโฉนดที่ดินหลายแปลงคงช่วยให้คนที่เหลืออยู่มีหลักประกันให้อุ่นใจไม่ต้องวิตกกังวลเรื่องหาอยู่หากินมากนัก

และแล้ว พวกที่ยังหายใจอยู่ก็ได้จัดพิธีเผาร่างอันปราศจากวิญญาณของผมให้มอดไหม้จนเหลือเพียงเศษเถ้ากระดูกใส่อัฐิตั้งไว้หน้ารูปถ่ายใส่กรอบระบุวันเกิดวันตายขนาดประมาณเอสี่ และกับอีกสิ่งที่คงยังจะหลงเหลืออยู่สำหรับผมคือความเป็นจิตวิญญาณแท้ๆ ของผมที่ฝังฝากอยู่ในร่างของลูกชายวัยกำลังหม่ำ อายุอานามแกเจ็ดขวบย่างปีที่แปดเห็นจะได้

ส่วนดวงวิญญาณลูกชายของผมเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่อาจทราบ ใครจะไปตรัสรู้ ผมเองก็ไม่รู้ว่ามาอาศัยอยู่ในร่างลูกชายได้ไงเนี่ย

ในงานวันฌาปนกิจศพกายหยาบของผม มีหลานชายสองคนลงทุนโกนหัวห่มผ้าเหลืองให้ แม้ไม่ครบพรรษา แต่ก็คงทำให้ใครต่อใครที่เคยดุด่าว่ากล่าวไอ้หลานคู่นี้จำต้องยกมือขึ้นไหว้พวกมันปลกๆ แม้กระทั่งกราบแทบตีนอย่างไม่ตะขิดตะขวงใจว่าครั้งที่มันยังครองเพศฆราวาส มันโดนกระหน่ำสาปแช่งอย่างสาดเสียเทเสียอย่างไรไว้บ้าง อย่างผมเองก็มักตราหน้าพวกมันไว้บ่อยๆ จนจำขึ้นใจ

“ไอ้คนไม่เอาไหน ไอ้จัญไรหมาเลียตูดไม่ถึง มึงยังเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พ่อแม่พึ่งพาไม่ได้ เสียชาติเกิดที่มีมาครบสามสิบสอง ถองแต่เหล้าเมาแต่ยา”…

ทว่า กาลบัดนี้ พวกมันคงคิดว่าเป็นผู้วิเศษให้วิญญาณผมโดยสารเกาะผ้าเหลืองมันไปขึ้นสวรรค์ อาศัยพวกมันพาไปทัวร์สวรรค์ได้ละกระมัง

ผมเองก็รู้สึกแปลกๆ ที่ต้องมานั่งคุกเข่าอยู่ข้างอดีตภรรยาที่ปัจจุบันกลายมาเป็นแม่ ก้มกราบตัวของตัวเองในอดีตที่ปราศจากวิญญาณ ผมกราบไปน้ำตาก็ไหลรี่ เพราะใจกระหวัดคิดถึงลูกชาย ป่านนี้มันจะกำลังไปเกิดใหม่หรือวนเวียนอยู่แถวๆ นี้ รอรับรู้เรื่องราวที่ทางโลกธาตุเขาจัดการพิธีกรรมต่างๆ ให้ เพื่อการเดินทางไปในโลกธรรมแห่งวิญญาณของผมจะได้สะดวกราบรื่น ไม่ติดๆ ขัดๆ

คิดพลางผมก็สูดกลิ่นธูปควันเทียนแล้วหลับตาอวยพรให้ลูกชายไปสู่สุคติเป็นครั้งที่ล้านแล้วกระมัง

แม่ของผมในตอนนี้ หรือก็คือเมียนั่นแหละ หลังงานอัปมงคลคุณเธอเหมือนจะธรรมะธัมโมมากขึ้นอีกหลายบาตรอยู่ การเข้าวัดเข้าวาเนื่องจากเหตุจำเป็นในงานพิธีกรรมแห่งความโศกเศร้า เลยหันเหรสนิยมเมียของผมหรือแม่ของลูกมาเข้าวัดเข้าวาอย่างสม่ำเสมอ

น่าจะลองถามไถ่ดูเผื่อแม่แกนึกอยากบวช “แม่อยากเป็นแม่ชีของหนูหรือแม่”

แม่วัยกว่าสี่สิบนิดๆ ที่แลดูอ่อนกว่าวัยมากนักว่า “ก็อยากบวชอุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อแกเหมือนกัน แต่แม่มันเป็นผู้หญิงนะสิ ทำได้ก็แค่หุงหากับข้าวกับปลาใส่บาตรทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปตามเรื่อง ลูกอยากบวชให้พ่อแกไหมล่ะ”

แม่ตอบคำถามในฐานะแม่กับเมียของผมในคราวเดียวกัน แต่ผมจำได้ว่าเจ้าสำนักชราภาพไม่ยอมให้ผมบวชสามเณร แกว่าผมเป็นเด็กผีทะเล มีเจ้ากรรมนายเวรหลายนาย ไว้ให้รอรู้ประสาอีกนิดกับฤกษ์ยามเหมาะควรเมื่อไหร่ค่อยว่ากันใหม่ ดูเหมือนผมไม่คู่ควรกับการครองผ้าเหลืองอันสูงส่ง ต้องรอเพาะบ่มให้ได้ที่เสียก่อนค่อยว่ากันอีกที หรือท่านสมณะหลอกด่าผมก็ไม่รู้

