เรื่องสั้น : สุนทรพจน์ของลูกสาว / วัชรินทร์ จันทร์ชนะ

เรื่องสั้น

วัชรินทร์ จันทร์ชนะ

 

สุนทรพจน์ของลูกสาว

 

วันศุกร์เลิกเรียนผมรีบออกจากโรงเรียนทันที ขับรถข้ามจังหวัดกลับบ้านเพื่อให้ทันเวลารับประทานอาหารเย็นพร้อมกัน พ่อ แม่ ลูก ผมมีเวลาแค่เดือนละครั้งสองครั้งที่ได้อยู่กับลูกในวันหยุด กระทรวงศึกษาธิการชอบจัดอบรมสัมมนาวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อไม่ให้กระทบเวลาเรียนเด็ก ลูกครูและผู้บริหารโรงเรียนจึงมีความสุ่มเสี่ยงในเรื่องพฤติกรรม เพราะเป็นลูกที่พ่อ-แม่ ไม่มีเวลาสั่งสอน

รถติดไฟแดงนานตรงแยกถนนเลี่ยงเมืองตัดกับถนนเข้าตัวเมืองก่อนถึงบ้านราว 3 กิโลเมตร ทำให้ผมมีเวลาเปิดโทรศัพท์

“คุณพ่อรีบกลับมาปลอบใจลูกสาวสุดที่รักด่วน” ข้อความภรรยาในกลุ่มไลน์ครอบครัว ตามด้วยลูกชายส่งสติ๊กเกอร์เป็นรูปตัวการ์ตูนโอบกอดปลอบใจ

ผมคิดว่ากึ่งเล่นกึ่งจริง คงไม่มีอะไรมาก ภรรยาไม่อยากให้ผมเถลไถล รีบกลับถึงบ้านเร็วๆ แต่พอกลับถึงบ้านไม่ใช่เรื่องเล็ก

ลูกสาวถูกตัดสิทธิ์สมัครประธานนักเรียน เพราะครูมีหลักฐานว่า ‘ชูสามนิ้ว’

 

“ครูบอกว่าขาดคุณสมบัติ เพราะความประพฤติไม่เรียบร้อย” ลูกสาวบอก “ปีนี้โรงเรียนจะส่งประกวดโรงเรียนประชาธิปไตยตัวอย่าง เขาจึงคัดกรองประธานนักเรียนเป็นพิเศษ”

“จะทำไงต่อ” ผมถาม ลึกๆ รู้ว่าลูกสาวคงไม่ยอมแพ้และเรื่องคงไม่จบง่ายๆ

“ประท้วง” ลูกสาวบอก

“ถูกไล่ออก ได้ย้ายไปอยู่กับพ่อ” ผมบอก

“มีคนถูกตัดสิทธิ์หลายคน เราจะร่วมมือกัน”

 

เสาร์-อาทิตย์ ภรรยาเปิดคลินิกสูตินรีแพทย์ ออกไปตั้งแต่เช้า ลูกสาวอยู่แต่ในห้อง บอกเตรียมงานสำคัญ ผมพอมีลางสังหรณ์ว่างานอะไร จึงชวนลูกชายออกไปเที่ยวห้างหาของกินกัน ผมไม่อยากให้ลูกชายเข้าไปยุ่งกับลูกสาวในเรื่องนี้ เพราะทักษะชีวิตยังน้อยกว่าพี่สาวมาก แม้อายุจะห่างกันแค่ปีเดียว ลูกสาวเรียน ม.5 ส่วนลูกชายเรียน ม.4 แต่ผมกลับมองเป็นเด็ก ม.2 แม้จะตัวโตสูง 180 เท่าเด็กมหาวิทยาลัย

“ผอ.คนใหม่เป็นไงบ้าง” ผมถามลูกชายขณะนั่งกินซูชิหน้าแซลมอนในร้านที่ลูกชายเป็นคนเลือก

“ผอ.ชอบทำงานเอาหน้า เด็กไม่ค่อยได้เรียน ครูบอกว่าแกกำลังทำผลงาน”

ผมไม่รู้จัก ผอ.เป็นการส่วนตัว นอกจากเคยฟังตอนประชุมผู้ปกครอง และดูการโพสต์ต่างๆ ในเฟซบุ๊ก คนวงการเดียวกัน พอจะคาดเดาพฤติกรรมและการบริหารโรงเรียนได้ ถ้านักเรียนประท้วงหรือมีเหตุการณ์วุ่นวายไม่พ้น ผอ.ต้องตกเป็นจำเลยที่หนึ่ง สื่อต่างๆ และกระแสสังคมมักรุมเล่นงานด้วย

