ประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ : คนโชคดี

โดย : wood

ว่ากันว่า ยีนเป็นตัวกำหนดเรา ทำให้เราเป็นเรา แล้วถ้าหากว่าเราสามารถกำหนดยีนได้ล่ะ

ครั้งแรกที่ผมเห็นป้ายโฆษณานั้นผมยังเป็นเด็กอยู่เลย แน่นอนตอนนั้นผมยังไม่รู้จักคำว่ายีนเลยด้วยซ้ำไป ในความทรงจำรางๆ นั้นผมจำได้ว่าผู้คนตื่นเต้นกันขนาดไหนตอนที่เทคโนโลยีนี้พัฒนาขึ้น เทคโนโลยีที่นำต้นแบบยีนมาตัดต่อเข้ากับเซลล์สืบพันธุ์เพื่อที่จะสามารถกำหนดหน้าตา ส่วนสูง มันสมอง ของคนได้ ผู้คนจำนวนมากแห่ไปใช้บริการนี้แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงลิบลิ่ว เพื่อให้ลูกของตัวเองเกิดมาดีพร้อม

อยากให้ลูกหล่อแบบ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ หรอ ง่ายนิดเดียว อยากให้ฉลาดแบบ ไอน์สไตน์ หรอ แค่กระดิกนิ้ว พ่อแม่สามารถเลือกได้เลยว่าอยากให้ลูกโตมามีอาชีพอะไร อยากให้เป็นหมอ อยากให้เป็นวิศวกร ง่ายมากๆ เพียงแค่ตอบคำถามเดียว

“คุณอยากให้ลูกคุณเหมือนใคร” ซึ่งเป็นคำถามที่คุณจะได้ยินได้เห็นทางโฆษณาวิทยุและโทรทัศน์

กระแสโลกาภิวัตน์แห่งโลกทุนนิยม อันเป็นชื่อสุภาพของวัตถุนิยม

แต่แน่นอนเทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัดบางอย่าง นั่นคือพวกเขาสามารถใช้กับเด็กที่กำลังจะเกิดใหม่เท่านั้น ไม่อาจดัดแปลงยีนของคนที่เกิดมาแล้วได้ นั่นคือเหตุผลที่คนรุ่นผมถูกเรียกว่า พวกโชคร้าย เพราะเป็นคนรุ่นท้ายๆ ก่อนที่เทคโนโลยีนี้จะเกิดขึ้น

และแน่นอนว่าคนรุ่นหลังผมจะทั้งหน้าตาดี ฉลาด แข็งแรงกว่าผม และอาจทำให้ผมตกงานได้นั่นเอง

เพียงสองสามปีหลังจากมีการใช้เทคโนโลยีนี้ครั้งแรก ก็พบว่ามีเด็กที่เกิดด้วยวิธีการนี้ถึงหนึ่งพันล้านคนทั่วโลก เฉพาะในประเทศไทยก็เกือบสิบล้านคน แถมรัฐบาลยังออกมาสนับสนุนพ่อแม่รุ่นนี้ให้กำเนิดลูกด้วยวิธีการนี้ เพื่อความเจริญของประเทศชาติ เราจำเป็นต้องมีบุคลากรชั้นเลิศ โดยมีการลงทุนให้เงินสนับสนุนจำนวนมหาศาล

ไม่แปลกเลยที่จะเจอเด็กหน้าตาเหมือนดาราฝรั่งผิวขาวอมชมพูเดินอยู่ทั่วห้างสรรพสินค้า ในขณะที่ผมผิวคล้ำหน้าตาแบบคนสยามประเทศ นับว่าตัวผมเป็นพวกโชคร้ายจริงๆ

คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้ แต่คนเราก็เลือกไม่เกิดไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นด้วยความที่ผมเป็นคนโชคร้าย ผมจึงต้องขวนขวาย ตั้งใจเรียนเพื่อให้ได้งานดีๆ ผมมีความสนใจในด้านพันธุศาสตร์ อันมาจากการโตมาพร้อมความสงสัย ความสงสัยว่ายีนคืออะไร จากที่เคยเห็นในคำโฆษณาตอนวัยเด็ก