หากท่านกลับเร่งเร้าให้แม่เห็นความจำเป็นของสาขาสำนักปฏิบัติธรรม ที่ขยายออกไปสู่ป่าดงพงไพรอันเป็นสถานที่สัปปายะโดยเร็วด่วน ท่านว่าเวลาวารีไม่เคยคอยใคร จะทำบุญจงเร่งสะสมบารมีเพื่อให้พ้นทุกข์ พ้นวัฏสงสาร ด้วยศรัทธามั่น อันนิพพานคือประสงค์สูงสุดของเหล่าพุทธสาวก เป็นปลายทางอันอำไพผ่องแผ้ว

วันที่แม่ไปนั่งสมาธิ แม่หลับตาสัปหงกงึกงัก แม่จะหลบมุดมุ้งทรงกลดนอนก็ไม่ได้ ต้องสั่งสัปหงกเพื่อฝึกสมาธิจิต จนกระทั่งแม่สมองเบลอๆ นั่นกระมัง แม่ถึงได้เห็นแก่นแท้ใจกลางแห่งนรกว่ามันช่างโหดร้ายทารุณ ไม่รู้แม่ฝันไปเพราะทนอดตาหลับขับตานอนไม่ไหว หรือว่ามีเจ้าที่เจ้าทางมากำหนดจิตให้แม่เห็นยมบาล แม่จะรู้หรือเปล่าว่าคนอดนอนก็ตายได้เหมือนกัน ถ้านอนหลับพักผ่อนไม่พอจนร่างกายรับสภาพไม่ไหว แม่จะรู้ไหมว่าคนที่มาพร่ำบอกให้แม่อดทนกระทำวัตรปฏิบัติท่านจะหลับปุ๋ยนอนกลางวันแทบทุกวัน หรือเพราะเรียกว่าจำวัด เลยไม่นับว่าเป็นการงีบนอน ตอนที่พวกท่านกำลังตาสว่างก็ได้เวลาสั่งสอนอบรมธรรมให้ฆราวาสที่ตากำลังจะปิดเสียให้ได้ จงเคร่งครัดในธรรมให้เหมือนพระอาจารย์กันหน่อยสิโยม

สถานปฏิบัติธรรมเป็นคำที่สวยงามและมีแสงธรรมวอมแวมวิบวับอยู่ แต่แม่จะรู้หรือเปล่าว่าที่ใดๆ ก็ปฏิบัติธรรมได้ แม่คงไม่รู้ว่าแหล่งอดข่มจิตใจให้ใฝ่ดี อาจเป็นสถานเริงรมย์ที่ผมเคยไปแวะๆ เวียนๆ นานๆ ครั้งก็เป็นได้

จริงๆ นะ ผมปลงเรื่องยุบหนอพองหนอได้ก็หลังจากเดินตัวเบากลับบ้านอย่างมิได้พกพิรุธใดๆ ติดกายไปให้ถูกจับได้ว่าแอบไปจ้ำจี้กับอีหนูมา ถ้าครั้งไหนรู้ว่าผมแอบไปขึ้นสวรรค์กับสาวคนอื่นมา แม่เจ้าก็จะเสกขุมนรกบังเกิดขึ้นมาอุบัติได้ในบัดดล ผู้วิเศษมีบุญฤทธิ์จากสำนักไหนทำอย่างนี้ได้บ้างล่ะ

เพื่อนนักธรรมบางคนของแม่ หลายคนเลยละที่คิดว่าตัวเองบรรลุอะไรแล้วสักอย่าง แล้วแต่พี่ป้าน้าอาเหล่านั้นจะมโนมะเนกันไปบ้างก็ว่าตนเป็นเทพธิดาอะไรสักองค์ บ้างเคยเป็นอัครสาวก บ้างเคยเป็นสิ่งที่มีชีวิตเล็กๆ บนสรวงสวรรค์ มนุษย์ป้า-ลุงบางคนคิดว่าตนจะ (ต้อง) นิพพานในชาตินี้ ซึ่งนิพพานคือจุดสูงสุดในการปฏิบัติธรรมนะเหรอ ผมก็ไม่อาจทราบได้

สมมติว่าการนิพพานคือการมีเงินแปดหมื่นสี่พันล้าน คนที่นิพพานต้องไม่บอกใครใช่ไหม ว่าตนเองมีเงินแปดหมื่นสี่พันล้าน เกรงว่าญาติโกโหติกาจะพากันมานับญาติขอมีส่วนร่วมนับทรัพย์สมบัติแปดหมื่นสี่พันล้านไปใช้ด้วยบ้างจะได้ไหม หรือว่าถ้ามีเงินน้อยกว่าแปดหมื่นสี่พันล้านอยู่หนึ่งสลึงก็ไม่นับว่านิพพานัง

หรือถ้าเขามีเงินแปดหมื่นสี่พันล้านแล้วไปบริจาคแก่สังคมสงเคราะห์สักที่ นั่นคืนนิพพานจริงแท้ เนื่องด้วยไม่ประสงค์ออกนาม หรืออย่างไร

ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนคนพุทธทั่วๆ ไปเช่นกันว่าตกลงแล้ว นิพพานคืออะไร แค่คิดคำถาม ผู้เคร่งครัดปฏิบัติธรรมคงชี้หน้าว่าผมเป็นคนบาปหยาบหนาเสียนี่กระไร ไร้ซึ่งศรัทธาแล้วจะสำมะหาอันใดให้ชีวิตมิเสียชาติเกิดได้เล่า การตั้งคำถามคือการลบหลู่ดูหมิ่น

ผมติดสอยห้อยตามผู้หญิงคนนี้ในฐานะแม่ ทำให้ผมรู้จักคุณเธอผู้นี้มากกว่าตอนเป็นเมียของผมเสียอีก ผมในฐานะสามีนั้นยังทำให้ผมแข็งขืนคำสั่งนางได้บ้าง โกหกพกลมเอาตัวรอดเพื่อไม่ให้ถูกจับได้ว่าเป็นสามีมีกิ๊กๆ กั๊กๆ ยักยอกเงินเล็กๆ น้อยๆ ไปหาความสำราญแบบมาตรฐานชายไทยทั่วไปและไปทั่ว เท่าที่มีรูหลุมให้ลงให้หลบ

แต่พออยู่ในฐานะลูกน้อยกลอยใจ ผมแทบไม่ต้องใช้ความคิดพิจารณาใดๆ ได้เองเลย นอกจากการทำตามคำสั่งเป็นพอ ก็ผู้หญิงนางนี้เป็นมารดาบังเกิดเกล้าของข้าพเจ้านี่นา

หลายครั้งที่แม่บังคับให้ผมต้องทำในสิ่งที่ขมขื่นจิตใจมากๆ อย่างเช่น เธอใช้ให้ผมเปลี่ยนช่องจากรายการสัมภาษณ์นักวิชาการที่กำลังแสดงทัศนะเกี่ยวกับเหตุบ้านการเมือง หรือพิธีกรกำลังสัมภาษณ์บุคคลที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ เพื่อเปลี่ยนช่องไปดูละครน้ำเน่า ผมจำใจทำตามเพื่อไม่ให้เกิดสงครามระหว่างวันขึ้น ขณะนั้นนางเอกกำลังตกที่นั่งลำบากถูกตัวร้ายพร้อมสมุนโขกสับรุมกินโต๊ะ แม่ลุกจากเก้าอี้พร้อมมีดที่กำลังปอกมะม่วงเดินเฉียดจอทีวีไปมาสักพัก ก็กลับมานั่งสงบสติอารมณ์โดยทีวียังอยู่ในสภาพเดิม

ส่วนผมบางเวลาก็นึกอยากจะดูละครเอวีผู้ใหญ่ที่เร้าอารมณ์เหมือนกัน แต่เป็นอารมณ์คนละแบบ เป็นแบบที่รู้ๆ กันว่าถึงพริกถึงขิงถึงข่าอ้าซ่าถึงเนื้อถึงหนังบ้างก็ถึงเลือดตกยางเหนียวๆ ออกกันเลยทีเดียว ปรากฏแม่ดันมีพรายกระซิบย่องเข้ามาเอาไปทิ้งขยะ แผ่นเอวีหลายสิบแผ่นทั้งไทยเทศและแอบถ่ายโดนฌาปนกิจตามผมไป พร้อมเสียงสวดด่าผมตอนเป็นผัวว่าไอ้เฒ่าลามก มาเอาไปดูในนรกด้วยนะแก เก็บไว้ที่นี่เดี๋ยวลูกจะใจแตกก่อนวัยอันควร

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าใจแตกหรืออะไรแตกก่อนวัยอันควรนั้นมันอันควรที่ตัวเลขจำนวนเท่าใด ทำไมเมียผมไม่คิดว่านั่นเป็นตำรับตำราวิชาการด้านเพศศึกษาบ้าง

นอกจากผมต้องจำใจทำตามแม่จ๋าทุกสิ่งอย่างแล้ว การที่ผมจะมีสิทธิ์เปิดปากแสดงความเห็นประเด็นใด ล้วนกลายเป็นอากาศธาตุอันว่างเปล่าที่ปราศจากความหมาย ที่แม่นอกจากไม่ให้ความสำคัญแล้วยังดูแคลนผมอีก แม่อาบน้ำร้อนมาก่อนแก อย่ามาสอนกันให้เสียข้าวสุก…

ฟังทะแม่งๆ ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายของถ้อยคำสำนวนพูดนั้นทั้งหมด เพราะแกใช้สำนวนผิด แต่ก็พอจะรู้ว่าแม่หมายถึงอะไร

แม่เคยพาผมไปปฏิบัติธรรม ผมในฐานะผู้ติดตามก็พอจะได้รับการอบรมไปพร้อมๆ กันด้วย โดยปรกติผมก็พอเข้าใจในหลักธรรมะธัมโมสังโฆอยู่บ้าง อย่างเรื่องการให้อยู่ในปัจจุบันขณะนี่แหละ นั่นไง!…ใช่เลย คนเราก็ต้องอยู่กับปัจจุบันขณะ สติสตังค์จะได้อยู่กับเนื้อกับตัว พอสติอยู่กับตัว สมาธิก็บังเกิด ปัญญาก็จะตามมาทันเอง มีสติ เกิดสมาธิ ผลิงามตามปัญญา

