เรื่องสั้น | แล้วข้าจะตายไหมหมอ (จบ)

มันคือความทรงจำ ประดุจตำนานอันแสนเศร้าที่เล่าขานต่อๆ กัน และถูกส่งต่อจนกลายเป็นฉากม่านที่ปิดคลุมความทรงจำอื่นๆ ไปจนหมดสิ้น พร้อมกับฉุดกงล้อแห่งเวลาให้หมุนกลับไปหาอดีต…ใช่ อดีต! ดังเช่นสามวันก่อนข้าพเจ้าคงไม่ได้มาที่นี่หากไม่ใช่ว่าพวกเขาส่งคนไปติดต่อข้าพเจ้าโดยตรง ข้อความในกระดาษที่ถูกปิดผนึกเป็นพิเศษกำชับว่า “ความลับขั้นสูงสุด” พร้อมลายมือหวัดๆ ของนายหัวสั่งว่า เรื่องนี้ห้ามเปิดเผยกับใครเป็นเด็ดขาด หมอมาดูอาการข้าให้หน่อย

“ในที่สุดเอ็งก็มาจนได้ โอ ข้าดีใจเหลือเกิน…” ข้าพเจ้าได้ยินเขาพูด “ข้าอุตส่าห์ตั้งตารออยู่ทีเดียว ว่าแต่พวกเอ็งทำไมมาช้ากันนักวะ ข้าจำได้…ข้าให้คนไปตามพวกเอ็งหลายวันแล้วนี่หว่า”

“ข้าล้มป่วยมานานแล้ว ด้วยโรคที่ข้าไม่อยากให้ใครล่วงรู้ ว่าแต่เอ็งได้ยินข้าไหมวะ…ใช่ ข้าอาย ข้าอายจริงๆ นะ ไม่อยากให้ไอ้ลูกบ้านหน้าไหนมาหัวเราะเยาะข้า เหนืออื่นใด ข้าไม่อยากให้ใครมาเห็นร่างกายอันน่ารังเกียจของข้า”

แล้วเขาก็พูดซ้ำอีกว่า

“ข้าต้องการความมั่นใจ ข้าจึงไม่อยากไปไหนไกล…”

นี่น่ะหรือคนที่ข้าเคยหวาดกลัว…ข้าพเจ้าคิด เผลอจ้องผมขาวสีดอกเลาถูกตัดจนสั้นเต่อแบบนายทหารเผยใบหน้าอันเซียวซีดอย่างลืมตัว

“ไหนๆ เข้ามาใกล้ๆ ข้าหน่อยสิวะ ว่าไปเอ็งก็คล้ายปู่เอ็งราวกับถอดพิมพ์เดียวกันมาไม่มีผิด นั่นทำให้ข้าอดแปลกใจไม่ได้ ข้ายังจำได้ไม่เคยลืมเลือน…” เขาพูด แสยะยิ้มอย่างแข็งกร้าว “ข้าจำได้ ปู่ของเอ็งเป็นคนซื่อสัตย์ ไม่เคยแว้งกัดใคร โดยเฉพาะกับข้า ด้วยเหตุเช่นนี้ข้าถึงได้ชอบเอ็งมากไงเล่า ส่วนเรื่องพ่อของเอ็งข้าได้แต่เสียใจ ข้าอยากจะบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ พ่อเอ็งมันทำเกินไปไม่เคารพข้า…ข้าเข้าใจถูกไหมวะ แต่เอาเถอะ ข้าเห็นแววตาของเอ็งแวบเดียวข้าก็รู้แล้ว ถึงเอ็งจะเกลียดจะโกรธข้าสักเพียงใด ข้าอยากจะบอกว่ามันผ่านไปแล้ว ประการสำคัญที่ผ่านมาข้าได้ทำดีที่สุดแล้ว ข้าช่วยดูแลเอ็งเท่าที่ข้าจะทำได้”