โรงเรียนผมก็มีเด็กชูสามนิ้วเหมือนกัน แต่ไม่มีอะไรบานปลาย เพราะผมฐานะรอง ผอ.ฝ่ายปกครอง แก้ไขสถานการณ์ได้ทัน

ครูหญิงคนหนึ่งประกาศว่าใครชูสามนิ้วจะให้ตกวิชาคณิตศาสตร์ มีการแชร์ข้อความกันในเฟซบุ๊ก เพื่อไล่ล่าครูคนนั้น นักเรียนที่เป็นแกนนำพอจะเกรงใจผมอยู่บ้าง เพราะเคยทำกิจกรรมและเข้าค่ายวรรณกรรมที่ผมจัดหลายครั้ง ส่งสัญญาณมาบอกผมก่อน ผมบอกให้ใจเย็นๆ เรื่องครูคนนั้นผมจะจัดการให้

“เธออยากไล่รัฐบาลก็ไปไล่รัฐบาล จะมาเสียเวลาไล่ล่าครูอยู่ทำไม คิดทำการใหญ่มองข้ามเรื่องเล็กๆ ไปบ้าง ครูกับเด็กไม่ใช่คู่กรณีที่แท้จริง อย่าทำให้ครูกับเด็กต้องมาเป็นศัตรูกัน” ผมสั่งห้ามและแนะนำไปแบบนั้น

“การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แต่ไม่ควรนำมาเกี่ยวกับการตัดสินผลการเรียน” ผมส่งข้อความไปหาครูคนนั้น

เธอตอบมาคำเดียว “คะ”

เป็นครูยังใช้ “คะ” ใช้ “ค่ะ” ไม่ถูกเลย ผมคิดในใจ

 

ผมนั่งมองลูกชายกินซูชิแล้วมีความสุข เขามีความสุขกับการกิน สนใจเรื่องกินมากกว่าสิ่งอื่นใด

จนน้ำหนักเตะร้อยกิโลกรัม ดีที่สูงเหมือนผมจึงดูไม่อ้วนนัก

ผมคิดว่าคนเรามีความสุขสักเรื่องในชีวิตก็เป็นพลังให้ชีวิตมันขับเคลื่อนไปได้ การใช้ชีวิตแบบเด็กน้อยเหมือนลูกชายก็ดีไปอย่าง ไม่รับรู้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร กินอิ่มก็นอนหลับ ต่างจากลูกสาวที่จริงจังกับทุกเรื่อง และดูจะสนใจการบ้านการเมืองเป็นพิเศษ สเตตัสและสตอรี่ในเฟซบุ๊ก สตอรี่ในอินสตาแกรมมีแต่เรื่องการเมือง

ปีหน้าโน้นลูกสาวจะเข้ามหาวิทยาลัย อดเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าสถานการณ์การเมืองยังไม่คลี่คลาย กลัวลูกสาวจะเป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

นาทีนี้ผมยังดีกว่าเพื่อนรักคนหนึ่งที่เป็นตำรวจ เขามีหน้าที่ต้องปราบม็อบสลายการชุมนุม ขณะที่ลูกสาวเรียนอยู่ปีสองร่วมชุมนุมตลอด เขาบอกว่าไม่สามารถสั่งห้ามลูกสาวได้ เพราะเป็นสิทธิ์เป็นเรื่องอนาคตของคนรุ่นต่อไป

“ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายที่ปกป้องผลประโยชน์กับฝ่ายเรียกร้องความเป็นธรรม” ลูกสาวเขาบอกแบบนั้น

เขาคิดที่จะลาออกจากตำรวจ ลูกสาวรู้กลับทะเลาะกันเป็นเรื่องราวใหญ่โต บอกว่าเขาไม่คิดที่จะต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงให้องค์กรดีขึ้น ปรึกษาผม ผมก็ไม่รู้จะแนะนำอย่างไร คำสั่งและอำนาจผู้บังคับบัญชา คนไม่เป็นข้าราชการไม่มีวันเข้าใจ ได้แต่ทัดทานและบอกว่าใจเย็นๆ ไม่นานสถานการณ์คงคลี่คลาย