หากที่ผมไม่เข้าใจก็คือ สมาธิทำไมต้องนั่งขัดสมาธิแล้วหลับตา หรือทำไมต้องทำไม้ทำมือตามแค่ที่ท่านอาจารย์ผู้สอนกำหนด สมาธิคือการจดจ่อกับการขับรถ สมาธิคือการอยู่กับสายตาที่จับจ้อง สมาธิมาจากการวิ่งมาราธอน สมาธิกำหนดขึ้นจากการกำลังดื่มกิน…ไม่ได้หรือ หรือผมเป็นพวกบาปหนาจริงๆ ไม่ยอมรับคำสั่งสอนจากครูบาพระอาจารย์ แล้วยังมาตั้งแง่สร้างเงื่อนไขให้เลอะเทอะ

ผมเพียงอยากให้แม่ล้างจานอย่างมีสมาธิด้วย จานชามจะได้ไม่ตกแตก หรือลืมไปว่านี่ล้างน้ำแฟ้บนี่ล้างน้ำเปล่าแล้วหรือยัง ผมชอบให้แม่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่กำลังทำมากกว่าหมกมุ่นอยู่กับสมาธิที่วัด เพราะไม่อย่างนั้นแม่ก็น่าจะบวชไปเสียเลยจะดีกว่า ถ้าอยากอยู่วัดมากกว่าอยู่บ้าน

พอฝึกสมาธิให้จิตอยู่กับปัจจุบันขณะ แม่ก็ต้องฝึกเตรียมตัวตายอีก ก็ไม่เข้าใจว่าแม่จะอยู่กับปัจจุบันขณะที่มีชีวิต หรือจะไปอยู่กับอนาคตที่ไม่รู้เมื่อไหร่จะมาถึง…

เมื่อความตายมาเยือน ผมไม่รู้ว่าธรรมะต้องมีสองมาตรฐานด้วยหรือเปล่า ให้เราอยู่กับปัจจุบันแล้วก็ให้เราเตรียมตัวตายขณะที่ความตายยังอยู่ในอนาคตและกำลังเดินทางมาหาซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่…

ณ ปัจจุบันขณะ ขณะที่แม่เตรียมตัวตาย แม่ก็ไปสะเดาะเคราะห์ในโลงศพ นัยว่าเป็นการยืดความตายออกไปได้ เป็นอันว่า แม่ได้อยู่ในปัจจุบันขณะที่ทั้งเตรียมตัวตายและหนีความตายไปพร้อมๆ กัน แล้วผู้ประหนึ่งออกใบสัมปทานให้ชีวิตขยายเวลาออกไปก็คือท่านเจ้าสำนักแห่งนี้นี่เอง

ผมเห็นแม่ทำบุญตักบาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล ผมเห็นแม่เรียกการทำบุญต่างๆ นานาว่าอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร แต่สิ่งที่ผมเห็นชัดๆ ก็คือ มีแต่พระสงฆ์องค์เจ้าเท่านั้นที่ได้รับส่วนที่เรียกว่า “ส่วนบุญ” จากแม่ ผมไม่เห็นผีปู่ ผีย่า ผีตา ผียาย ผีเด็ก หรือผีนิรนามมารับส่วนบุญที่แม่ได้อุทิศสร้างทำเลย นอกจากเหล่าท่านสมมติสงฆ์เท่านั้น ขนาดผมเป็นเด็กที่กำลังโต ต้องการสารอาหารมาบำรุงเลี้ยงทั้งร่างกายและสมอง แม่ยังไม่ยอมให้ผมตักอาหารใส่ปากก่อน จนกว่าท่านจะฉันอิ่มแล้ว

ผมเคยทนหิวไม่ไหว หยิบขนมทองหยอดจากฝาบาตรใส่ปาก แม่ตีมือผมจนฝอยทองกระเด็นไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นศาลาตรงกองรองเท้าญาติโยมที่มาร่วมทำบุญวันพระใหญ่ถอดไว้ ไม่รู้เหมือนกันว่าผลของการกระทำนั้นแม่หรือผมที่เป็นคนบาป

ผมนึกถึงฟุตบอลกีฬาโปรดของผม เวลามีเกมกีฬาทำการแข่งขันในระดับสากลๆ สักหน่อย จะมีพิธีการที่ให้เกียรติเด็กๆ เดินนำแถวขบวนพานักกีฬาตัวจริงจูงมือลงสนามไปด้วยกัน พานให้นึกฝันว่า สักวันเด็กๆ คงได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมสำคัญในงานบุญบ้าง ไม่ต้องโกนหัวห่มจีวรเป็นเณรแล้วถึงเห็นความสำคัญ ไม่ต้องรอให้เป็นผีเด็ก เป็นกุมารทองแล้วถึงเคารพยำเกรงเด็กๆ อย่างเรา แค่เอามือของพวกผู้ใหญ่มาจับจูงมือน้อยๆ ของพวกเราไปด้วยกันก็พอ ไม่ต้องเอามือมาพนมก้มกราบเรา

