เรื่องสั้น : โปรดหักแขนฉันกินตอนกลางวัน / มีเกียรติ แซ่จิว

เรื่องสั้น / มีเกียรติ แซ่จิว

 

โปรดหักแขนฉันกินตอนกลางวัน

 

ฉันไม่เคยเชื่อว่ารักแท้มีอยู่จริง อยากจะพิมพ์ลงหน้าไฟล์เวิร์ด ขึ้นหน้าสเตตัสเฟซบุ๊ก บันทึกลงสมุด แต่ความคิดก็ล่องลอยอยู่ในหัว ฉันเพียงแต่คิดวนเวียนว่า ‘รักแท้ไม่เคยมีอยู่จริง’ ตั้งแต่วันที่พ่อทิ้งครอบครัวไปแล้วไม่เคยหวนกลับ หากเธอถามว่าจะสนใจไปทำไม แค่ใช้ชีวิตของเราต่อไป อย่าเอาปมเล็กๆ มาทำให้กลายเป็นปัญหาใหญ่ กลายเป็นคนขาดความรัก ซึ่งมันก็จริง หากจะคิดอย่างนั้น แต่ฉันไม่สามารถห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องราวแต่หนหลังในครอบครัวของเราได้ เพราะภาพที่ฉันเห็นคือ ภาพพ่อ-แม่ทะเลาะกันทุกวัน และสุดท้ายเช้ามาฉันไม่เห็นหน้าพ่ออีก พ่อเก็บข้าวของย้ายออกไปตอนไหน โดยไม่กล่าวลาลูกสาวคนเดียวคนนี้ นับจากวันนั้น วันที่ไม่มีพ่อ แม่กับฉันก็เริ่มห่างเหินกัน

คลี่คลายปมเหมือนแกะเชือกรองเท้าแล้วเอามาผูกใหม่อย่างนั้นหรือ สำหรับประสบการณ์ชีวิตที่ผ่าน ไม่มีแม้สักวันที่ฉันจะลืม โดยเฉพาะวันที่ฝ่ายปกครองโทร.ตามแม่จากที่ทำงานให้มาที่โรงเรียนโดยด่วน เนื่องจากฉันเอาดินสอไปทิ่มแก้มเพื่อนจนเป็นรู

“ดีไม่โดนตา” ครูว่า แม่ได้แต่ก้มหน้าขอโทษขอโพยครูและแม่ของเพื่อนฉันเป็นการใหญ่ ดีที่อีกฝ่ายไม่เอาความ แต่บอกแม่ฉันให้ตักเตือนสั่งสอนลูกของตัวเองว่าอย่าไปทำอย่างนี้กับใครเข้าอีก แม่พูดอะไรไม่ออก กล้ำกลืนเก็บความรู้สึกทั้งหมดมาลงที่ฉันในเย็นวันนั้น ไม่ถามฉันสักคำว่าทำไมฉันถึงเอาดินสอทิ่มหน้าเพื่อน

ความเจ็บจากไม้เรียวที่โดนกระหน่ำตีจนหัก ใบหน้ากับแผ่นหลังที่เป็นรอยนิ้วมือของแม่ เธอคงนึกภาพความรุนแรงนั้นออก และจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เพื่อนๆ ทยอยเลิกคบกับฉันไปทีละคนสองคน จนไม่เหลือใคร ฉันสู้ทนเรียนจนจบชั้นมัธยมปลายและไม่ศึกษาต่อ โบกมือลาบ้านที่ขาดแคลนความรัก ให้สายลมหอบพัดไปลงตรงไหนสักแห่งเมื่อยามลมเริ่มอ่อนแรง ฉันกลายเป็นคนไร้บ้าน ไร้ครอบครัว ไร้การศึกษา ไม่มีเพื่อนสักคน เธอคิดว่าเด็กที่เรียนจบเพียงมัธยมปลายอย่างฉันจะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร

ลองเดาอย่างหยาบๆ ที่สุดดูก็ได้ว่าคงหนีไม่พ้นสูตรสำเร็จเดิมๆ ติดยา ขายตัว ใช้ชีวิตเละเทะ เป็นเหยื่อแร้งการุมจิกทึ้ง แต่ไม่ใช่สำหรับฉัน ฉันนั่งรถไฟลงสถานีหัวลำโพง เหน็ดเหนื่อยและหิวโหย ทั้งเนื้อทั้งตัวมีเงินติดกระเป๋าอยู่น้อยนิด แค่พอประทังไปได้แค่วันสองวัน

ฉันต้องหาอะไรทำสักอย่าง

 