“เอาละ…การมาคราวนี้ข้าจะถือว่านี่คือการตอบแทนที่เอ็งมีให้ นับจากนี้เราไม่ติดค้างกันอีกต่อไป แล้วข้าจะถือว่าเอ็งได้ชดใช้ให้จนหมดสิ้น เอ็งจะยังเป็นลูกๆ ที่ดีของข้าต่อไป เว้นแต่ว่าวันหนึ่งเอ็งจะล้ำเส้นทำอะไรเกินเลยไปกว่าที่ข้าจะเข้าใจ”

อาจเป็นแสงจากดวงไฟแห่งความคิดคำนึง หรือไม่ก็เป็นแสงสว่างแห่งจิตสำนึกที่ต้องการคำตอบ มันลอยกะพริบอยู่เหนือพุ่มไม้ และเห็นชัดได้มากขึ้นเมื่อเดินเข้ามาในอาณาบริเวณของหมู่บ้าน เราเดินข้ามพรมแดนแห่งเวลาเข้ามา มันเป็นดินแดนแห่งความทรงจำ ข้าพเจ้าขัดเขินเล็กน้อยที่กระซิบบอกหมอผู้ช่วยไปว่าเกิดที่นี่ พร้อมกับเล่าเรื่องของ “นายหัว” ที่เป็นบุคคลสำคัญ

“แล้วมันก็เริ่มเป็นแบบนี้มาตั้งแต่นายหัวอายุได้ 2 เดือน ทุกคืนจะลุกตื่นมาร้องไห้ตั้งแต่เที่ยงคืน จนกระทั่งรุ่งเช้าของอีกวัน และล่วงเลยไปถึงยามเที่ยงของอีกวัน ราวกับว่าภารกิจประจำวันของเขาก็คือร้องไห้สลับกับหยุด ทุกวันนายหัวร้องไห้ได้วันละหลายยก ยกละหลายชั่วโมง แล้วเว้นวรรคพักเหนื่อยเพียงแค่ไม่กี่นาที…”

“อ้อ”

“พออายุได้ครบเดือน ใครๆ ก็บอกว่าเดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้นเอง แต่หาใช่ไม่ นายหัวยังพยายามตื่นอยู่ตลอดเวลา ว่ากันว่านายหัวตื่นขึ้นมาเพื่อเฝ้าดูมารดา คอยจับจ้องนางให้อยู่ในสายตาราวกับกลัวว่านางจะทอดทิ้งเขาไป”

“ทุกวันนี้ก็ไม่เว้นวาย ในยามค่ำคืนกว่านายหัวจะหลับตาลงได้ เขาจำต้องนอนรอ-รอจนกว่าคุณนายหรืออีหนูของแกแต่ละคนจะเคลิ้มหลับไป หรือไม่ถ้าหากรู้สึกตัวขึ้นมาเมื่อไร ไม่เห็นนางนอนอยู่ข้างกาย นายหัวจะร้องอาละวาด ขว้างปาข้าวของ ตะโกนเสียงดัง”

ข้าพเจ้าแค่นหัวร่อ ช่างเป็นเรื่องที่แสนมหัศจรรย์ หากไม่ใช่เพราะถูกเขาสั่งให้ปิดลับเอาไว้ ข้าพเจ้าพูดได้เต็มปากว่าข่าวคนแปลกหน้าเดินทางมาหานายหัวถึงรังพัก คงร่ำลือเป็นข่าวใหญ่ประจำหมู่บ้าน ไม่รู้จะเขย่าขวัญสั่นสะเทือนกันไปถึงไหนต่อไหน…ข้ารำพึง หรือไม่ก็กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ไปเสียง่ายๆ ละมัง

นี่น่ะหรือชายผู้ที่พวกเราหวั่นเกรง ข้าพเจ้ารำพึง

นี่น่ะหรือ? คนที่ปู่ชื่นชมบูชา… หะแรกข้าเองไม่เข้าใจ เพราะมองเห็นแต่ความตายความสูญเสียสิ้นหวัง มันทำให้ข้าจมอยู่กับความจริงในอดีตที่ว่า ข้าเกิดที่ใด…

