เรื่องสั้น : รอยเลือด / จรรยา สุวรรณ์

เรื่องสั้น / จรรยา สุวรรณ์

 

รอยเลือด

เขาหยิบกระดาษขึ้นมาวางบนโต๊ะ มุมกระดาษมีรอยเลือดติดอยู่ เขาคิดนิ่งนานว่ารอยเลือดมาจากไหน แผลจากนิ้วมือหรือหัวเล็บก็ไม่ใช่ รอยเลือดอาจมาจากอดีตที่ใครต่อใครลืมไปแล้ว จำได้รางๆ ว่ากระดาษแผ่นนี้เขาได้มาจากสมุดเล่มเก่าเมื่อตอนรื้อห้องหนังสือ อาจเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขามานานจนเขาเองก็ลืม ช่างเถอะ ปัญหาเวลานี้คือจะเขียนอะไรลงไปดี เขาหลับตาคิด ขณะเสียงของความเงียบอันอื้ออึงสอดแทรกดังก้องอยู่ในหัว

สองปีก่อนเขาชวนเพื่อนสนิทออกไปขับรถเล่นในย่านกลางเมือง

เราเคยวิ่งออกไปทางนั้น และใครคนหนึ่งก็ล้มลง เขาพูดลอยๆ

น่ากลัวมาก มีคนเจ็บตายหลายคน เป็นความตายที่ถูกลืม ไร้คนรับผิดชอบ เธอพูดบ้าง

เขาขับรถเลยย่านกลางเมืองไปเรื่อยๆ จนถึงเนินเขาเวิ้งว้าง ตรงเนินเขามีกองดินที่พูนสูงเหมือนหลุมฝังศพ และสายลมที่พัดปลิวยอดหญ้า กระทั่งมวลใบไม้ปลิวลอยขึ้นกลางอากาศ ความเย็นชื้นที่แตะปลายจมูก ราวเป็นการทักทายผู้แปลกหน้ามาเยือน

แนวดงหญ้าที่ไกลออกไปเหมือนมีเมืองสักเมืองฝังอยู่ภายใน อาจมีโครงกระดูกของเหล่าบรรพชน เขานึกถึงตอนนั้น ตอนถูกรุมล้อม มีเสียงปืนดังอยู่เป็นระยะรายรอบ และเงาวูบไหวของใครต่อใครที่ต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอด

หลังจากนั้นทุกสิ่งก็ผ่านเลย การนองเลือดเหลือเพียงอยู่ในวาทกรรมของผู้กุมอำนาจ บาดแผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ถูกมองเห็น ความตายมากมายถูกกลบลบรอยออกไป

น่าจะมีเสือสักตัวหลบซ่อนอยู่ เขาหันมาพูดกับเธอ

เสือตัวนั้นตายแล้ว ตายไปพร้อมกับสิ่งที่เรามองไม่เห็น เธอว่า

เขาหลับตา รอยเลือดยังคงปรากฏชัดเจน เขาตัดสินใจทิ้งเธอไว้ตรงนั้น ปล่อยดวงวิญญาณล่องลอยออกไป

 

หน้ากระดาษมีรอยเลือดเพิ่มขึ้นมาอีก ชื่อคนตายไม่ทันได้ถูกระบุลงไป กระสุนอีกนัดก็พุ่งเข้ามา ปลายดินสอหักขาดกระจุย แน่ใจว่าเขาไม่ได้ตายตอนนั้น แต่ตายลงในอีกสามปีถัดมา

ถึงตอนนั้นเรื่องราวก็เลยเถิดจนหยุดไม่อยู่เสียแล้ว ตอนนั้นเราวิ่งออกไปกลางถนน พยายามช่วยชีวิตคนบาดเจ็บ กระสุนเจาะที่ขาขวา เลือดไหลอาบลงถึงเท้า ไม่มีสัญญาณของการหยุดยิง

กระสุนยังพุ่งมาจากทิศทางที่มองไม่เห็น

 

น่าจะมีนกสักตัวบินไปเกาะบนยอดหญ้า คุณเห็นใช่มั้ย นกตัวสีขาว ขามันสั้น ปีกที่เล็กบางของมันพยายามจะบินขึ้นสูง แต่ก็พลาดตกลงมาเพราะอะไรไม่รู้ บนท้องฟ้านั้นคงมีห่ากระสุน เธอบอก