“ถ้าลาออก ผมจะไปร่วมชุมนุมกับลูกสาว” เขาบอก

ผมรู้ว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญกับชีวิตเขาเท่ากับลูกสาว เขาเลี้ยงลูกคนเดียวโดยไม่คิดจะมีครอบครัวใหม่ หลังจากที่ภรรยาทิ้งเขาไปมีผู้ชายอื่น

ก่อนออกจากร้านเพื่อนส่งข่าวมาบอกว่าโดนยิงด้วยหนังสติ๊กเกือบโดนเบ้าตา มัวมองหาลูกสาว ไม่ทันระวัง ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล

 

วันจันทร์เช้าผมตื่นตีห้าขับรถข้ามจังหวัดกลับไปทำงาน ก่อนออกจากบ้านเข้าไปหอมแก้มลูกสาวที่กำลังหลับ ลูบหัว ห่มผ้าให้ เธอมีเวลาหลับต่ออีกราวชั่วโมง ก่อนออกไปรับมือกับระบบการศึกษาห่วยแตกของประเทศนี้

ตั้งแต่เล็กจนโตผมเลี้ยงลูกทั้งสองมาอย่างดี ไม่มีอะไรทำร้ายลูกผมได้ นอกจากระบบการศึกษา

ชีวิตราชการที่ผ่านมาผมกล้ายืนยันว่าคนที่รักเด็กจริงๆ คือครู แม้จะมีข่าวลบเกี่ยวกับครูเป็นระยะ ล่วงละเมิดทางเพศ หรือลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุบ้าง ก็เป็นคนส่วนน้อย ส่วนพวกผู้บริหารระดับต่างๆ หรือนักการศึกษามักทำงานเพื่อผลประโยชน์ตนเอง ผลกรรมจึงมาลงที่ครูและเด็ก

พูดไปก็เหมือนด่าตัวเองที่เป็นกลไกให้คนพวกนั้น ผมเหนื่อยหน่ายกับระบบพวกนี้เต็มที คนมีอำนาจล้วนเป็นคนยุคเก่า เสพติดเอกสาร เสพติดพิธีการ เสพติดพิธีตั้งแถวต้อนรับ เสพติดการประจบเอาใจ ซึ่งทุกกระบวนการล้วนต้องอาศัยครูและเด็กไปเป็นเครื่องมือ เราขบถต่อต้านนับวันก็เป็นตัวประหลาด

“ผอ.ชอบทำงานเอาหน้า เด็กไม่ค่อยได้เรียน ครูบอกว่าแกกำลังทำผลงาน” คำพูดลูกชายวนเข้ามาในหัวอีกครั้ง

เจ็ดโมงครึ่งผมแวะปั๊มน้ำมันเพื่อกินกาแฟ เปิดไลน์ไปทักทายเพื่อนตำรวจ ก่อนเพื่อนส่งรูปนั่งเอนบนเตียงในโรงพยาบาล ตาข้างซ้ายบวมปิดคล้ำ มีลูกสาวนั่งข้างชูสองนิ้วเป็นสัญลักษณ์ว่าสู้ๆ มาให้ดู

“ไม่มีเครื่องป้องกันเหรอ ถึงโดนยิงได้” ผมถาม

“ตำรวจถูกเกณฑ์มามาก ชุดปราบจลาจลไม่พอ” เพื่อนบอก

“ขอให้มึงหายช้าๆ”

“ขอบใจ”

 

ผมออกจากร้านกาแฟขับรถเข้าตัวเมืองผ่านโรงเรียนไปโรงแรม วันนี้มีประชุมด่วนเกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

นี่ก็ความห่วยแตกของระบบการศึกษา

ผู้ใหญ่ทุจริตก็ทำหลักสูตรโรงเรียนสุจริต

ผู้ใหญ่ขาดคุณธรรมก็ทำหลักสูตรโรงเรียนคุณธรรม

ตอนนี้บ้านเมืองวุ่นวาย จึงคิดว่าเด็กไม่รู้ประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง

ผมมาประชุมตามหน้าที่ ทนฟังให้ครบชั่วโมง

นักวิชาการระดับผู้ใหญ่ในกระทรวงมาเป็นประธานเปิดและบรรยายพิเศษ

“…นักศึกษาที่ชูสามนิ้วอยู่ทุกวันนี้ คือเด็กที่เกิดประมาณปี 2540 เด็กพวกนี้คือผลผลิตของหลักสูตร 2544 กับหลักสูตร 2551 เป็นความผิดพลาดของหลักสูตรที่ไม่เห็นความสำคัญของวิชาพระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ และหน้าที่พลเมือง เอาวิชาเหล่านี้ไปรวมกันเป็นวิชาสังคมศึกษา…”

ผมฟังคำพูดพวกนี้บ่อย จนพักหลังๆ มักคลื่นไส้ อยากจะถามว่าประวัติศาสตร์อันยาวนานกับปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันไหนสำคัญกว่า ตำรากับสิ่งที่เด็กเห็นอยู่ตำตาเขาควรเชื่ออะไร ปัจจุบันอะไรที่มันบิดเบี้ยว อยากให้ย้อนดูเด็กเหล่านี้ว่าเขาโตมาในสภาพสังคมแบบไหน ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาสภาพสังคมเศรษฐกิจการเมืองเป็นยังไง ใครเขียนประวัติศาสตร์ และต่อให้ประวัติศาสตร์ดีก็ไม่แน่ว่าอดีตมันจะดีจริง ต่อให้อดีตดีจริงก็คงไม่มีใครอยากย้อนกลับไป เด็กรุ่นใหม่เขาต้องการอนาคตที่ดี

ผมเขียนประเด็นคำถามโดยไม่ลงชื่อฝากให้พิธีกร และลุกออกจากห้องประชุมกลับโรงเรียน

 

ผมเข้าโรงเรียนตอนสิบโมง ไม่มีสมาธิทำงาน ใจกังวลแต่กับเรื่องลูกสาว เปิดเฟซบุ๊กดูความเคลื่อนไหวเป็นระยะ ไม่มีเหตุการณ์อะไรผิดปกติ จนพักเที่ยงลูกสาวส่งข้อความมา

“พ่อ เราจะทำอย่างไรให้ทุกเสียงมีความหมาย”

“ลูกพูดเรื่องอะไร”

“จะประกวดสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษ ต้องอัดคลิปส่ง”

“เสียงที่มีความหมาย คือทุกเสียงต้องเท่าเทียมกัน เป็นเสียงที่บริสุทธิ์ และเป็นเสียงที่มาจากหลักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง”

“ประชาธิปไตยคือการยึดเสียงส่วนมาก แล้วถ้าอย่างนั้นเสียงส่วนน้อยจะมีความหมายเหรอพ่อ”

“มีความหมาย คือต้องรับฟัง และดูแลคนที่เห็นต่างอย่างมีคุณธรรม”

“อยากให้ทุกเสียงที่จะนะมีความหมาย” ลูกสาวหมายถึงการต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมที่จะนะ

“สนใจเรื่องจะนะด้วย”

“มีเพื่อนตอนไปเข้าค่ายวิทย์ที่ ม.อ.หลายคน”

“เพื่อนเขาว่าไงบ้าง”

“ปัญหาเกิดจากกลุ่มทุนและพวก ส.ส.กาฝาก กว้านซื้อที่ไว้แล้ว”

“ส.ส.กาฝาก คือใคร”

“พวก ส.ส.บัญชีรายชื่อ คนที่ชาวบ้านไม่ได้เลือก ของแถมที่ประชาชนไม่ต้องการ”

“คล้ายๆ ขายเหล้าพ่วงเบียร์สมัยก่อน”

“เกิดไม่ทัน 555”

 

ผมส่งคลิปวิดีโอบทกวี ‘The Hill We Climb’ ของ อแมนดา กอร์แมน ที่อ่านในพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไปให้ลูกสาวดู ลูกบอกว่าเคยดูผ่านๆ คราวนี้จะตั้งใจดู

คืนวันอังคารลูกสาวส่งคลิปวิดีโอมาให้ดู บอกว่าได้เป็นตัวแทนโรงเรียน ครูส่งคลิปไปประกวดระดับประเทศแล้ว ผมดูคลิปไม่ต่ำกว่าสิบรอบ พอจะถอดความได้ประมาณนี้

“สิ่งมีชีวิตบนโลกต่างต้องการสิทธิและเสรีภาพ สัตว์ทุกชนิดต้องการสิทธิที่จะอยู่รอด เมล็ดพันธุ์ต้องการสิทธิที่จะงอก ต้นไม้ที่โดนตัดยังต่อสู้เพื่อสิทธิจะแตกกิ่งก้าน ดอกไม้ต้องการเสรีภาพในการเบ่งบาน

และแน่นอนการอยู่ร่วมกันบนโลกนี้ย่อมมีการกระทบกระทั่งและเบียดเบียนกัน

สัตว์จะต่างจากคนเราที่ต้องการแค่สิทธิที่จะอยู่รอด เสรีภาพที่จะไปไหนมาไหน แต่ไม่ได้ต้องการอำนาจที่จะแสวงหาผลประโยชน์ สะสมความร่ำรวย และควบคุมสิ่งต่างๆ

อำนาจปกครองที่กดขี่เอารัดเอาเปรียบในสมัยโบราณ ถูกต่อต้านและแทนที่ด้วยระบบประชาธิปไตย เหมือนดังที่ จอห์น ล็อก เชื่อว่า ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันและเสมอภาคกัน ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพ รัฐหรือผู้ปกครองจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้

อำนาจเป็นสิ่งน่ากลัวหากอยู่ในมือบุคคลคนเดียวหรือกลุ่มเดียว จึงต้องมีการแบ่งแยกอำนาจ เป็นอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ตามแนวคิดของ มองเตสกิเออร์ จนพัฒนามาเป็นหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐที่สำคัญคือ

ประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน

ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่

การใช้อำนาจปกครองต้องใช้เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน

การใช้อำนาจต้องสามารถตรวจสอบได้

ซึ่งที่กล่าวมาคือประชาธิปไตยในอุดมคติ

ด้วยประชากรที่เพิ่มขึ้น ทุกประเทศจึงใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน ยิ่งการเมืองระดับประเทศ ตัวแทนเมื่อได้อำนาจ มักจะลืมบทบาทหน้าที่และไม่ฟังเสียงประชาชน อ้างเพียงเสียงข้างมากจนลืมอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ต้องมีหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของเสียงข้างน้อย

การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและชุมชน คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ที่จะลดบทบาทผู้แทนลง เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงเพิ่มขึ้น ที่จะทำให้ทุกเสียงมีความหมายและได้รับฟัง

เสียงที่มีความหมายคือ ทุกเสียงเท่าเทียมกันและเป็นเสียงบริสุทธิ์ เป็นเสียงที่มาจากหลักการประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ไม่มีเสียงใดบริสุทธิ์เท่ากับเสียงของผู้ได้รับผลกระทบ

ไม่มีเสียงใดบริสุทธิ์เท่ากับเสียงของพ่อแม่ที่ห่วงใยลูกหลาน

ทุกพื้นที่มีพ่อแม่ ทุกพื้นที่มีเด็กๆ

เด็กๆ ที่มีดวงตาพิเศษและบริสุทธิ์ เห็นความงามของผีเสื้อ เห็นต้นไม้เป็นต้นไม้ เห็นหาดทรายเป็นหาดทราย เห็นความงามตามธรรมชาติที่ไม่เคยคิดแปรเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ

เราทุกคนเคยเป็นเด็ก เคยมีดวงตาพิเศษและบริสุทธิ์

บางทีเราต้องตั้งใจฟังเสียงของพ่อแม่ที่ห่วงใยลูกหลาน

บางทีเราต้องกลับมาใช้ดวงตาพิเศษและบริสุทธิ์ของเด็กคู่นั้น

เพื่อให้ทุกเสียงบนโลกนี้มีความหมาย”

 

คืนวันพฤหัสบดีลูกสาวส่งข้อความมาบอกว่า ครูอนุญาตให้สมัครประธานนักเรียนได้แล้ว เพราะ ผอ.สั่ง

“ลูกทำยังไง” ผมสงสัย

“เคยแอบอ่านหนังสือของพ่อ เขาบอกว่าการประท้วงก็เหมือนการบังคับ สำเร็จยาก ต้องออกแบบทางเลือกที่ดีกว่า”

“ทำยังไง”

“ส่งคลิปไปให้ ผอ.ดู”

“ระหว่างให้ลูกประท้วงกับมีประธานนักเรียนที่พูดเก่ง เป็นพ่อก็เลือกอย่างหลัง”

คืนนี้ผมคงนอนหลับสบายคลายกังวล ถ้าใจไม่ไปคิดถึงเรื่องเพื่อนตำรวจกับลูกสาว

“ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย แต่เป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายที่ปกป้องผลประโยชน์กับฝ่ายเรียกร้องความเป็นธรรม”