นั่นเนื่องเพราะเราเป็นนัยยะของความเชื่อบางอย่างที่มีฤทธิ์มีเดช

เทศกาลปฏิบัติธรรม แม่พาผมร่วมบำเพ็ญเพียรครั้งนี้ด้วย ตื่นนอนตอนตีสี่ตีห้า แม่ก็ลากผมลุกจากเสื่อ มุดออกจากมุ้งร่มทรงกลด คลานออกมาสวดมนต์ทำวัตรเช้า ชื่อเรียกเต็มๆ นั้นน่าจะเรียกว่าทำวัตรเช้ามืด ไหนจะง่วงงุน ไหนจะหนาวไหนจะเหน็บกิน แม่สวมบทยักษ์ดุตะคอกให้ผมรู้จักอดทนทำความดีเสียบ้าง

ผมทนอยู่ในสภาพนั้นได้ไม่ครบหลักสูตรปฏิบัติธรรมระยะสั้น ผมก็ป่วยหนัก ตอนที่ผมลมจับล้มหมอนนอนเสื่อ ผมจำได้ดิบดีว่าผมมองเห็นพระพุทธรูปซึ่งก็มองมายังผมด้วยสายตาอ่อนโยนและเหมือนจะอมยิ้ม แล้วผมก็เห็นพระพุทธรูปร้องไห้

กว่าผมจะรู้ว่าน้ำตานองหน้าองค์พระท่านคือน้ำตาของผมเอง ก็ตอนที่มันหยดผ่านแก้มทั้งสองข้าง

หลงปู่เจ้าสำนักที่ชาวบ้านเรียกขานว่าท่านเจ้าอาวาสพินิจด้วยดวงจิตแล้วประเมินทางการแพทย์ขนานของท่านเองว่า ผมถูกคุณไสย ให้แม่พาไปอยู่ที่กุฏิว่างข้างๆ กุฏิที่หลวงพ่อจำวัด มันอยู่ในป่าที่หัวเกือบโล้น แต่ก็ยังพอมีบรรยากาศของป่าหลงเหลืออยู่ มีลำธารใสไหลหลั่นผ่านมาให้ซักล้างอาบกิน แม่ต้องแยกตัวจากคณะญาติโยมมาคอยดูแลผม และต้องปรนนิบัติพัดวีท่านเจ้าสำนักด้วย แต่จะใช้คำปรนนิบัติพัดวีก็ไม่ถูก ต้องใช้คำว่าอุปัฏฐาก แม่ทำความสะอาดเช็ดถูก ดูแลอาหารการกินและการอยู่ให้ชายสองวัย ซึ่งดูแม่จะยินดีที่ได้รับหน้าที่นี้

สำหรับการดูแลเด็กอย่างผมต้องถือเป็นภาระ ส่วนการดูแลท่านเจ้าสำนักผู้ชราภาพน่าจะถือเป็นโอกาสทำแต้มไปสวรรค์นิพพาน

ผมป่วยอยู่ไม่กี่วัน กินยาเม็ดดำๆ ไปไม่กี่มื้อ อาการก็ทุเลา แม่ซึ่งเคยเรียกท่านเจ้าสำนักปฏิบัติธรรมว่าหลงปู่ ไปๆ มาๆ แม่ก็เรียกท่านว่าหลงพี่แทน ไม่รู้ว่านอกจากผมแล้วจะมีใครทันสังเกตบ้าง ส่วนผมติดปากตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัวใช้สรรพนามว่า “หลงพ่อ”

หลงพ่อของผม หรือหลงพี่ของแม่ ท่านชอบใช้ให้ผมไปเอาไอ้โน่นไอ้นี่ที่ศาลาปฏิบัติธรรม ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาปากทางเข้าสำนักสวนป่าแห่งนี้ ผมต้องเดินขึ้นลงเนินเขานี้เป็นระยะทางไปกลับถ้านับกันจริงๆ คงเกือบๆ จะถึงสองกิโล

หลายต่อหลายครั้งที่ผมต้องไปเอาของจากศาลามาให้ก็ไม่เห็นท่านเจ้าสำนักจะใช้ทำอะไร อย่างไปเอาหนังสือสวดมนต์ ไปเอาธูปเทียน ไปเอาน้ำมนต์ ไปเอากลักไม้ขีด ไปเอาบาตร ไปเอาปิ่นโต

“ไอ้หนูผีเป็นไง อาการดีขึ้นบ้างไหม เอ้งมีเจ้ากรรมนายเวรตามมารังควาน เป็นบุญของเอ็งที่ได้หมอดี…”

หมอเหรอ ผมคงมีสีหน้ามึนงงสงสัย คุณป้าเลยพูดต่อ “ก็หลงปู่ไง หมอผ่าตัดเวรศัลยกรรมบาป เสริมบั้งบุญชั้นยอดเลยละเอ็ง”

คุณป้าว่าจบผมก็ใจหายแวบขึ้นมาโดยมีภาพในอดีตที่ผมเคยเก็บถุงดำจากการประกอบอาชีพเก็บขยะในยุคเริ่มต้นของการสร้างเนื้อตั้งตัว เด็กทารกนอนแน่นิ่งอยู่ในนั้น เป็นเด็กแฝดตัวใหญ่กว่าฝ่ามือเท่านั้น ผมตัวสั่นและขวัญกระเจิง อาการขนลุกขนพองเมื่อตอนนั้นกับบัดนี้รุนแรงพอกัน ผมรู้สึกว่าขนหัวสั้นๆ บนหนังศีรษะของผมชี้โด่เด่จนกลัวคนอื่นๆ จะสังเกตเห็น เหงื่อกาฬผุดพลั่ก ผมในภาวะตะลึงงันกับสองร่างเบื้องหน้าก็สะดุ้งอีกครั้งเมื่อมีผู้เฒ่าท่าทางทรงอำนาจเนื่องจากสวมเครื่องแบบสีกากี