เขาหยิบกระดาษอีกแผ่นขึ้นวางบนโต๊ะ เสียงเพลงดังขึ้นมาจากบ้านข้างๆ เพลงอะไรคุณไม่รู้จัก ทำนองเหมือนการบอกรัก เลิกรา สมหวัง แล้วก็พลาดหวัง ชีวิตเอาดีอะไรไม่ได้ สุดท้ายก็ไปตายเอาดาบหน้า

บางคนก็อยากมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ก็ต้องแบกบางสิ่งเดินทางไปด้วย นั่นไง ทางโน้น ไกลออกไปอีกหน่อย มีแสงไฟวับแวม

ใครบางคนกำลังจุดไฟ ความหวังตื่นขึ้นมางัวเงีย เหมือนมันไม่รู้ว่ากำลังอยู่ในโลกอีกใบที่ไม่คุ้นเคย

 

พับกระดาษสิ ถ้ามันเป็นนก เราก็จะได้บินออกไปให้ไกลได้เท่าที่ใจปรารถนา เธอบอก

เขาพับกระดาษ จุดสีแดงของรอยเลือดบนกระดาษถูกพับไว้ข้างใน ความตายกำลังถูกส่งต่อไปอีกคนรุ่นหนึ่ง เราไม่ได้ส่งต่อความผิดพลาด แต่เราส่งต่อความหวัง ด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง มันก็แบบนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้จนกระทั่ง

ฉีกกระดาษอีกแผ่น เหลือไว้อีกจำนวนหนึ่ง วางทิ้งไว้บนโต๊ะ เลือดของชายคนนั้นยังส่งกลิ่นคาวคลุ้ง เขายังไม่ตาย ตราบเท่าที่เรายังจดจำบทเรียนราคาแพงนั้น และตราบเท่าที่เรายังไม่รู้ว่าใครเป็นคนยิง ไม่สิ เรารู้ว่าพวกไหนยิง เพียงแต่มันพยายามให้เราลืมด้วยการไม่พูดถึง หรือพวกเขาลบมันออก หรือกระทั่งปล่อยทิ้งไว้ในที่รกร้าง ปิดล้อมไม่ให้เราเข้าใกล้ และเราได้แต่มองมันจากระยะไกล แล้วเห็นเพียงดงหญ้าขึ้นคลุม จินตนาการว่าน่าจะมีเสือสักตัวอยู่ในนั้น

และมีนกอยู่ตัวหนึ่ง นกตัวสีขาว ที่บินออกสูงขึ้นบนฟ้าไม่ได้ ท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยห่ากระสุน

 

เหมือนฝนจะมา และเขาทิ้งตัวลงนอนช้าๆ เคลิ้มฝันอยู่ในหลุมลึกของจิตใต้สำนึก แผ่วเบาเสียงฝนอ้อยอิ่งอยู่ข้างหู

“คุณตายเมื่อไหร่ จำได้มั้ย” เสียงดังเบาราวตกกระทบในหลุมความทรงจำ แตกกระจายแล้วหายไป ขาดห้วงแล้วหวนกลับมาอีก

เชื่องช้าราวแสงแรก แต่กลับเร็วไวเหมือนแดดสาย ลามเลีย แผดเผา โลกแห้งกรอบและผุพังไปสักกี่นาทีไม่รู้จะนับ แต่ค่ำคืนกลับมาถึงอย่างเงียบงัน

“ไม่รู้สิ ผมไม่รู้เลยว่าตัวเองตายไปแล้ว เหมือนผมยังมีชีวิตอยู่ ผมอาจแค่เดินหลงมาทางนี้” คำตอบนั้นหลุดหายไปในความทรงจำอีกหน หมุนวนอยู่ในนั้นกระทั่งถูกกลืนกลบไปกับความมืด ผมหันมองไปโดยรอบ ฝั่งซ้ายเป็นย่านกลางเมือง เมืองที่ย่อยยับจากสงครามกลางเมือง มีรอยเลือดติดอยู่ตามท้องถนน และร้านค้าที่ประตูกระจกแตกกระจาย

“คุณตายไปแล้ว ไม่เห็นเหรอ รอยกระสุนตรงอกข้างซ้าย” เสียงนั้นแผ่วหายไปทันทีที่ผมก้มลงสำรวจร่างตัวเอง

รู้สึกเหมือนร่างผมกำลังถูกดึงกระชากออกไปอยู่อีกที่ ตรงเนินเขาที่ไหนสักแห่ง ผมค่อยๆ หล่นลง และจมหายไปในดงหญ้า และผืนดิน