นั่นเป็นเหตุให้ผมเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสาขานี้

ตอนนี้ผมขึ้นปีสองแล้ว และกำลังจะต้องรับน้องใหม่ที่กำลังจะมาเข้าเรียน แต่น้องใหม่เหล่านี้กลับแทบไม่มีใครเลยที่อายุน้อยกว่าผมหนึ่งปี พวกเขาแทบทั้งหมดเป็นพวกเรียนข้ามชั้นปี เนื่องเพราะพวกเขาคือ พวกโชคดีฉลาดโดยกำเนิด ในขณะที่พวกโชคร้ายถูกแซงหน้าไป

และก็เฉกเช่นที่รุ่นพี่ชายทำกันมาทุกยุคทุกสมัย มองหารุ่นน้องหน้าตาดีๆ

“เห้ยเพื่อน ดูคนนั้นดิ หน้าตาเหมือน เอ็มม่า วัตสัน เลย”

“คนนั้นดีกว่า เหมือน เอลเลน เพจ”

และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ผมกลับไม่ได้สนใจเท่าไหร่ มองไปในกลุ่มนักศึกษาใหม่นั้น ดูไปแล้วพวกเขาคล้ายกันไปหมด ที่จริงแล้วบางคนหน้าตาเหมือนกันเสียด้วยซ้ำ เท่าที่ผมเห็นก็มีคนหน้าตาเหมือน เอ็มม่า วัตสัน อยู่เจ็ดคน หน้าเหมือน เอลเลน เพจ สี่คน

บางทีพวกเธออาจจะดูสวย แต่กลับไม่มีใครที่มีเอกลักษณ์เลย

แต่แล้วสายตาผมก็ไปสะดุดบางสิ่งเข้า เธอดูสับสนลนลานท่ามกลางฝูงชนนั้น เธอไม่ใช่คนสวยสะดุดตา หน้าตาดูไทยๆ ผิวออกคล้ำ หากแต่เธอแตกต่าง ต่างจากคนอื่น

ผมเดินเข้าไปหาเธอพลางถาม “มีอะไรให้พี่ช่วยไหมครับ”

เธอหันมามองผมแล้วจึงเห็นป้ายชื่อรุ่นพี่ที่ผมห้อยอยู่ก่อนที่จะเงยหน้าส่งยิ้มเล็กๆ พร้อมกับคำพูดแบบเขินๆ ว่า “ที่นี่คณะวิทยาหรอคะ สงสัยว่าฉันจะหลงทางแน่ๆ เลย พี่ช่วยบอกหน่อยได้ไหมคะว่าคณะอักษรอยู่ที่ไหน”

นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเจอเธอ และผมเดินไปส่งเธอที่คณะอักษรศาสตร์ ซึ่งที่คณะแห่งนี้ก็เต็มไปด้วยหนุ่มสาวหน้าตาดีเช่นกัน

หลังจากนั้นผมก็ได้คุยกับเธอหลายครั้ง เธอชื่อว่า ต้นข้าว ซึ่งชื่อไทยๆ แบบนี้ก็หาได้ยากแล้วเช่นกัน พ่อแม่ตั้งชื่อนี้ให้เธอเพราะว่าพ่อแม่เธอเป็นชาวนา เธอมีอายุน้อยกว่าผมสามปี ซึ่งความจริงแล้วเป็นยุคที่เกิดเทคโนโลยีเลือกยีนแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่ได้ออกเงินช่วยเหลือ และเนื่องจากบ้านของเธอไม่ได้มีฐานะดีจึงไม่สามารถใช้บริการเทคโนโลยีดังกล่าวได้ ดังนั้น เธอจึงเป็นคนโชคร้ายเช่นเดียวกับผม และด้วยความพยายามของเธอ เธอจึงสามารถสอบเทียบเข้ามหาวิทยาลัยได้สำเร็จ

ผมและเธอสนิทกันมากขึ้นเรื่อยๆ เราพูดคุยกัน เธอเป็นคนมีเสน่ห์ คุยสนุก แล้วก็น่ารักมากๆ ในขณะที่ใครๆ ก็ล้อผมว่าคนสวยๆ มีเยอะแยะ ดันมาชอบคนหน้าตาไทยๆ อย่างนี้เนี่ยนะ

ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ ไม่ตอบคำ

วันหนึ่งพวกมันก็มาล้อผมตอนที่ผมนั่งคุยกับเธออยู่ ผมไล่พวกมันไปแล้วเธอจึงถามผมว่า “เราเองก็สงสัยเหมือนกันนะ บอกเราได้เปล่า”

ผมมองหน้ากวนๆ ของเธอตอนที่ถามผมอย่างนั้น เธอช่างน่ารักจริงๆ รู้สึกว่าหน้าผมจะแดงแล้ว

“เออ นั่นก็เพราะว่าเธอไม่เหมือนใครไง ไม่รู้สิเดี๋ยวนี้มองไปทางไหนก็เห็นแต่คนสวย สมบูรณ์แบบที่หน้าตาเหมือนกันไปหมด แต่สำหรับเราแล้วความสวยคือความมีเอกลักษณ์ เป็นตัวของตัวเองต่างหาก”

เธอมองหน้าผม ยิ้มน้อยๆ ผมรู้สึกได้เลยว่าตอนนี้เธอเองก็หน้าแดงนิดๆ แล้ว “นี่จะชมก็ชมกันตรงๆ ก็ได้นะ” พูดจบเธอก็บ่ายหน้าไปทางอื่น

“แม้ว่าเธอจะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ว่าไม่สมบูรณ์แบบจึงทำให้โดดเด่น ที่จริงแล้วความไม่สมบูรณ์แบบต่างหากที่สวยงาม” เธอยังคงไม่หันมามองผม ผมจึงพูดต่อ “คิดว่าผมพูดจริงอย่างนั้นหรอ”

คราวนี้เธอหันมาแล้ว หันมาไม่พอตีตัวผมเข้าหลายทีด้วย ผมวิ่งออกจากเก้าอี้หลบการจู่โจมของเธอ หยอกล้อเธอ ผมยิ้มออกมาแล้ว

ก็เหมือนกับทุกๆ อย่างบนโลก เมื่อมีคนเห็นด้วย ย่อมมีคนที่ไม่เห็นด้วย คนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันออกมาต่อต้านประท้วงการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว โดยเรียกตัวเองว่า กลุ่มคนไม่เชื่อในโชคชะตา พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการไปแทรกแซงกฎธรรมชาติ ฝ่าฝืนกฎธรรมชาติ บ้างก็เชื่อมโยงเข้ากับเรื่องศาสนา เป็นการทำผิดต่อพระเจ้า และจะต้องถูกพระเจ้าลงโทษ บ้างก็มีความเห็นว่าการที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการนี้เพราะมีบางอย่างแอบแฝง ที่พูดนั้นไม่ได้หมายถึงแค่การทุจริต แต่ยังรวมถึงการฝังความคิดให้กับผู้คน พวกเขาคิดว่าบางทีรัฐอาจกำหนดความคิดให้กับเด็กที่เกิดด้วยเทคโนโลยีนี้เพื่อให้เด็กที่จะโตมาเป็นผู้ใหญ่คิดอยู่ในกรอบของพวกเขา เพื่อให้ปกครองง่าย ไม่มีคนคิดต่าง ไม่มีคนต่อต้าน

การประท้วงต่อต้านนี้ขยายตัวและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันก็มีคนออกมาต่อว่าพวกเขา บอกว่าพวกเขาไม่เห็นด้วยกับเทคโนโลยีนี้เพราะพวกเขาเป็นพวกโชคร้ายที่ไม่พอใจที่มีพวกโชคดีเกิดขึ้น ในฐานะที่เป็นนักศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์ อาจารย์ของผมจึงเสนอให้มีการจัดการโต้วาทีให้ประชาชนเข้ามาร่วมฟังกันว่า เทคโนโลยีนี้เหมาะสมหรือไม่