ผมเกรงความผิดจะถูกยัดเยียดจึงละล่ำละลักบอกไปว่า “เด็กแฝดถูกทิ้งครับท่าน”

ชายในเครื่องแบบยิ้มเย็นยะเยือกตอบกลับว่า “จะเอาเท่าไหร่”

ผมรวบรวมสติ เรียบเรียงเรื่องราวอันสับสนปนเป แล้วรวบรัดคำไปว่า “แล้วแต่เจ้านายครับ”

ภายในไม่กี่หอบหายใจ การเจรจาซื้อขายก็จบลง ผมกำเงินแน่นโดยไม่กล้านับว่ามีกี่ร้อยกี่พันในมือ ได้แต่มองชายในเครื่องแบบถือถุงสีดำที่เมื่อกี้ทำเอาผมหัวใจแทบวายเดินขึ้นรถหรูฝั่งคนขับ ผมสังเกตว่าในถุงดำนั้นเหมือนมีสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ดิ้นดุกดิก และไม่แน่ใจว่าเสียงเด็กร้องไห้ซิกๆ นั้นแว่วมาจากที่แห่งใด

ทันทีที่รถเคลื่อนตัวผ่าน ผู้ที่นั่งอยู่เบาะหลัง ถ้าจำไม่ผิด นี่เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติในสวนป่าแห่งนี้นี่น่า ขณะนั้นยังดูหนุ่มแน่นเป็นนักหนา

ผมว่าผมหายดีตั้งแต่สองวันแรกที่ย้ายไปอยู่ข้างกุฏิหลงพ่อแล้วละ แต่แม่น่ะสิ ไม่มีท่าทีจะกลับบ้าน ทั้งที่คณะร่วมปฏิบัติธรรมที่มาคณะเดียวกันเก็บข้าวของกลับบ้านกันไปหมดแล้ว

ผมยังคงต้องเป็นธุระให้หลงพ่อไปเอาของโน่นนี่นั่นให้ท่านอยู่นั่นเอง วันหนึ่งผมเกิดพุทธิปัญญาขึ้นมาบ้าง ผมเตรียมของที่หลงพ่อต้องการใส่ถุงพลาสติกซุกแอบๆ ไว้ใต้ถุนกุฏิของท่านนั่นแหละ พอท่านต้องการอะไรเหรอ… ผมก็ไม่ต้องถ่อกลับไปกลับมาให้เหนื่อย ข้าวของที่นี่ก็ออกจะเหลือใช้ ไม่ได้ขาดแคลนอะไรนี่นา

เรียกได้ว่ามีใช้เกินจำเป็นเสียด้วยซ้ำ แต่ทำไมหลงพ่อของผมก็มักจะไม่มีใช้อยู่เรื่อยเลย

“บุญกรรม! ไปหยิบยาสีฟันในตู้บนศาลาสวดมนต์ให้หลงพ่อทีสิ”

นั่นไง หลงพ่อเป็นคนเดียวในโลกที่เรียกผมว่า “บุญกรรม” ผมอดคิดไม่ได้ว่าถ้าผมเป็นลูกบังเกิดเกล้าท่านจริงๆ ละก็ ท่านคงเรียก “บุญนำ” หรือ “บุญธรรม” อะไรประมาณนี้มากกว่า แต่ตอนนี้ท่านจะมาแปรงฟันอะไรกันอีก นี่มันตอนกลางวันแสกๆ แดดร้อนจะตายชัก

“ได้ครับผม” ผมมิได้มุสา แต่กะว่าประเดี๋ยวแดดร่มๆ กว่านี้สักหน่อยก็จะไปเอาของที่ท่านต้องการมาวางไว้ที่หัวกระไดให้เช่นทุกครั้ง

“บุญกรรม ไปเอาได้แล้ว”

ผมได้ยินคำสั่งกำชับมาอีก แต่ไม่ยอมตอบ เพื่อแสร้งให้ท่านรู้ว่าผมได้รีบแจ้นไปเอายาสีฟันมาให้ท่านในทันใด อันการไปเอายาสีฟันให้ท่านได้บุญกว่าการเอามาแปรงฟันของตัวเอง ลูกศิษย์ท่านรู้ดี

“บุญกรรม” เสียงหลงพ่อเรียกซ้ำ

“มันไปแล้วล่ะหลงพี่” เสียงแม่แว่วมา

สักพักผมก็ได้ยินเสียงประหนึ่งสัตว์นรกกำลังเขมือบอะไรสักอย่างอย่างเอร็ดอร่อย เสียงซี้ดซ้าดนั้นอาจเป็นความเผ็ดจากน้ำพริกนรกหรือไง ผมตัวชาและรู้สึกว่าเลือดสูบฉีดมากกว่าครั้งใดๆ อดใจไม่ไหวต้องย่องขึ้นบันไดห้าหกขั้นและบรรจงคลานเข่าต่อ แล้วค่อยๆ แนบหน้าเข้าหารอยแยกระหว่างแผ่นไม้ แม้จะเห็นภาพไม่ชัด แต่ก็แปลความหมายได้ว่า หลงพ่อของผม หลงพี่ของแม่กำลังทำอะไร ผมพยายามคิดเข้าข้างความดีงามที่งมงายว่า ท่านกำลังกระทำพิธีทางไสยศาสตร์ ทั้งสองไม่ได้แสดงหนังเอวีกันแต่อย่างไร