 

มีใบไม้ที่กำลังเปื่อยผุ เธออาจไม่ได้ยิน เพราะมันเปราะบาง และค่อยๆ ถูกลามเลีย กาลเวลาไม่ได้เชื่องช้า มันเร็วไวเมื่อเราทอดทิ้งมันไว้กับอดีต และเชื่องช้าเกินความเป็นจริงเมื่อเราจับจ้อง

เธอออกเดินไปเรื่อย นับไม่รู้กี่ก้าวที่พ้นผ่านความรู้สึกนับพันหมื่น เมื่อฝนทิ้งเม็ดแรกลงตกกระทบ น้ำหนักของมันช่างเต็มไปด้วยพลัง การหวนย้อนกลับคืน และการพยายามกลับไปยังที่ไหนสักแห่งเป็นไปอย่างไร้ขอบเขต

ไม่มีสิ่งใดกั้นขวางเธอไว้ ทิ้งตัวลงนอนจนกระทั่งดวงตาถูกลืมขึ้นในฝันของคนอื่น แบกรับความทรงจำของเขาเอาไว้ หน่วงเอาไว้ด้วยเสียงเรียกที่ไร้น้ำหนัก ตื่นขึ้นมาอีกหน ถึงรู้ว่ากลายเป็นคนถูกลืม

‘คุณอย่าถามอะไรเลย คำถามโง่ๆ มีเยอะมากพออยู่แล้ว เจอมาเยอะกับการนั่งถามตัวเอง แล้วก็ตอบตัวเองอย่างยากลำบาก’ เสียงนั้นเหมือนล่อยลองมาจากที่ไหนสักแห่ง

ใช้ชีวิตของเธอไปอย่างนั้น ไม่รู้แดดสายจะโถมแรงร้อนของมันได้นานเท่าใด ไม่รู้ค่ำคืนจะหมุนวนมากี่รอบ แต่เราจะมุ่งไปสู่ยามเช้า และหวนย้อนคิดใหม่ว่า โลกมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า การนั่งอยู่เฉยๆ กับความรู้สึกที่พุ่งขึ้นไปแล้วก็หล่นลง

ท้องฟ้ายามที่ผู้คนสิ้นหวัง กับยามที่มีความหวังนั้นไม่ต่างกันเลย สูงต่ำของมันก็ยังคงอยู่ระยะเดิม

หลายสิ่งเคลื่อนออกไปจากจุดเดิม ไปสู่ปลายทางที่เถิบไกลออกไปเรื่อยๆ เหมือนทุกสิ่งที่มองหา และยาวนานไปจนกระทั่งไม้ต้นหนึ่งผลิดอก แล้วร่วงโรย

กระทั่งเราหล่นลงช้าๆ และไร้ซึ่งน้ำหนัก ไม่ต่างอะไรกับความตายที่เคยเกิดขึ้นขณะยังมีชีวิต

 

แน่ชัดแล้วว่ารอยเลือดนั้นเป็นของเขาและเธอ รอยเลือดที่ไหลออกมาจากทุกส่วนในร่างกาย และมีหยดหนึ่งเท่านั้นที่เปื้อนลงไปบนกระดาษ หลายปีต่อมาเลือดหยดเดียวนั้นก็ขยายตัว ผุดขึ้นเองจากตรงนั้นตรงนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งตอนที่เขาและเธอร้องไห้ น้ำตาก็ยังเปลี่ยนเป็นสีเลือด และมันหยดลงแล้วซึมหายไปบนผืนแผ่นดินที่เต็มด้วยการดิ้นรน ค้นหาซึ่งความยุติธรรม

ถึงกระนั้น เขาและเธอก็ยังคงเดินทางออกไปเรื่อยๆ สิ่งที่นำติดตัวไปมีเพียงภาพในใจและความปรารถนามากมายต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง

ส่วนร่างของอดีตนั้นสูญสลายและเปื่อยผุอยู่ในหลุมลึกใต้ผืนดินที่ไหนสักแห่งไม่เคยมีใครค้นพบ

บทความก่อนหน้านี้คนเดือนตุลาหวนคืน จับมือหนุนคนรุ่นใหม่ เปิดตัว ‘OCTDEM’ ประเดิมเชิญ ‘ธงชัย’ ร่วมถกปมนิติรัฐ-นิติธรรม
บทความถัดไปเครื่องเคียงข้างจอ : อะไรก็เป็นไปได้ / วัชระ แวววุฒินันท์