หน็อยแน่ะ…รำลึกชาติกลับไปได้ เชอะ! ชายผู้เกิดจากความรักอันยิ่งใหญ่ของมารดา ผูกพันกันมาแต่ชาติปางไหน สำแดงอภินิหารต่างๆ นานา ไหนจะมีเรื่องพิลึกที่ข้ายังไม่ได้เล่าให้ฟังอีกมาก…ลงรางแช่ว่านยา ดื่มกินน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากเกจิอาจารย์สำนักดัง หนังเหนียว ยิงฟันไม่เข้า…อะไรอีกเล่าที่เราได้ยินได้ฟังมาจนเอือมระอา…

แต่พวกเราก็จำทน

เราได้เห็นภาพจำลองแห่งความมั่งคั่งอันมลังเมลืองในห้องโถงอันโอ่อ่า มันเป็นห้องส่วนตัวของเขา…ตกแต่งราวกับพิพิธภัณฑ์ ตรงผนังกลางห้องสีดำสไตล์วินเทจแขวนภาพสีน้ำมันใส่กรอบไม้สักสีทองของหญิงชราแต่งกายในชุดพื้นเมืองสีแดงเข้มโดดเด่นเป็นสง่า ฉลุลวดลายอันวิจิตรและฝังคริสตัล ผนังห้องสีเทาทุกมุมฝังเสาไม้ค้ำแขวนอาวุธโบราณหอก ดาบ กริชเปลือยฝักปิดทองอร่าม เฟอร์นิเจอร์ไม้แทบทุกชิ้นที่มีทาสีดำ โคมไฟประดับมุมห้องจัดแสงไปยังโล่รางวัล ประกาศยกย่องในฐานะคนต้นแบบ รางวัลเชิดชูนับสิบๆ ที่เขาเคยได้รับ เคียงคู่กับภาพถ่ายส่วนตัวของเขากับมารดาในอิริยาบถต่างกัน

หวนคิดถึงสิ่งที่เขาได้ทำลงไป เราเข้ามาอยู่ในอาณาเขตอันลึกลับดำมืดของดินแดนแห่งนี้เข้าให้แล้ว-มันเป็นสถานที่ซึ่งความรู้สึกหนาวเยือกอันน่าพรั่นพรึงพร้อมก่อตัวขึ้นได้อย่างเฉียบพลัน หอบเอาความหวาดหวั่นพรั่นพรึงที่ก่อตัวมายาวนานนับศตวรรษ และทุกคนรู้ดีว่าที่นั้นเต็มไปด้วยความเร้นลับมากมายเพียงใด ความกว้างใหญ่ไพศาลของมันกินพื้นที่หลายเมืองที่อยู่ล้อมรอบ ว่ากันว่าบางปี จะมีหมอกขาวหนาลงปกคลุมผืนน้ำแห่งนั้นจนเรามองไม่เห็นสิ่งใด-มิหนำเกิดขึ้นแต่ละครั้งก็กินเวลายาวนานหลายเดือน บางปีน้ำแห้งเหือดตกตะกอนจนกลายเป็นดอกเกลือ บางปีสายน้ำอันเวิ้งว้างเต็มไปด้วยสาหร่ายสีชมพู