ก็ร้านอาหารตรงนี้นี่แหละ ข้าวแกงรถเข็นในเช้านั้น นอกจากจะเป็นมื้อแรกที่แสนอร่อยแล้ว หลังจากนั้นฉันก็ของานเขาทำ โดยอ้างว่าตั้งใจเข้ากรุงเทพฯ มาหางานทำ ให้ฉันช่วยล้างจาน ช่วยเสิร์ฟอาหารก็ยังดี

เถ้าแก่เจ้าของร้านเป็นชายร่างอ้วนพุงพลุ้ย ยิ้มตาหยี มีไฝเม็ดเป้งที่ใต้ตาขวา ผมยังดำอยู่เต็มหัว ทีแรกฉันคิดว่าแกคงอายุ 40 ที่ไหนได้แกอายุปาเข้าจะ 50 แล้ว แกเคยแต่งงานแล้วหย่า มีลูกชายสองคน ปัจจุบันเรียนจบและทำงานกันหมดแล้ว

แกเล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนเคยทำงานประจำ แต่รายรับทางเดียวมันไม่พอยาไส้ เลยต้องหาอาชีพเสริม สมัยก่อนแม่ของแกขายข้าวราดแกง ตั้งโต๊ะ 3-4 ตัวบริเวณทางเท้าหน้าบ้าน แต่พอแม่เสียไปก็ไม่มีใครสานต่อ พี่น้อง 5 คนทำงานกันหมด ต่างแยกย้ายออกไปมีครอบครัว เหลือแกที่เป็นน้องคนเล็กที่ยังอยู่ในบ้านหลังเก่า หน้าบ้านเลยกลายเป็นที่จอดรถเข็นคันเก่ากับกระถางต้นมะลิสองต้นและมอเตอร์ไซค์คู่ใจคันเก่าที่แกใช้ขับไปทำงานพาเมียซ้อนท้ายไป-กลับด้วยกัน

ภรรยาแกเป็นคนชอบกินข้าวหมูแดงและมีน้ำราดสูตรอร่อยที่ได้มาจากแม่ของเธอ ทั้งสองเลยตกลงร่วมกันว่าจะทำข้าวหมูแดงขาย ขยันตื่นแต่เช้ามืดไปตลาดซื้อของมาตระเตรียมไว้ก่อนออกไปทำงาน พอเลิกงานกลับถึงบ้านก็ช่วยกันขายข้าวหมูแดงต่อจากหกโมงเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน

รายได้เสริมตรงนี้ทำให้แกเห็นตัวเงินและรายรับเป็นกอบเป็นกำอยู่ทุกวัน ไม่เหมือนเงินเดือนที่สิ้นเดือนจะได้รับที แต่เรื่องดีๆ ก็มาพร้อมกับข่าวร้ายๆ เสมอ เมื่อแกตัดสินใจออกจากงานประจำและเปลี่ยนจากข้าวหมูแดงมาขายข้าวราดแกงเต็มตัวจากเช้าจรดค่ำสวมวิญญาณแม่ของแกที่เคยทำไว้ ส่วนภรรยาเพิ่งคลอดลูกคนที่สองและกลับไปทำงานเลขานุการอยู่ในบริษัทเอกชนเหมือนเก่า

แกไม่เคยระแคะระคายว่าภรรยาในวัยต้น 30 จะเป็นมะม่วงสุกปลั่งเนื้อหอมเป็นที่หมายปองของใครต่อใคร วันๆ แกเอาแต่ทำงาน ตกดึกมาก็หลับเป็นตาย ไม่เคยคิดเลยว่าความห่างของอ้อมกอดและการพลอดรักจะกลายเป็นสิ่งที่ภรรยาอยากให้สามีเอาอกเอาใจ เติมเต็ม อย่าให้มอดไหม้ สามีไม่เคยล่วงรู้ในเรื่องนี้ และภรรยาก็ไม่เคยบอก นานวันเข้าความร่ำรวยเงินทองไม่ได้ช่วยอะไร แต่กลับกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ค่อยๆ ขาดผึงออกจากกัน

ตอนแกเล่าให้ฟัง ขอบตาของแกแดงผ่าว ไม่ต่างจากฉันที่นั่งน้ำตาไหลออกมาโดยไม่ตั้งใจ เหมือนฉันได้ฟังเรื่องของพ่อ-แม่ที่เลิกกัน แกว่าไม่อยากพูดต่อแล้ว รู้แต่ว่าเลิกกันก็พอ อีกอย่างลูกชายทั้งสองก็เลือกอยู่กับแก ไม่อยากไปอยู่กับสามีใหม่ของแม่แต่อย่างใด แต่ลูกๆ ก็ยังรักและไปมาหาสู่กับแม่ของพวกเขาอยู่เนืองๆ

แต่ก่อนแกเคยอยากได้ลูกสาวเพิ่มอีกสักคน แต่ลูกคนที่สองที่เกิดมาก็เป็นผู้ชายเหมือนคนแรก แกเลยคิดขึ้นมาได้ว่าไหนๆ ก็ทำคนเดียวมาตลอดหลายปี ลูกๆ ก็เรียนจบกันหมดแล้ว อยากทำงานบริษัท แต่งตัวหล่อๆ กัน ไม่อยากยืนตักข้าวแกงขาย แกไม่ว่าอะไร เพราะแกเองเคยผ่านจุดนั้นมาก่อน ก็ตั้งหน้าตั้งตาทำงานของแกอยู่คนเดียวต่อไป จนปีนี้จะเข้า 50 แล้ว แรกๆ แกคิดว่ายังไหว แต่ก็ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวทุกครั้งหลังเก็บกวาดร้านเสร็จ หากมีคนมาช่วยแบ่งเบาภาระคงจะดีไม่น้อย แกเลยตัดสินใจจ้างฉันเอาไว้ให้ทำงานและอยู่กินด้วยกัน

…หากเธอกำลังคิด ไม่ใช่สิ่งที่เธอคิดหรอก

 

เถ้าแก่ไม่เคยลวนลามหรือล่วงเกินฉัน แกเอ็นดูฉันเหมือนฉันเป็นลูกคนหนึ่งจริงๆ ส่วนลูกชายทั้งสองของแกก็เห็นฉันเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเช่นกัน ซึ่งฉันก็ไม่รู้หรอกว่าแกอบรมสั่งสอนลูกของแกมาแบบไหน ถึงได้เติบโตขึ้นมาเป็นคนดีด้วยกันทั้งคู่ ทั้งที่พ่อ-แม่ก็หย่ากันไม่ต่างกับฉัน ฉันจึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นตัวชี้วัดเรื่องของเด็กคนหนึ่งว่าจะเติบโตขึ้นมากลายเป็นคนแบบไหน

แน่นอนว่าครอบครัวสำคัญมาเป็นอันดับหนึ่ง แต่ว่าคงไม่เสมอไป มันคงต้องมีอะไรสักอย่าง หากจะเรียกสิ่งนั้นว่าบุญวาสนา เวรกรรมหรืออะไรก็ตามแต่ ฉันไม่มีคำตอบหรือบทสรุปตายตัวให้กับเรื่องนี้ แต่ที่แน่ๆ ฉันไม่เคยถูกล่วงเกินหรือล่วงละเมิดทางเพศจากผู้ชายทุกคนในบ้านหลังนี้ ฉันต้องขอบคุณพวกเขามากกว่า ที่รักและเอ็นดูเหมือนฉันเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว

…นั่นสิ แล้วอะไรเป็นจุดเชื่อมต่อให้เด็กบ้านแตกอย่างฉันก้าวไปสู่การเป็นนางแบบระดับโลก

เรียกว่าความบังเอิญได้ไหม? ที่เด็กสาวผิวดำ โหนกแก้มสูง ใบหน้าแทบไม่เคยแต้มรอยยิ้มคนนี้จะบังเอิญไปอยู่ถูกที่ถูกเวลาได้พบกองถ่ายหนังเรื่องหนึ่งมาขอเช่าร้านของเถ้าแก่เป็นสถานที่ถ่ายทำตลอดหนึ่งวัน และฉันถูกเชิญให้ไปร่วมเป็นตัวประกอบฉาก ไม่ต้องทำหน้าแปลกใจ เพราะฉันก็แปลกใจไม่ต่างกัน ฉันแค่นั่งเป็นลูกค้าในร้านและกำลังกินไข่พะโล้อยู่ ตาไม่ได้มองนักแสดงคู่ขวัญที่กำลังนั่งอยู่อีกโต๊ะด้วยซ้ำ

แต่หลังจากหนึ่งปีที่หนังเข้าฉาย วันธรรมดาวันหนึ่งในวัยต้น 20 ก็มีผู้ชายสวมแว่นกันแดดสีชาคนหนึ่งมาหาฉันที่บ้าน บอกเล่าเรื่องราวว่ากำลังหานักแสดงหญิงผิวน้ำผึ้งอย่างฉันให้มาประกบกับพระเอกหน้าใหม่ และผู้กำกับฯ เห็นฉันจากการเป็นตัวประกอบในหนังเรื่องนั้น เลยอยากให้ฉันมาลองเทสต์หน้ากล้อง

ฉันปรึกษาเถ้าแก่ ซึ่งฉันเรียกว่าพ่อ และพี่ๆ ที่ฉันเรียกว่าอาเฮีย เถ้าแก่ว่าแล้วแต่ฉันตัดสินใจ ส่วนพี่ๆ ว่าน่าลองดู โอกาสดีๆ ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ เถ้าแก่เลยสรุปว่า งั้นให้อาโตลางานไปเป็นเพื่อน พี่โตหรือพี่ใหญ่ของบ้านพยักหน้าสนับสนุน

แล้ววันต่อมาก็พาฉันซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มาที่บริษัทหนังแห่งหนึ่ง

 

เรื่องมันชักจะยาวแล้วใช่ไหม ฉันยังไม่เข้าเรื่องสักทีว่าไปไงมาไงฉันถึงได้…เธอยื่นนิ้วมาปิดปากฉัน ส่ายหัวช้าๆ แสดงสีหน้าว่าเข้าใจฉันทุกอย่าง เธอว่าอยากฟังฉันเล่าต่อให้จบ

“เวลามีเหลือเฟือ” กาแฟถ้วยที่สองเข้าไปแล้วนะ ฉันคิด…ทำไมเธอช่างแสนดี

ชีวิตเป็นเรื่องประหลาด เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาฉุดให้ฉันก้าวเข้าไปในโลกของแสงสีที่ไม่เคยรู้จัก จะว่าเป็นเรื่องบังเอิญก็ไม่ผิด จะว่าเป็นโชคชะตาก็น่าจะใช่ จะว่าเป็นบุญเก่าก็ถูกอีก หรือจะว่าเป็นจังหวะชีวิตจัดสรรให้ฉันต้องมาอยู่ที่ร้านเถ้าแก่และกลายเป็นดาราก็ได้เช่นกัน

ฉันกลายเป็นที่รู้จักจากละครเรื่องแรก ตามมาด้วยหนังเรื่องแรก ถ่ายโฆษณา เดินแบบ ออกงานอีเวนต์ตามสถานที่ต่างๆ เงินทองหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาด ฉันตั้งใจซื้อบ้านใหม่ให้เถ้าแก่ แต่แกไม่อยากได้ แกว่าตกแต่งบ้านเดิมใหม่ก็พอแล้ว ฉันตามใจแกไม่ขัด ส่วนอาเฮียทั้งสองฉันซื้อรถยนต์ป้ายแดงให้คนละคัน ส่วนแม่แท้ๆ ของฉัน ฉันไม่เคยกลับไปดูดำดูดี และตลอดเวลาที่อยู่กับเถ้าแก่มา แกไม่เคยถาม เสมือนคนอาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างแก มองตาฉันปราดเดียว คงเห็นเข้าไปข้างในจิตใจที่แตกสลายได้เป็นอย่างดี

จากเด็กบ้านแตกคนหนึ่ง วันหนึ่งกลายมาเป็นหงส์ คงไม่มีใครนึกอยากจะเชื่อ ตัวฉันเองก็ยังไม่เชื่อว่าในเวลาต่อมาฉันจะได้เดินทางบินข้ามประเทศไปเซ็นสัญญาเป็นนางแบบแบรนด์ไฮเอนด์อยู่ปารีสถึง 5 ปีเต็มก่อนจะบินกลับมาร่วมงานศพของเถ้าแก่ 3 ปีหลังจากนั้น…

แม้แกจะไม่ใช่พ่อแท้ๆ แต่ฉันก็ร้องไห้ปานจะขาดใจตามกับผู้มีพระคุณคนนี้

ชีวิตคือนิยายดีๆ สักเล่ม อย่างที่ใครว่าไว้ไม่มีผิด มองละครแล้วย้อนมองดูตัวเอง

5 ปีที่อยู่ที่ปารีส ฉันหลงระเริง ดื่มกินสังสรรค์จนลืมตัว ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายซื้อหาความสุขและอยู่อย่างมั่งคั่ง ปรนเปรอความรักให้ฝรั่งตาน้ำข้าวที่รักฉันและทอดทิ้งฉัน ฉันเริ่มสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ไวน์ ก็ที่นี่ เมืองแห่งน้ำหอมที่เปลี่ยนแปลงตัวฉันให้กลายเป็นอีกคน กลิ่นที่เคยหอมฟุ้ง กลับค่อยๆ เหือดหายไปอย่างช้าๆ

ฉันผอมโกรกเป็นไม้เสียบผี ไหปลาร้าโบ๋เป็นร่องลึก แก้มตอบ ใต้ตาดำคล้ำตอนมางานศพของเถ้าแก่ อาเฮียทั้งสองยังว่าแทบจำไม่ได้ ทำไมฉันถึงปล่อยตัวทรุดโทรมขนาดนี้ สารภาพว่าฉันแอบเล่นยา แต่ไม่เคยบอกความจริงเรื่องนี้กับใครว่า นอกจากจะโกอินเตอร์ไปใช้ชีวิตหรูอยู่เมืองนอก ฉันไปสำมะเลเทเมากับชีวิตมาสุดเหวี่ยงแค่ไหน สุดเหวี่ยงถึงขนาดที่ว่า…ใช่ เธอรู้ตั้งแต่แรกคบแล้ว เธออยากให้ฉันเล่าต่อไหม

ฉันถลำลึกเข้าสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าหลายร้อยล้าน ในวันที่ฉันเสพโคเคนหนักและใคร่กระหายอยากได้มันมาปรนเปรอมากยิ่งขึ้น ฉันเริ่มทำงานเดินแบบพัง ทำลายตัวเองและงานสำคัญใหญ่ๆ จนผู้จัดหลายคนรวมทั้งเพื่อนนางแบบส่ายหน้าเอือมระอาไปตามๆ กัน และสุดท้ายเพื่อนชายคนที่เข้ามาตีสนิทก็ชักชวนให้ฉันเข้าสู่วงการหนังใต้ดินที่ฉันต้องใช้เรือนร่างแลกเงินและยามาเสพได้ไม่อั้น

ถัดจากนี้ฉันไม่ขอเล่าแล้วกัน

 

ในค่ำคืนที่เคว้งคว้างที่สุดคืนหนึ่ง ฉันเดินเปลี่ยวเหงาอยู่ท่ามกลางมหานครที่ผู้คนพลุกพล่าน จำได้ว่าวันนั้นเป็นคืนวันคริสต์มาสที่ครอบครัวออกมากินเลี้ยงฉลองกัน แต่ฉันเหมือนเด็กสาวขายไม้ขีดไฟเดินห่มคลุมไอหนาวแล้วมองครอบครัวสุขสันต์ผ่านกระจกตามร้านอาหาร มองชีวิตที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักทั้งพ่อ-แม่-ลูกและบรรดาคู่รักที่ออกมาเฉลิมฉลองกัน แต่ฉันโดดเดี่ยว ลำพัง กอดเก็บความเหน็บหนาวไว้ลึกสุดหัวใจ

ฉันนึกถึงบ้านเกิดที่ต่างจังหวัด นึกถึงพ่อที่ทอดทิ้งไป นึกถึงแม่ที่ฉันคิดเสมอว่าแม่ไม่เคยรักฉัน นึกถึงเถ้าแก่และอาเฮียทั้งสองที่ใจดีกับฉันเหมือนฉันเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัว นี่ฉันกำลังเอาชีวิตมาโยนทิ้งไม่ต่างจากก้อนเนื้อตายซาก เท้าที่ก้าวเดินบนแคตวอล์ก ราตรีที่เจิดจรัสพร่างพราวไปด้วยแสงสี กลับเหยียบย่ำฉันให้จมลงดินตกต่ำสู่แสงสปอตไลต์บนเตียงนอน และแสงสีขาวที่เหมือนฝุ่นแป้งกำลังดับชีวิตฉัน

แต่แสงหิ่งห้อยที่กำลังริบหรี่ ก็มีใครคนหนึ่งเดินเข้ามาฉุดมือฉันขึ้นอีกครั้ง

…ถึงตอนที่เธออยากรู้สักทีนะ

 

ใครจะเชื่อเล่าว่าวันแห่งการเฉลิมฉลองในปีนั้นจะเป็นปีที่ฉันเลิกยาและกลับมาอยู่บ้านอย่างถาวร

เรื่องเลวร้ายเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน มองย้อนกลับไปในวันนี้กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของชีวิต ชีวิตคงทดสอบฉันให้ต้องเผชิญมรสุมและผ่านพ้นมา คนกระหายอยากยาอย่างฉัน ถ้ามีคนมากระซิบข้างๆ หู ปลอบประโลม หว่านคำหวาน เหมือนมีเสื้อขนเฟอร์มาห่มคลุมในวันหนาวเหน็บและต้องการใครสักคน

…วันนั้นหนุ่มผมทองกับดวงตาเขียวมรกตคู่นั้นทำได้สำเร็จ

เขาว่าอยากจะช่วยเหลือสาวไม้ขีดไฟ ขอเหมาซื้อกลักไม้ขีดทั้งหมดเพื่อฉันจะได้ไม่ต้องมายืนเร่ขายในวันคริสต์มาสแสนสุขอย่างนี้ แน่นอนฉันเชื่อใจเขา ไปกับเขา บ้านขนมปังที่เขาอ้างว่าอยู่คนเดียวและเปลี่ยวเหงาไม่แพ้ฉัน เพราะเขาเองก็ไม่มีใคร แต่ไม่ใช่เลย ความจริงเป็นเรื่องโหดร้ายและทำลายหัวใจฉันแหลกยับเยิน

เขาบอกเคยดูหนังใต้ดินที่ฉันแสดง และเขากับเพื่อนอีกสองคนในบ้านขนมปังอยากมีอะไรกับฉันเหมือนอย่างในหนังบ้าง ฉันคงไม่ว่าอะไร พวกเขาสามคนพร้อมใจกันลงขันจ่ายเงินให้เพื่อจะได้เสพสมกับฉัน แต่ฉันว่าไม่ ไม่เอา พยายามขัดขืน ร้องลั่น แต่ในสภาพอิดโรยอย่างนั้นกับชายร่างกำยำสามคน แค่ฉันเจอบิดแขน ต่อยท้อง ตบหน้า ฉันก็สะอื้นแล้ว นี่ฉันยังต้องโดนพวกมันละเลงความใคร่กระหายอย่างป่าเถื่อนเข้าอีก มันเป็นฝันร้ายที่ฉันคิดว่าควรตายมากกว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไป

เช้านั้นฉันตื่นขึ้นมาอยู่ข้างกองขยะ ไม่ต่างจากซากขยะเหม็นเน่าสักชิ้นที่รอรถเก็บขยะมาขนทิ้ง

แสงแรกแห่งวันใหม่ถัดจากวันเฉลิมฉลอง ความสุขของชีวิตของใครหลายคน แต่บนใบหน้าฉันกลับเปื้อนรอยคราบน้ำตา เรื่องนี้ทำฉันเข็ดขยาด จนไม่กล้าออกไปไหน ขังตัวอยู่ในห้อง ไม่รับโทรศัพท์ กัดกรอดความทุกข์ทรมานแทบบ้าและอยากยาเจียนคลั่งอยู่ 3 วันเต็ม แต่ทว่าปาฏิหาริย์มีจริง ฉันคงผ่านบททดสอบสุดหินนั้นแล้ว

วันถัดมาฉันแทบลุกไม่ไหว ลากตัวมาเปิดตู้เย็นดื่มน้ำหมดไปสองขวดแล้วนอนแผ่อยู่ตรงนั้น ฉันหัวเราะและร้องไห้อยู่ตรงนั้น ทั้งดีใจและเสียใจระคนปนเปกันไปหมด และสัญญากับตัวเองว่านับจากวันนี้เป็นต้นไปฉันจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับยานั่นอีก เลิกสำมะเลเทเมา เลิกเปลื้องเปลือยภายใต้แสงนีออนสนองตัณหากามารมณ์กับคนที่ไม่รู้จัก พอกันที ฉันอยากกลับบ้าน หวนคืนสู่ถิ่นฐานที่จากมา แต่ตอนนี้ฉันถังแตก หมดตัว

สุดท้ายฉันก็โทร.หาพี่โต ให้ช่วยส่งเงินมาให้ฉันซื้อตั๋วเครื่องบินกลับบ้าน

 

.แม้ไม่มีเถ้าแก่แล้ว แต่บ้านหลังเดิมที่ทำใหม่ก็ยังอยู่เหมือนเก่า พี่ชายสองคนแม้จะแยกย้ายออกไปอยู่บ้านใหม่และต่างก็มีครอบครัวกันแล้ว แต่ยังคงไปๆ มาๆ ไม่อยากขายทิ้งหรือปล่อยรกร้าง เวลาเพียง 4-5 ปี แม้จะไม่นาน แต่ก็พอให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง

ฉันยังคงโชคดีที่อาเฮียทั้งสองเสมอต้นเสมอปลายกับฉันจวบจนวันนี้ ทั้งสองให้เงินฉันใช้ทุกเดือนโดยฉันไม่เคยเอ่ยปากขอ บอกแต่เพียงเราพี่น้องต้องช่วยเหลือกัน ฉันซาบซึ้งในอาเฮียทั้งสองมาก ฉันเคยตอบแทนเพียงซื้อรถให้คนละคัน แต่ทั้งสองกลับให้ชีวิตใหม่คืนแก่ฉัน ไม่ต่างจากครั้งวันวานที่ฉันเคยได้รับจากเถ้าแก่เลย แม้ฉันจะเกลียดผู้ชายที่เคยทำเลวระยำกับฉันไว้และพวกผู้ชายในวงการหนังใต้ดินเหล่านั้น แต่ฉันไม่เคยมองว่าทุกคนจะต้องหื่นห่ามเหมือนกันหมด ในคนไม่ดีย่อมมีคนดี ในเรื่องเลวร้ายย่อมมีเรื่องดีตามมา ไม่มีใครเจอถ้ำมืดไร้แสงสว่างได้ตลอดเวลา…อย่างน้อยฉันก็เชื่อเช่นนั้น

ฉันปล่อยเวลาให้ผ่านไปเหมือนนั่งมองดูสายน้ำไหลไปเรื่อยๆ อยู่ราว 3 เดือน เป็น 3 เดือนที่ฉันไม่ทำอะไรเลย นอกจากตื่นนอนขึ้นมาอาบน้ำ กินข้าวและเปิดทีวีตลอดวัน ในบางวันที่ไปเดินตลาดใกล้บ้าน หลายคนยังจำฉันได้ หลายคนซุบซิบนินทาเรื่องข่าวลือต่างๆ แต่ฉันไม่สน และเลิกสนมานานแล้ว ฉันไม่ใช่ฉันคนเก่าอีกต่อไป ฉันไม่เจิดจรัสเหมือนแต่ก่อน ไม่เป็นใครเลย นอกจากเป็นฉันที่กำลังทบทวนชีวิตที่ผ่านมา

ฉันมองกรอบรูปถ่ายของเถ้าแก่บนแท่นบูชา มองวันวาน มองเด็กบ้านนอกกะโปโลคนนั้นที่หิวกระหายและของานทำ มองช่วงเวลาแห่งความสุข เถ้าแก่ไม่เคยปลุกฉันไปจ่ายตลาดตอนเช้ามืด เถ้าแก่ให้ฉันนอนหลับเต็มอิ่ม ก่อนจะปลุกฉันให้ขึ้นมาช่วยล้างผักหั่นหมู ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ ช่วยตักอาหาร ช่วยเสิร์ฟอาหารบ้าง เก็บกวาด แต่ไม่มากไม่มาย ฉันไม่ต้องทำงานหนักเหมือนเถ้าแก่ แกช่างใช้ลูกมือคนนี้ไม่คุ้มค่าจ้างเอาเสียเลย แต่แกก็ให้เงิน ให้ที่อยู่ที่กินจนฉันเรียกแกว่าพ่อได้เต็มปากโดยไม่เคอะเขิน และแกก็เรียกฉันว่าลูกได้สนิทใจ

ถึงตอนนี้เธอคงไม่แปลกใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมอยู่ๆ ฉันจึงมาทำอาชีพขายข้าวแกง เหมือนว่าความสุขที่แท้จริงเริ่มต้นจากตรงนี้ และฉันก็ปล่อยมือจากมันไป…นี่ละที่เขาว่า ละครแห่งชีวิต ชีวิตคือละครจริงๆ

 

เธอบดขยี้มวนบุหรี่ลงจานรองถ้วยกาแฟ ยกถ้วยที่สามของวันดื่มเป็นอึกสุดท้าย

ฉันไม่เคยคิดว่าเด็กสาวข้างบ้านคนนั้น วันนี้จะกลายมาเป็นเธอคนนี้ แม้ในตอนแรกที่เจอกันเธอจะเป็นเพียงเด็กมัธยมปลายอ่อนกว่าฉันเพียง 1 ปี แต่เธอก็น่ารักน่าเอ็นดู ผิวพรรณขาวเหลืองแก้มฝาดเหมือนลูกสาวคนจีนทั่วไป แต่เธอในวันนี้กลับต่างออกไป เธอช่วยเยียวยาฉัน เธอเดินเข้ามาสู่ชีวิตที่พังทลายของฉัน รักฉัน เธอไม่สนใจเรื่องความหลังของฉัน เธอเพียงแต่ฟัง ตั้งใจฟัง ไม่มองฉันเป็นของเสียไร้ค่า

เธอว่าฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่หยัดยืนได้อย่างสง่างาม

ต่างจากเธอที่ยากเหลือเกินกับการก้าวข้ามกำแพงของครอบครัว เธอจึงเป็นลูกสาวที่ดีเพื่อให้ครอบครัวของเธอสบายใจ เรียนจบแต่งงานย้ายออกไปอยู่บ้านสามีและมีลูกชายวัย 2 ขวบคนหนึ่ง แต่ทุกครั้งที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้าน เธอจะมาหาฉัน มาคุยเล่นอยู่กับฉัน ในบางคราวที่เธอต้องอุ้มลูกมาด้วย เธอจะให้ลูกดูดขวดนมกล่อมจนหลับแล้ววางไว้บนเบาะนอนชั้นล่าง ก่อนที่เราสองคนจะจับมือเดินจูงกันขึ้นชั้นบน

ไม่มีใครรู้เรื่องของเรา ครอบครัวของเธอรู้เพียงฉันเป็นลูกเลี้ยงของเถ้าแก่คนหนึ่ง เคยเป็นดาราโด่งดังมีชื่อเสียงและตกเป็นข่าวฉาวตอนอยู่ต่างประเทศ ก่อนบินกลับมาเมืองไทย ส่วนใหญ่รู้กันเพียงเท่านั้น ไม่มีใครรู้มากกว่านั้น

วันไหนที่รู้ว่าเธอจะมา ฉันจะปิดร้าน เปิดประตูไว้คอยรอต้อนรับ เธอกระหายบุหรี่และกาแฟดำร้อนและเธอชอบการปรนนิบัติของฉัน เหมือนเราปิดประตูบ้านพูดคุยกันปกติ นั่งกินข้าวกลางวันกันปกติ แต่เป็นตอนกลางวันที่ร่างกายของเราบดเบียดเร่าร้อนอยู่บนเตียงนอน

เธอว่าเวลาอยู่กับสามีเธอนอนเป็นผีตายซาก แต่กับฉันเธอมีเสียงร้องที่เปล่งออกมาได้อย่างถึงใจ ทุกครั้งเธอจึงชอบให้ฉันเล่นแผลงๆ ได้ตามอำเภอใจ อย่างคล้องกุญแจมือเธอแล้วไขว้แขนไปไว้ด้านหลัง เธอว่าชอบถูกจับ สมยอม พร้อมให้ฉันลงโทษได้อย่างสาสม

ฉันไล่ระดมจูบจากแผ่นหลังขาวนวลขึ้นมาบริเวณซอกคอ ไม่กล้าทำให้เป็นที่สงสัย เผยรอยจ้ำแดงให้ใครเห็น ในตอนกลางวันที่แดดรุ่มร่าม เนื้อตัวของเราจะชุ่มฉ่ำไปด้วยเม็ดเหงื่อ ลิ้นลากเลียพร้อมบทร่วมรักหฤหรรษ์ เสียงครางของเครื่องแอร์เก่า ร้องได้น่ารำคาญไม่เหมือนเสียงร้องครวญครางของเธอ เราสองคนได้สนุกร่วมกันสมอยาก ในขณะที่ลูกชายของเธอก็ช่างน่ารักน่าชัง นอนหลับได้ยาวนาน ฉันไม่เคยได้ยินเสียงแกร้องขัดจังหวะเสียงรักของเราเลยสักครั้ง เธอว่าความรักสำหรับเราเหมือนกับการทำอาหาร เธอปรุง ฉันชิม แล้วผลัดกันกินจนหมด

แม้ฉันจะไม่เคยเชื่อว่ารักแท้มีอยู่จริง แต่เธอก็ทำให้ฉันเห็นแล้วว่า ‘รักแท้นั้นมีอยู่จริง’ เธอกล้าที่จะเสี่ยงและรักฉันโดยไม่มีเงื่อนไข ดูสิตอนนี้เธอหลับแล้ว ลูกของเธอก็ยังไม่ตื่น เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอสั่นไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง สักพักเสียงกริ่งดังลั่น ฉันชำเลืองมองผ่านผ้าม่านจากชั้นสอง พ่อ-แม่ของเธอมายืนรอเธออยู่ที่หน้าประตูบ้าน ครั้งนี้เธอจะแก้ตัวว่าอย่างไร เธอจะออกหน้าแทนฉันว่าอย่างไร เธอจะทำเป็นอุ้มลูกที่นอนหลับอยู่บนบ่าแล้วเปิดประตูออกมาเหมือนปกติทุกครั้งต่อไปได้อย่างไร

“กล้าที่จะเสี่ยง” ฉันยินคำนี้อีกครั้ง

เธอมายืนอยู่ข้างหลังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่งเนื้อแต่งตัวเรียบร้อย หวีผมอย่างไม่เร่งรีบ ลิปสติกสีแดงฉ่ำ ส่งยิ้มให้ฉัน ยกมือกล่าวลาแล้วพูดเบาๆ ว่าแล้วเจอกันใหม่ ฉันอยากเดินเข้าไปสวมกอดแล้วจูบลาเธออีกครั้ง แต่เสียงกริ่งดังลั่นไม่ยอมหยุด แสดงอาการไม่พอใจ ลูกสาวของเขามาทำอะไรอยู่กับฉันเป็นนานสองนาน

แล้วเธอก็เปิดประตูห้องออกไป ปิดกลับเบาๆ เหมือนทุกครั้ง ฉันแอบมองเธอจากชั้นสองเหมือนทุกครั้ง เธอเพียงแต่เดินอุ้มลูกที่ยังหลับอยู่ไว้บนบ่าเหมือนทุกครั้ง เราจะรักกันอย่างนี้เหมือนทุกครั้งได้ตลอดไปหรือไม่ ความลับไม่มีในโลก แต่เรื่องระหว่างเราสองคนเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง เป็นสิ่งสวยงามเหมือนสายรุ้งยามฝนซา…ถึงแม้จะต้องปกปิด เงียบงัน และกลืนกินกันได้แค่ในตอนกลางวัน

…แต่ฉันก็เชื่อ เชื่อเธออย่างหมดหัวใจ

บทความก่อนหน้านี้คำ ผกา : คนจนก็แบกโลกใบนี้ไว้ครึ่งหนึ่ง
บทความถัดไปการเมืองเรื่องวัคซีน/บทความพิเศษ สมชัย ศรีสุทธิยากร