ผมเลือกฝ่ายได้อย่างไม่ลังเล เป็นฝ่ายค้านที่ไม่มีใครอยากจะเป็น

หลังจากนั่งฟังฝ่ายเสนอพูดถึงข้อดีอันยืดยาว ในที่สุดก็ถึงคราวที่ผมต้องพูดบ้าง ต้นข้าวก็มาฟังผมพูด เธอนั่งอยู่แถวหน้าสุดเลย ผมหันไปมองเธอที่กำลังให้กำลังใจผมอย่างเต็มที่ก่อนที่จะลุกขึ้นและเริ่มพูด

“เทคโนโลยีนี้มีข้อดีมากมายอย่างที่ใครๆ ก็เคยได้ยินได้ฟังกันมามากแล้ว เราสามารถสร้างบุคลากรชั้นยอดจำนวนมากเพื่อมาพัฒนาประเทศ แต่นี่เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ หรือ หรือนี่เป็นเพียงสิ่งที่สะท้อนให้เราเห็นถึงความเป็นวัตถุนิยมของเรา

“เดี๋ยวนี้คนเราอยากหน้าตาดีโดยกำเนิดไม่ใช่เรื่องยากเลย ที่จริงผมเคยลองศึกษาประวัติศาสตร์ พบว่าคนในยุคก่อนหน้าที่จะมีเทคโนโลยีนี้ต่างก็อยากมีหน้าตาดีเช่นเดียวกัน พวกเขาใช้เครื่องสำอางแต่งใบหน้า ต่อจากนั้นก็มีการทำศัลยกรรม ซึ่งดาราส่วนมากก็ทำเพื่อให้ตัวเองดูดี คนทั่วไปก็ทำเพื่อให้ดูเหมือนศิลปินที่ตนชอบ อย่างดาราเกาหลีซึ่งโด่งดังมากในยุคนั้น

“แล้วมาถึงตอนนี้ล่ะ มันไม่ได้มีอะไรที่ต่างไปจากเดิม เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่ในด้านรูปร่างหน้าตา แต่ยังสามารถสร้างให้ฉลาด แข็งแรง สามารถกำหนดสิ่งที่ลูกจะเป็นได้เลยด้วยซ้ำ ซึ่งความจริงแล้วนี้ก็ไม่ต่างจากสมัยก่อน ที่พ่อแม่อยากให้ลูกมีอาชีพที่ดี ที่มั่นคง อย่างหมอหรือวิศวกร คนเมื่อก่อนให้ลูกเรียนพิเศษ กวดวิชาเพื่อให้ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาที่พ่อแม่ต้องการ ทั้งๆ ที่ลูกอาจจะไม่ได้ต้องการจะเป็น”

พูดถึงตอนนี้ผมหยุดพูดเล็กน้อย หันไปมองเธออีกครั้ง เธอส่งยิ้มให้กับผม ผมเองแอบยิ้มเล็กๆ ก่อนที่จะพูดต่อ “เมื่อก่อนมีคำพูดที่ว่าคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้ว เดี๋ยวนี้เราเลือกได้ แต่เราเลือกเองจริงๆ หรือ ที่จริงแล้วพ่อแม่ต่างหากที่เลือกและกำหนดชีวิตของเรา กำหนดความฝันของเรา ปิดกั้นทางเลือกของเรา และถ้าหากเรากลับมาคิดทบทวนให้ดีอีกครั้ง ผมอยากจะถามพวกคุณว่าทุกอาชีพบนโลกใบนี้มีอาชีพไหนที่ไม่สำคัญ ทุกยุคทุกสมัยย่อมต้องมีหมอ มีวิศวกร เฉกเช่นกับที่ต้องมีคนทำความสะอาด มีคนแบกหาม แต่ถ้าทุกๆ คนล้วนเกิดมาเพื่อเป็นเพียงแค่หมอกับวิศวกรแล้วสิ่งใดจะเกิดขึ้น แน่นอนท้ายที่สุดแล้วย่อมไม่ใช่ทุกคนที่จะได้เป็น เพราะตำแหน่งอาชีพที่มีอยู่จำกัด

“ทีนี้ลองมองดูคนรอบตัวเรา เดี๋ยวนี้ผมหันไปทางไหนก็เห็นแต่ผู้คนหน้าตาคล้ายๆ กัน หล่อ สวยไปหมด ทีนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับอาชีพดารา ในเมื่อใครๆ ก็หน้าตาเหมือนกันไปหมดอย่างนี้ ผมกำลังตั้งคำถามต่อทุกๆ ท่านว่านี่คือสิ่งที่โลกควรจะเป็นจริงๆ หรือ”

ผมกวาดสายตามองทุกๆ คนที่เข้ามาฟัง กวาดสายตามองเพื่อนๆ และอาจารย์ มีบ้างบางคนที่หลับไปแล้ว มีบ้างบางคนที่นั่งกอดอกสีหน้าไม่พอใจ อาจารย์เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ก็มีบ้างบางคนที่พยักหน้าน้อยๆ ผมยังคงพูดต่อไป “โลกเราไม่ได้ต้องการคนที่ฉลาดแต่คิดเหมือนกันไปหมด ถ้าคุณคิดว่ามีคนที่ฉลาดอย่างไอน์สไตน์แล้วโลกจะพัฒนาคุณก็คิดผิดแล้ว โลกจะอยู่กับที่ นั่นเพราะว่าเขาคิดเหมือนไอน์สไตน์ซึ่งไอน์สไตน์ก็เคยคิดไว้แล้ว โลกเราต้องการคนที่คิดต่าง คนที่มีแนวคิดแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร นี่ต่างหากที่จะทำให้โลกของเราก้าวไปข้างหน้า โลกเราต้องการความหลากหลาย แต่เทคโนโลยีนี้ กลับทำให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมหายไป

“ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินกล่าวไว้ว่าสิ่งที่สามารถปรับตัวให้เหมาะสมกับธรรมชาติต่างหากที่จะอยู่รอดและพัฒนาต่อไป มิใช่สิ่งที่สมบูรณ์แบบ ถ้ามนุษย์เราทุกคนล้วนสมบูรณ์แบบโลกก็ย่อมกลายเป็นขาดสีสันไปแล้ว ที่จริงแล้วผมเคยสงสัย สงสัยมาตลอดว่าเหตุใดกันตลอดระยะเวลายาวนานมานี้มนุษย์จึงไม่ได้วิวัฒนาการไปจากเดิมเท่าใดเลย บางทีอาจจะเป็นเพราะมนุษย์วิวัฒนาการมาจนถึงขีดสุดแล้ว หรือจริงๆ แล้วเป็นเพราะว่ามนุษย์ไม่รู้จักปรับตัวเข้ากับธรรมชาติ เพียงแต่รู้จักปรับธรรมชาติให้เข้ากับตัวเรากันแน่ ผมยังคงยืนยันความคิดของผมที่ว่าเทคโนโลยีนี้เป็นสิ่งที่มีโทษมากกว่าคุณ ขอบคุณครับ”

เสียงปรบมือและโห่ร้องดังขึ้น ก่อนที่การโต้วาทีจะดำเนินต่อไป

ผมโดนเรียกไปปรับทัศนคติหลังจากการโต้วาทีจบลง อาจารย์คิดว่าผมเป็นพวกกลุ่มคนไม่เชื่อในโชคชะตา หลังจากนั้นผมก็โต้เถียงอาจารย์ในประเด็นนี้หลายครั้ง จบลงด้วยการถูกพักการเรียน และไล่ออกในที่สุด และแล้วผมก็กลายเป็นคนเรียนไม่จบ ตกงาน เป็นพวกโชคร้าย

นี่แหละสังคมเรา สังคมที่ไม่ต้องการคนที่คิดต่าง

ยังโชคดีที่ผมยังมีใครคนหนึ่งเคียงข้างผมเสมอ ผมคิดว่าตัวผมโชคดียิ่งกว่าพวกโชคดีเสียอีก

หลายปีผ่านไปผมเปลี่ยนจากคนตกงานกลายเป็นดาราชื่อดัง ใครจะไปเชื่อว่านักศึกษาพันธุศาสตร์ที่เรียนไม่จบ หน้าตาบ้านๆ ผิวคล้ำ จะชีวิตผกผันกลายมาเป็นดาราชื่อดังได้ หลังจากที่ผู้คนทุกคนต่างหน้าตาสวยหล่อแบบฝรั่งกันไปหมด จึงกลายเป็นว่าเป็นพวกหน้าโหล และไม่ได้เป็นดารา ขณะที่คนหน้าตาไทยๆ อย่างผมนั้นมีน้อย และเป็นเอกลักษณ์ หน้าตาไทยๆ ผิวคล้ำ กลายเป็นบรรทัดฐานของความหล่อสวยยุคใหม่ ผู้คนจำนวนมากอยากให้ลูกชายหน้าตาเหมือนผม และผมคิดว่าคงจะเป็นเรื่องตลกน่าดูที่ในอีกยี่สิบปีข้างหน้าผมจะได้เห็นคนหน้าตาเหมือนผมจำนวนมากบนท้องถนน แค่คิดก็อดขำไม่ได้แล้ว นี่เป็นตลกเรื่องหนึ่ง ตลกที่ร้ายมากเสียด้วย

ผมนี่โชคดีจริงๆ โชคดียิ่งกว่าพวกโชคดีเสียอีก

กลายเป็นว่าสิ่งที่ผมพูดในวันนั้นทุกอย่างกลายเป็นความจริง พวกโชคดีจำนวนมากที่ต้องตกงานและบางคนถึงกับต้องมาทำงานทำความสะอาด งานแบกหาม โลกก็เป็นเช่นนี้เอง ทุกกลไกล้วนมีหน้าที่และมีความสำคัญ โลกไม่อาจขาดทุกๆ กลไกไปได้ ในขณะที่พวกโชคร้ายต่างหากที่มีงานทำ นั่นเพราะพวกโชคดีล้วนมีความคิดแบบเดิมๆ นักเขียนที่เหมือน เจ. เค. โรว์ลิ่ง ย่อมเขียนงานแบบ เจ. เค. โรว์ลิ่ง นักวิทยาศาสตร์ที่เหมือนไอน์สไตน์ย่อมคิดแบบไอน์สไตน์ แต่พวกโชคร้ายกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาคิดต่าง และนั่นแหละคือสิ่งที่โลกต้องการ ต้องการงานเขียนที่แปลกใหม่ ความคิดที่สดใหม่ และนี่เองก็ทำให้ผู้คนเริ่มหันมาเชื่อในสิ่งที่ผมพูดวันนั้น และทำให้มีการใช้เทคโนโลยีคัดเลือกยีนน้อยลงมาก พวกเขาเลือกที่จะไม่เชื่อในโชคชะตาอีกค่อไป

เฉกเช่นต้นข้าว เธอเรียนต่อจนจบ และกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง เธอเขียนงานหลากหลายรูปแบบทั้งวรรณกรรม สารคดี หลายๆ งานของเธอก็เสนอแนวคิดต่อเรื่องการใช้เทคโนโลยีคัดเลือกยีน ที่สำคัญเธอเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ที่ผมแสดงด้วย และในที่สุดผมกับเธอก็แต่งงานกัน

ชีวิตคู่ของเรามีความสุขและบางทีเราอาจจะมีลูกด้วยกันสักคนสองคน

ว่ากันว่ายีนเป็นตัวกำหนดเรา ทำให้เราเป็นเรา แล้วถ้าหากว่าเราสามารถกำหนดยีนได้ล่ะ

ผมกำลังนั่งมองแผ่นโฆษณานั้นอยู่ตอนที่เธอเดินเข้ามาพร้อมกับยิ้มถามผมว่า “คุณอยากให้ลูกคุณเหมือนใคร”

ผมยิ้มเล็กๆ ทิ้งแผ่นโฆษณานั้น แล้วหันไปตอบเธอว่า “ผมอยากให้ลูกของผมไม่เหมือนใคร”

บทความก่อนหน้านี้เบื้องลึกศึกบิ๊ก สปสช. กำหนดทิศ’บัตรทอง’
บทความถัดไปกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร : “ทะเลสาบ โรงน้ำแข็ง ตู้เย็น”