ข้าพเจ้าได้แต่รับฟังอย่างนิ่งงัน

อ้อ ใครๆ ก็รู้ว่าแกนิสัยเย่อหยิ่ง หลงตัวเอง ดื้อดึงไม่ฟังใคร อ้างตนว่าเป็นคนดี แต่แท้จริงแกคือโจรสลัดที่ปล้นชิงทุกอย่างไปจากมือเรา ว่าแต่เราปล่อยให้คนพรรค์นี้ปกครองเราอยู่ได้อย่างไร ดูสิ คนที่ห้อมล้อมแก ใครกัน? ไม่สมุนบริวารก็มีแต่ญาติพี่น้องกับผองเมีย หารู้ไม่ว่านั่นละฝูงเหลือบ วันๆ มันก็เอาแต่ดูดแทะกัดกินเลือดเนื้อพวกเรา อาศัยเงินเดือนเล็กๆ น้อยๆ ที่หยิบยื่นให้บีบบังคับทุกคนให้ฟังคำสั่งคนคนเดียว สั่งซ้ายหันขวาหัน นี่ถ้าจะให้หมอบกราบกันได้แกคงทำไปแล้ว

…เพียงแค่เห็นหน้า ข้าเป็นต้องหวนกลับไปหาเรื่องที่ข้าอยากลืมเลือนทว่าข้าไม่เคยลืม…สิ่งที่เขาทำกับพ่อ สิ่งที่เขาทำกับพวกเราทุกคน…

…ไหนเลยยังมีดวงวิญญาณของคนที่เขาไม่ชอบขี้หน้า ถูกอุ้มฆ่า…

จะมีใครรู้บ้างไหมว่า สักกี่คนแล้วเล่าที่ต้องพรากจากอ้อมอกอุ่นของคนในบ้านไปตายเอาดาบหน้า ทิ้งนาที่รกร้างว่างเปล่าไปขายแรงงานเป็นกรรมกรค่าแรงน้อยนิดไม่พอยาไส้ หรือไม่ก็กะหรี่ชั้นต่ำ หรือไม่ก็อพยพไปอยู่กับลูกหลานในเมือง เขาเขมือบทุกอย่างที่ขวางหน้าราวกับฝูงลิงอุรังอุตังอดอยาก ไม่เว้นแม้ภูเขาสูงหัวโล้นนับสิบๆ ลูกที่เหลือแต่ตอไม้ก็พลอยอันตรธานไปแค่ชั่วลืมตา

ข้าพเจ้ายังทันเห็นเนินเขาสูงและเกาะใหญ่น้อยที่เขาได้สัมปทาน ปรากฏว่าบ้านคนเต็มพรืดไปหมด ข้าพเจ้ารู้ว่าเขายกที่ดินด้านหนึ่งที่เคยเป็นสุสานจีนให้ลูกเขยดูแล หมอนั่นเตรียมทำบ่อนกาสิโนใหญ่โต พวกเขาล้วนเป็นชาวจีนสืบเชื้อสายตรงมาจากทหารพรรคก๊กมินตั๋ง หะแรกก็เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณตลาด อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งทะเลสาบ และหักร้างถางป่า ช่วยกันทำนาปลูกข้าวบริเวณป่าพรุถึงชายทุ่ง และได้ตั้งบริษัทเพาะปลูก แล้วก็เป็นบริษัทของพ่อตานายหัวในเวลาต่อมา

อีกด้านของแผ่นดินถัดไปจากผืนน้ำอันไพศาลเป็นแนวเทือกเขาสูงชันสูงๆ ต่ำๆ ตะปุ่มตะป่ำด้วยฤทธิ์การระเบิดหิน-เขาคูหา สลับกับชายทุ่งโล่งเป็นที่ให้วัว-ควายได้เคี้ยวเอื้องกินหญ้า

ครั้งหนึ่งข้าเคยเห็นทุ่งนาเขียวกว้างกินอาณาบริเวณสุดหูสุดตา ทว่ายามนี้แปรเปลี่ยนไปเป็นโรงงาน ปั๊มน้ำมันและร้านชำ…

ไกลโพ้นโน่น ห่างออกไปอีก… ตรงตีนเขา วัว-ควายนับร้อยเคยเดินทอดน่องสวนกันไปมา ที่แห่งนั้นกลับถูกถมให้สูงหนีน้ำหลากกลายเป็นที่ตั้งฟาร์มเลี้ยงไก่ชนของนายทุนต่างถิ่น