กระนั้น…ผมก็ต้องใช้ความรู้ทางธรรมอันน้อยนิด สำรวมกายวาจาใจ และกำหนดจิต ตั้งสติ สูดลมหายใจเข้าให้ลึก “พุท” หายใจออกให้สุด “โธ” เหมือนที่สำนักปฏิบัติธรรมสอนให้ปฏิบัติตาม อย่างเงียบเชียบและแผ่วเบา แล้วเพ่งสายตาผ่านรอยแยกของไม้ไปยังสิ่งมีชีวิตทั้งสองที่กำลังง่วนงุนกระทำการซ้ำๆ ซากๆ จ้ำจี้จ้ำไช-ชอน

ภาพที่ปรากฏกลับเป็นภาพเขียนที่อยู่ในกรอบรูป ซึ่งแขวนไว้ตรงเสาไม้กลมกลึงในศาลาปฏิบัติธรรม หญิงชายเปลือยเปล่าล่อนจ้อน ป่ายปีนต้นไม้ที่มีหนามแหลมคม ด้านล่างมีมนุษย์หน้าตาดุร้ายแทงหอกปลายแหลมขึ้นทิ่มแทงชายหญิงบนต้นงิ้วด้วยความเหี้ยมโหด

“พุทโธ” ในจิตผมเปลี่ยนเป็น “พุ ธ โ ธ่ ! แ ล้ ว”

ผมผงะออก เหงื่อกาฬแตกพลั่กๆ รู้สึกวูบๆ วาบๆ เหมือนกำลังจะเป็นลมเป็นแล้งอยู่ชั่วอึดใจ…ใจที่เต้นดังกึกก้องเป็นกลองเพล ร่างผมล้มลงกระแทกพื้น

นอนหลับตาปิ๊ดปี๋เมื่อได้ยินเสียงของชายและหญิงประสานแว่วมา “บุญกรรม”

นั่นไม่ใช่แม่ แม่ไม่เคยเรียกผมชื่อนี้ ผมนอนเหยียดเกร็ง แข็งทื่อ แต่ภายในจิตใจของผมกำลังหลอมละลายเหมือนน้ำตาเทียน หัวจิตหัวใจของผมร้อนผ่าวและกำลังหยาดหยด บัดดลความร้อนผ่าวก็กลับกลายเป็นหนาวเหน็บ ความเย็นเยือกถาโถมกระหน่ำ ประหนึ่งน้ำตาเทียนกลับเกาะยึดเป็นหินย้อยที่หยุดนิ่งและปรับเปลี่ยนเป็นหยาดแข็ง เหงื่อออกซิกๆ แต่แล้วก็หนาวสั่นระริกๆ ผมอยากให้เป็นความฝัน ผมฝันไป ผมฝันไป ผมกำลังหลับฝัน

เจ้าสำนักเปิดประตูเข้ามาในกุฏิที่เราแม่ลูกพำนักเป็นครั้งแรก ท่านพูดกับแม่ “บุญกรรมคงป่วยอีกแล้ว เดี๋ยวหลงพี่จะจัดยาให้มันเอง”

แม่เข้ามาประคองหัวเกรียนเส้นผมที่หมาดเหงื่อแล้วดันหมอนสี่เหลี่ยมเข้ามารอง ผมจำได้ว่าครางครืนครางอะไรออกไปก็ไม่รู้ หวาดกลัว ตื่นตระหนกเหมือนไปท่องแดนนรกมา และได้ประจักษ์ชัดกับทัศนียภาพแล้วซึมซาบมวลบรรยากาศในนรกนั้นติดลูกตาตรึงใจ ผมกำลังเกิดอาการเพชรหึงเมียขึ้นหัวล่ะหรือ หรือรู้สึกเวทนาชะตากรรมของแม่ หรือว่าสมเพชตัวเอง ผมจับใจความของเสียงตนเองได้ว่า

“ม่าย…แม่ ไม่ ม่าย หม้าย แม่มมม”

ตกเย็นหลังจากท่านฉันน้ำปานะที่ผมกับแม่ช่วยเป็นธุระจัดหามาถวายให้ ท่านก็เอายาผงสีดำบอกให้แม่ชงให้ผมดื่มหลังจากมื้อเย็นตกรองท้องไว้ก่อนแล้ว อาหารมื้อนั้นผมแทบจะกระเดือกไม่ลง ผมพยายามยัดข้าวต้มตำลึงหนึ่งคำอย่างฝืดฝืน ทั้งที่ความรู้สึกนึกคิดหมกมุ่นอยู่กับภาพที่เห็น มันสร้างความมึนงงสงสัยว่านั่นใช่ความเป็นจริงละหรือ

นี่หรือเปล่าที่เขาเรียกว่าอาการช็อก ที่เกิดจากไฟบรรลัยกัลป์คลอกเผาผลาญผมให้สลบเหมือด

แม่มองผมด้วยนัยน์ตาไร้แวว ผมกระดกดื่มยาดำผงชงน้ำรวดเดียวจนหมดแก้ว ทั้งๆ ที่อยากจะอาเจียน แต่ก็ทนพะอืดพะอมกล้ำกลืนมันลงไป เรื่องจะได้จบๆ ผมนึกถึงพระพุทธรูปองค์อมยิ้มเมตตาพุทธิปัญญาเริ่มเกิดก่อ เหตุใดหนอเราถึงอยากเอาเยี่ยงอย่างพระองค์ ไม่ต้องรู้สึกรู้สา ไม่ต้องมีชีวิตเลือดเนื้อ เป็นพระอิฐพระปูน ถ้าผมเป็นก้อนอิฐก้อนหินในตอนนี้ อาจกำลังยะยิ้มแย้มเย็นเยือกอยู่ก็เป็นได้ ไม่ทุรนทุรายกระวายใจร้อนเร่าปานนี้

ไม่ทันไรผมก็รู้สึกง่วงงุนอย่างหนักหน่วง ขอให้แม่หยิบหมอนสี่เหลี่ยมมาให้ ผมเอาหมอนสี่เหลี่ยมรองหัว แล้วเปลือกตาก็ปิดสนิท

ไม่นานผมคงเป็นท่อนก้อนอะไรก็ได้ที่ไร้ชีวิตจิตใจ ไร้ความรู้สึกรู้สา…

ผมกระตุกตื่นจนลอยหลุดจากร่างหยาบ สัมผัสถึงกายละเอียดของลูกชายที่ส่งคำทักทายให้ แล้วไอ้เจ้าลูกชายที่จากกันไปนานปีก็เดินทางสวนกลับเข้าไปสิงสู่ร่างกายที่เป็นของเขาเองนั้น

“ผมตายอีกครั้งหนึ่ง ความหมายคือ ผมตายเป็นครั้งที่สองของชีวิต ใครจะเกิดมาและตายแล้วตายอีกได้เหมือนผมบ้าง”

ร่างลูกชายกระตุกอีกครั้งสองครั้งหลังจากจ้องมองผม แล้วตากลับเหลือกโพล่งพลิกเหลือบขึ้นมองไปทางโต๊ะหมู่บูชาเหนือหัว

ลูกชายชักชวนผมผ่านความรู้สึก “พ่อไปกันเถอะ”

ผมแค่นึกว่าจะไปไหนกันหรือ เจ้าลูกชายที่เพิ่งมีชีวิตและจบชีวิตไปชั่วครู่ขณะเดียวกันตอบมาในความเงียบงำ

“ไปที่ชอบที่ชอบ”

ผมจะได้รำไรว่าพานพบกับหลุมสีดำ มันคือหลุมดำในกาลอวกาศหรือกระไร ก็มิอาจรู้ได้ รู้เพียงว่ามันดูดเอาร่างละเอียดที่ลอยออกจากกายหยาบของลูกชายกับผมเข้าไป ร่างละเอียดลอยล่องเรื่อยๆ อย่างมิกำหนดจุดหมาย ผมอยู่ในสถานะต้องจำยอมโดยดุษณี

ผมและลูกยังล่องลอยไปอย่างไร้ร้างจุดหมายปลายฝั่งและไม่อาจทัดทานกระแสดึงดูดที่โน้มพาไป ร่างละเอียดผ่านฝาไม้ทะลุหน้าต่างที่ปิดตายมานาน มุ่งหน้าไปหาแม่ที่กำลังนอนแผ่อยู่ด้านล่างซึ่งชายชราศีรษะโล้นผู้กำลังคร่อมขี่นั้นได้เปลื้องผ้าคลุมห่มของตนให้ร่นลงมากองไว้แทบเท้า ผมกับลูกถูกดูดเข้าไปในท่อยาวที่สุดปลายทางชี้เสียบเข้าหาหลุมดำ แล้วที่สุดก็มุดหายสู่หลืบมดลูกที่มืดมิดและเปียกชื้น

ผมจะขัดขืนสภาพการณ์นี้ได้อย่างไร ความทุกข์ทำให้ผมหลีกเลี่ยงปัญญาที่จะต่อต้าน เพื่อจะได้บรรเทาเบาบางความทุกข์ และยอมรับโดยดุษฎีในที่สุด หรือนี่คือทางสายกลางที่ดีที่สุดแล้วสำหรับผม

วันข้างหน้า ถ้าผมไม่โชคร้ายชะตาถึงฆาตก่อนวัยอันควรที่จะได้ออกมาลืมตาดูโลกพร้อมลูก ไม่ถูกรีดให้รีบออกมาเสกสร้างเป็นวัตถุมีฤทธิ์เรืองเดชาอานุภาพเสียก่อน

หากผมแคล้วคลาดจากการเป็นลูกกรอกแฝดสยามในนามกุมารทอง ก็คงมีโอกาสเรียกเมียว่า “แม่” และเรียกท่านว่า “หลงพ่อ” ได้สนิทใจเสียที

บทความก่อนหน้านี้กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “เป็นต่อ”
บทความถัดไปกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “สัญญาต้องเป็นสัญญา”