ข้าควรยินดีกับความมั่งคั่งของเขาดีหรือไม่

ข้าพเจ้าคิดถึงประโยคสุดท้ายแห่งบันทึกเรื่องเล่าประจำตัวของเขาขึ้นมาอีก : ด้วยความรักเหนือผืนแผ่นดินนี้และปรารถนาดีต่อทุกคน จากนายหัวดร ไม่น่าเชื่อว่าความทรงจำอันเจ็บปวดแห่งวันวารมันยังคงอยู่ ไม่ได้หายไปไหน ยังฝังลึกอยู่ก้นบึ้งแห่งหัวใจ พร้อมที่จะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาในทุกเวลา

หวนนึกถึงคำสอนของพ่อที่ว่า : อะไรทิ้งได้ก็ให้ทิ้งไป… ข้าพเจ้าคิดได้ถึงความจริงในข้อนี้ พลันรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาอีก ใจข้าพเจ้าพลันสั่นระริกอย่างไม่อาจสะกดกลั้น เป็นความเยียบเย็นที่ข้าพเจ้าเคยหวาดกลัวและแผ่ซ่านคุกคามทุกคน…หากว่าไม่ได้กลับมา-ข้าพเจ้าตั้งใจจะไม่คิดอะไรจนกว่าจะมาถึงที่นี่ ด้วยมีคำถามมากมายจนเกินกว่าจะตอบได้

เลยผืนแผ่นดินไกลออกไป คือห้วงน้ำแห่งทะเลสาบเมืองระกา หากเรามองลงมา ณ จุดตัดระหว่างแผ่นน้ำแผ่ประกายเกล็ดสีเงินระยิบระยับที่มีแผ่นดินโอบล้อมไว้รอบด้าน ดูราวกับอาณาเขตอันลึกลับ มันจักคล้ายช้างตัวใหญ่กำลังนอนชูงวง

ข้าพเจ้ามองหน้าผู้ช่วย…สูดหายใจระบายเอาอากาศที่เจือจางไปด้วยละอองไวรัสจากประเทศเพื่อนบ้านทิ้งไป

มารู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ตรงประตูหลังวัดที่สมัยก่อนเรียกว่า “โคกเน่า” อาจเป็นเพราะเคยมีการฝังศพกันเป็นจำนวนมาก บ้างว่ามีนายพรานหลายคนไปยิงสัตว์ในโคกเน่า กลับถูกซากศพที่เน่าเปื่อยตกใส่จนขวัญหนีดีฝ่อไปตามๆ กัน

แล้วข้าพเจ้าก็เห็นมันอีกครั้ง…ที่นั่น นั่นไง!…ประหนึ่งเดินทางมาถึงต้นทางแห่งความทรงจำ ละสายตาไปจากเนินกำแพง ข้าพเจ้าเห็นเพียงซากไม้ผุ และเสาปูนเอียงกระเท่เร่ใต้โคนมะม่วง…

พ่อตายที่นี่ ใต้โคนต้นมะม่วงแห่งนี้…

สายลมอ่อนโยนพัดผ่านเข้ามา หอบเอาเสียงของเด็กๆ ก้องสะท้อนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้าได้กลิ่นปลาดุกร้าและควันไฟโชยแตะจมูกท่ามกลางเสียงพูดคุยแผ่วจาง อดสะดุ้งใจไปกับความรับรู้อันแสนสามัญที่ทะลุทะลวงเข้าให้ไม่ได้…

ตอบแทนในสิ่งที่เขาทำกับเรา!

บทความก่อนหน้านี้2 นักรัฐศาสตร์พิเคราะห์การเมือง 2564 จับตา “ม็อบในม็อบ” ระวัง “ม็อบชนม็อบ”
บทความถัดไปสมชัย ศรีสุทธิยากร | พินิจรายงานผลการปฏิบัติงาน ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง