เรื่องสั้น | พญาเหยี่ยว (จบ)

“เรื่องที่คุณได้ยินมานั่น มันไม่จริงหรอกคุณกวินทร์”

คำตอบนั้นทำให้ผมถึงกับอึ้ง ก้อนความโกรธก่อตัวในอกแล้วแล่นขึ้นจับใบหู ผมต้องพยายามตั้งสติข่มสะกดไม่ให้มันแสดงอาการออกมาทางสีหน้า ผมแก้เกมกลบเกลื่อนด้วยการจับจ้องอย่างค้นหาไปที่ดวงตาของผู้ใหญ่สาลิกา ขณะที่แววตาที่มองสวนกลับมาแข็งกร้าว ไม่ยี่หระ

“จะมีใครไปบีบบังคับพวกเขาได้ บ้านเมืองมีขื่อมีแปนะพ่อหนุ่ม” ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านเนินวิหคพูดด้วยน้ำเสียงเนิบช้าแต่หนักแน่น “ไม่มีอะไรหรอก ปัญหาของชาวบ้านที่ไหนก็เหมือนกัน มันเกิดมาจากปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวจนไม่มีปัญญาใช้นั่นแหละ”

ถึงตอนนี้ผมรู้สึกได้ว่างานนี้ต้องเป็นงานเข็นครกขึ้นภูเขาอย่างแน่นอน น่าจะเรียกได้ว่าเป็นบทแรกในการเริ่มต้นของการต่อสู้ที่ต่อไปจะดุเดือดเข้มข้นเรื่อยๆ ปักษินแสดงให้เห็นแล้วว่าเขาไม่ได้เป็นแค่ลูกเศรษฐีละอ่อนๆ ที่จะเล่นงานได้ง่ายๆ มือไม้ของเขาก็ไม่ธรรมดา

“ผู้ใหญ่แน่ใจนะครับว่าไม่เกิดเรื่องเลวร้ายกับลูกบ้านของผู้ใหญ่” ผมเปิดเกมรุกคาดคั้นเพื่อหาช่องโหว่เข้าโจมตีคนที่ผมคิดว่าเป็นหมากตัวสำคัญของปักษิน

สาลิกาที่บัดนี้เส้นผมบนศีรษะเป็นสองสีแล้วไม่ตอบคำถามในทันที เขากวาดตามองไปรอบหมู่บ้านซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ลดหลั่นกันตามเนินเขาเตี้ยๆ บางเนินปลูกมะม่วง บางเนินทำไร่กะหล่ำปลี บางเนินปลูกข้าวโพด แล้วยังปลูกแซมด้วยต้นไม้ใบหญ้าจิปาถะ

“ผมอยู่ที่นี่ตั้งแต่มันยังเป็นป่าดงมีสัตว์ร้ายชุกชุม ผมเคยเจอเสือ ผมเคยเจอหมี จนวันนี้มันถูกหักล้างถางพงเป็นไร่เป็นสวน มันไม่เคยมีเรื่องอย่างที่คุณว่าหรอก คุณได้ข่าวโคมลอยมาแน่ๆ” ผู้ใหญ่บ้านที่เหลือเวลาอยู่ในตำแหน่งอีกไม่ถึงสองปีตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเย็นชา

ผมรู้สึกว่านี่เป็นการกลบชีวิตหนึ่งลงหลุมอย่างไม่ไยดี แล้วยังไม่รู้ว่ามีอีกกี่ร่างที่ต้องกลบตามไป ผมรู้แล้วว่าผมไม่มีทางที่จะทำให้ผู้ใหญ่สาลิกามายืนข้างผมอย่างแน่นอน เขายืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามอย่างเหนียวแน่น และเขาเป็นคนน้ำนิ่งไหลลึก แม้ว่าคำพูดคำจาจะดูตรงไปตรงมาแต่ก็ซ่อนความลับลมคมในเอาไว้ ผมสามารถประเมินได้เดี๋ยวนี้เลยว่าเขาไม่ใช่คนจะตอแยได้ง่ายๆ

“ไม่ได้ เรื่องมันจะจบง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้” ผมสบถในลำคอขณะขับรถออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้านที่ในวันหน้าเขาต้องอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผมแน่ๆ คนอย่างผมไม่ยอมจนแต้มง่ายๆ เมื่อพญาเหยี่ยวโผขึ้นท้องฟ้าแล้วในสองกรงเล็บอันแข็งแกร่งจะต้องมีเหยื่อติดมา จะลงจากฟากฟ้าด้วยสองเท้าเปล่าไม่ได้

“เราจะไปที่ไหนต่อดีล่ะ” สมองของผมครุ่นอย่างหนัก ตอนนี้ผมต้องการหาเบาะแสสำคัญที่สามารถถอนรากถอนโคนไอ้พวกมนุษย์กินคน ไอ้พวกมนุษย์ชอบเอารัดเอาเปรียบผู้คนให้ได้ ผมตัดสินใจหยุดรถแล้วดับเครื่องจอดใต้ร่มสักข้างถนน ทำไมผมลืมวิธีการที่ใช้แล้วได้ผลมาโดยตลอดไปได้อย่างไรกัน เดินสิ…เดินหาไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เจออะไรดีๆ เอง

เมื่อเห็นต้นตะแบกออกดอกม่วงสะพรั่งอยู่ตรงหน้า ผมก็หักหัวรถเข้าไปจอดใต้ร่มไม้ที่ออกดอกหน้าร้อนทันที พอเปิดประตูลงจากรถก็พบว่าเป็นทำเลที่ดีทีเดียว เพราะฝั่งตรงข้ามเป็นทาง 2 แพร่งแยกกันไปขึ้นดอยเตี้ยๆ 2 ลูก ผมไม่อยากขับรถขึ้นไป นอกจากผมจะดูอะไรสองข้างทางไม่ถนัดแล้วยังเป็นที่สะดุดตาแก่ผู้ที่พบเห็น ผมไม่รู้ว่าฝั่งตรงข้ามจับจ้องผมอยู่แค่ไหน จึงไม่ควรทำอะไรที่เป็นจุดเด่นจนเกินไป ซึ่งจริงๆ แล้วการขับรถไปก็สู้การเดินไม่ได้ เพราะนอกจากได้ชมทิวทัศน์สองข้างทางแล้วยังพูดคุยกับชาวบ้านได้สะดวก

ผมเดินบนดินแดงผ่านบ้านไปสองสามหลัง แต่ว่าบ้านเหล่านี้เงียบเชียบราวไม่มีคนอยู่ คิดว่าพวกเขาคงออกไปทำไร่ทำสวนกัน จึงไม่ได้แวะเข้าไปในบ้านแค่เดินผ่านและมองผ่านๆ เข้าไป ไกลออกไปทางหลังบ้าน มีทั้งไร่กะหล่ำปลี ไร่ข้าวโพด สวนผลไม้จำพวกลำไย มะม่วง ขนุน แสดงว่าที่ดินแถบนี้อุดมสมบูรณ์ปลูกอะไรก็ให้ผลผลิตดี ผมเดินขึ้นดอยไปถึงกลางทางก็สะดุดตากับป้ายที่ทำด้วยไม้ติดอยู่บนต้นมะขามว่า “ขุนทองโฮมสเตย์” ทำให้ผมคิดขึ้นได้ว่า ผมสามารถพักค้างที่นี่ได้สักสองสามคืนโดยไม่ต้องย้อนกลับไปหาที่พักในเมือง ผมจึงเดินรี่เข้าไป

มันอาจจะเป็นวันธรรมดา หรือว่าสถานที่แห่งนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทำให้แม้ผมจะเดินไปถึงบ้านที่ทำด้วยไม้ ใช้ไม้ไผ่สานเป็นฝา และมุงหลังคาด้วยหญ้าคาซึ่งปลูกเรียงกัน 3 หลังก็แทบไม่มีการเคลื่อนไหว มีแต่ในเพิงหลังคามุงจากที่อยู่ด้านหน้าเท่านั้นมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เขาหันหน้าไปทางภูเขาสูง พอผมเดินเข้าไปใกล้เขาก็ตื่นจากภวังค์ ลุกขึ้นยืนต้อนรับ

“สวัสดีครับ ต้องการที่พักหรือครับ” ชายหนุ่มอายุไม่เกินสามสิบปีทักทายและถามไถ่ “ที่พักที่นี่ถูกๆ ครับ ผมคิดคืนละ 300 บาทเท่านั้น”

ผมเหลียวไปบ้านหลังคามุงหญ้าคาทั้ง 3 หลังแล้วหันกลับมาทางชายผมเข้มผมหยิกเป็นลอน “มีกาแฟมั้ย เอากาแฟร้อนมาดื่มสักถ้วย” ผมไม่รีบตัดสินใจรับข้อเสนอของเขาทันที เพราะอยากจะพูดคุยทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้น เผื่อว่าจะหาเบาะแสที่เป็นประโยชน์ได้

“ได้ครับ” เขาว่าแล้วรีบกุลีกุจอไปยังหม้อชงกาแฟ ขณะที่ผมเข้าไปนั่งในเพิ่งซึ่งมีโต๊ะตั้งรองรับลูกค้าอยู่ 2 โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีเก้าอี้ไม้ล้อมรอบอยู่ 4 ตัว บนโต๊ะที่แก้วใส่ช้อนกาแฟพร้อมกับครีมเทียมและน้ำตาลซอง

“วันนี้ดูเงียบๆ นะ” ผมชวนคุย

“ลูกค้าเพิ่งกลับไปเมื่อวาน วันนี้เลยเงียบ แต่อีกสองวันจะมีเข้ามาใหม่ครับ” ชายหนุ่มว่า ท่าทางเขาเป็นคนเอาการเอางาน แม้นว่าเมื่อสังเกตในแววตาของเขาแล้วจะพบความหม่นทุกข์เจือปนอยู่บ้าง

“เห็นบ้านปากทางเขามีงานศพ เขาเป็นอะไรตายรึ” ผมเริ่มหยั่งเชิงดูท่าทีของเขาขณะที่เขายกกาแฟหอมกรุ่นมาให้ ชายหนุ่มสะดุ้งนิดหน่อยแต่ในแววตาไม่อาจปิดความหม่นเศร้าไว้ได้

“ลุงกาแกน่าสงสาร แกอยู่ลำพังคนเดียว ลูกหลานไปทำงานที่กรุงเทพฯ หมด แต่ก็อีกนั่นแหละ ลูกหลานก็ทำให้แกเดือดร้อนอยู่เรื่อย กระทั่งแก…” เสียงของชายหนุ่มขาดหายไป

“แกเจออะไรรึ” ผมซัก

“แกถูกยึดที่ เห็นว่าพอแกเห็นจดหมายแกถึงกับช็อกแล้วต่อมาแกก็ตรอมใจตาย” ชายหนุ่มหน้าเศร้าในแววตามีความวิตกกังวล

“เอ้อ…เรื่องมันเป็นแบบนั้น แกน่าสงสารจริงๆ” ผมเออออตาม

“พี่จะพักกี่คืนครับ” เจ้าของขุนทองโฮมสเตย์เปลี่ยนเรื่อง

“เอ้อ…สักสองคืนก็แล้วกัน อยากจะเดินเที่ยวให้รอบหมู่บ้านหน่อย” ผมเห็นช่องทางหาข้อมูล ผมเชื่อว่าชายหนุ่มคนนี้เก็บงำอะไรที่ลึกๆ ไว้ ถ้าเป็นไปตามที่คาดคิดไว้ ผมจะใช้เขาเป็นตัวเปิดเกมรุกทันที

“มันคิดจะเปิดสงครามกับกูเรอะ ไม่ง่ายหรอก” ปักษินกัดฟันกรอด มือทั้งสองข้างกำแน่นจนรู้สึกเจ็บ ในดวงตาเหมือนมีเปลวไฟพุ่งออกมา ในใจมีควันแค้นเคืองสุมอยู่ เมื่อเขาเห็นข่าวที่มีการแชร์จากเพจสำนักข่าว “เหยี่ยวข่าว” ไปยังเฟซบุ๊ก ไลน์ รวมทั้งมีการโพสต์ในทวิตเตอร์และอินสตาแกรม ซึ่งก็มีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์พร้อมก่นด่าเป็นจำนวนมาก

“เปิดโปงขบวนการเสี่ย ป.ฮุบที่ชาวบ้านสุดแยบยล”

ปักษินเลื่อนอ่านข่าวนี้ขึ้นลงบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือถึงสามรอบ พร้อมกับพยายามควบคุมไฟร้อนที่พลุ่งพล่านในอกให้ค่อยๆ มอดลง เขาตรวจตราในทุกจุด ประเมินข้อกล่าวหานั้นว่าจะสาวถึงตัวเขาหรือไม่ และมีน้ำหนักพอที่จะโค่นเขาลงหรือไม่ เขาคิดว่าข่าวนี้คงเป็นข่าวแค่เปิดประเด็นเพื่อสร้างความฮือฮาให้แก่พวกชอบเสพข่าว มันเป็นการโยนหินถามทาง หรือเป็นการกวนน้ำให้ขุ่นเพื่อดักจับปลาตัวโต ข้อมูลที่นำเสนอเกี่ยวกับตัวบุคคลใช้ตัวย่อ เช่น เสี่ย ป. ลุง ก. ผู้ใหญ่ ส. ซึ่งเลื่อนลอยอยู่มาก จากข้อมูลแค่นี้ไม่มีทางเล่นงานเขาได้ แต่การประมาทคือหนทางแห่งความพ่ายแพ้และอาจเลวร้ายถึงขั้นนำความตายมาได้ ต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม การจะก้าวขึ้นไปสู่อำนาจบารมีหรือการไปอยู่บนกองเงินกองทองเป็นเศรษฐีมีเงินในระดับแนวหน้า เพียงแค่ใช้ไม้นวมอย่างเดียวไม่ได้ ต้องใช้ไม้แข็งควบคู่กันไป เมื่อถึงคราวมีบทเหี้ยมโหดให้เล่นก็ต้องเล่น

“ผู้ใหญ่เห็นรึยัง” ปักษินถามแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อปลายทางรับสายโดยยังไม่ได้พูดอะไร

“เห็นแล้วครับ” ผู้ใหญ่บ้านเนินวิหคตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนจะไม่ทุกข์ร้อนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“เห็นแล้วว่ายังไงล่ะผู้ใหญ่” ชายหนุ่มซักต่อ อารมณ์หงุดหงิดเริ่มกลับมาอีกหน เขาไม่ค่อยชอบคำพูดที่สงวนท่าทีจนเกินไปนัก เพราะมันดูเหมือนไม่จริงใจ

“ผมว่าดูไปก่อนจะดีกว่า เขาอาจจะไม่มีข้อมูลอะไรที่มีลำหักลำโค่นพอที่จะเล่นงานเราก็ได้ จึงใช้กลยุทธ์ขุดบ่อล่อจระเข้ เพื่อหลอกล่อให้พวกเราตกหลุมพราง” สาลิกาอธิบายเหมือนว่ามีการไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว เขาไม่ใช่คนบ้านป่าที่ไม่ประสีประสา แต่เขาเป็นเสือเฒ่าที่เขี้ยวเล็บรอบตัว

“แต่เราก็จะประมาทไม่ได้นะ” ปักษินไม่อยากพลาดงานที่อุตส่าห์ลงทุนลงแรงมาหลายปีจนตอนนี้ถึงจุดเข้าด้ายเข้าเข็มแล้ว เขาไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปอย่างแน่นอน

“ครับ ผมจะจับตาดูพวกเขาทุกฝีก้าว” ผู้ใหญ่ตอบเหมือนล่วงรู้แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีเพียงลำพัง

“โอเค งั้นก็แค่นี้” ชายหนุ่มวางสาย เขาครุ่นคิดต่อว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาไม้ไหน เขารู้ดีว่าการต่อสู้ในทุกเกมนั้นต้องรู้เขารู้เราให้มากที่สุดถึงจะเป็นผู้มีชัย แต่ถ้าหากพลาดท่าก็อย่าให้เหมือนขุนถูกรุกจนกลางกระดาน ต้องหาทางหนีทีไล่ไว้หลายๆ ทางจะได้มีโอกาสพลิกเกมได้

เดิมพันในเกมนี้สูงยิ่ง มันไม่ใช่แค่เงินสิบยี่สิบล้าน แต่เป็นร้อยล้านพันล้าน

เมื่อข่าวนี้ถูกเผยแพร่พร้อมกันบนเว็บไวต์และเพจ เป็นเวลาผมตื่นขึ้นมาจิบกาแฟเช้าพอดี เหยี่ยวข่าวหัวเห็ดอย่างผมโผบินจากดอยเข้ามาอยู่เมืองแล้ว ผมควบกระบะเป็นระยะทางร่วมร้อยกิโลเมตรเข้ามาซุกตัวในเมืองตั้งแต่หัวค่ำ เพื่อมาเรียบเรียงข้อมูลและหลักฐานที่มีน้ำหนักพอที่จะโค่นล้มนายทุนเจ้าเล่ห์ส่งให้บรรณาธิการไปตรวจตราเพื่อความรอบคอบรัดกุม

“เราจะได้เห็นดีกัน ระวังตัวไว้นะคุณ ผมก็มือไม่ธรรมดานะ ผมสามารถสอยเหยี่ยวข่าวให้ร่วงลงได้ในพริบตา” แล้วเขาก็คว้าปืนยาวที่อยู่ข้างตัวยิงทะลุหลังคาบ้านดังสนั่น นั่นเป็นการข่มขู่ในวันที่ผมบุกขึ้นเรือนไม้สักหลังใหญ่บนยอดดอย

“ใช่! เราจะได้เห็นดีกัน” ผมสบถในลำคอ

พอข่าวนี้ปรากฏบนเพจ “เหยี่ยวข่าว” นักข่าวประจำทำเนียบและกระทรวงคลองหลอดก็รับลูกต่อ พวกเขาเอาเรื่องราวนี้ไปจี้ถาม มท.1 ซึ่งก็สามารถคาดการณ์คำตอบได้ล่วงหน้าว่าจะออกมาเช่นไร “ผมยังไม่ทราบเรื่องเลย เดี๋ยวจะตรวจสอบให้นะ” ตอนนี้เหยื่อติดเบ็ดแล้ว ข่าวที่ผมเปิดได้เข้าหูทุกสำนักข่าว พร้อมกับเกิดแรงกระเพื่อมสร้างความปั่นป่วนในกระทรวงคลองหลอด ปลัดกระทรวงเต้นสั่งการไปยังผู้ว่าฯ นายอำเภอ ให้ตรวจสอบและรายงานเรื่องนี้ให้ทราบโดยด่วน

พอเห็นว่าข่าวกระจายไปทั่วในระยะเวลาเพียงแค่สองสามวัน บรรณาธิการผู้ช่ำชองในการขุดคุ้ยเรื่องไม่ชอบมาพากลในสังคมก็โยนระเบิดลูกสำคัญลงไป

“เศรษฐีหนุ่มวาดฝันพันล้าน โกงที่ชาวบ้านสร้างรีสอร์ตหรู”

นอกจากเนื้อข่าวจะบรรยายกระบวนการยึดที่ดินชาวบ้านของเสี่ย ป.อย่างละเอียดลออแล้วยังเปิดคลิปเสียงผู้ใหญ่ ส.ข่มขู่ชาวบ้านให้ขายที่ดินให้เสี่ย ป.ในราคาถูก ถ้าไม่ขายจะฟ้องยึดที่ดินทั้งหมดโดยไม่ได้อะไรเลย เพราะมีเอกสารระบุชัดว่าชาวบ้านเป็นหนี้เขาคนละ 5 ล้าน 10 ล้าน โดยพวกเขาได้แอบเติมจำนวนเงินจากที่ชาวบ้านกู้คนละ 5 หมื่น 1 แสน ไปอีกร้อยเท่า

วันต่อมาพระเพลิงก็เผาผลาญขุนทองโฮมสเตย์จนวอดวาย ขุนทองหายตัว ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นว่าเขาเป็นตายร้ายดีอย่างไร และเหตุการณ์นี้ก็เรียกสำนักข่าวทุกแห่งมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเนินวิหค ยกเว้นผมเจ้านายสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ผมหวนกลับไปที่นั่นอีก โดยส่งนักข่าวคนอื่นไปแทน “นายอยู่เฉยๆ ถ้าไม่อยากเป็นผีตีนดอย”

ต่อมามีผู้พบศพ “ขุนทอง” ถูกยิงหัวฝังอยู่ในไร่ข้าวโพด ตอนนี้ตำรวจกากบาทแล้วว่าคดีนี้เป็นคดีใหญ่ที่พวกเขาสามารถสร้างผลงานเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งได้ จึงระดมคนลงไปเต็มพื้นที่ เพราะทุกเหตุฆาตกรรมย่อมทิ้งร่องรอยไว้ไม่มากก็น้อย พอพวกเขาสืบสวนสาวเข้าใกล้ตัวมือสังหาร แก้วก็ตายด้วยการฆาตกรรมอำพรางถูกแขวนคอในห้องน้ำบ้านของตัวเอง วันต่อมาผู้ใหญ่สาลิกาก็ถูกตำรวจรวบตัวได้ขณะกำลังขับรถหนีลงจากดอย เขาซัดทอดหน้าตายว่าปักษินเป็นคนวางแผนการทั้งหมด เพื่อฮุบที่ดินของชาวบ้านทำรีสอร์ตหรู 7 ขุนเขา แต่ว่าเมื่อตำรวจไปถึงบ้านไม้สักหลังใหญ่พบว่ามันว่างเปล่า จนถึงวันนี้เหมือนมีมนต์บังตาตำรวจยังควานหาตัวปักษินไม่พบ

ขณะที่ผมถูกเจ้านายสั่งให้เก็บตัวอยู่ในที่ที่ปลอดภัยจนกว่าเรื่องจะเงียบลง

ผมกลับมาที่นี่อีกครั้ง เมื่อลมหนาวโชยมา

คราวนี้ผมอยากจะบอกกับมันว่า วันนี้ผมได้กลายเป็นเหยี่ยวข่าวเลื่องชื่อ ข่าวที่ผมทุ่มเทใจกายขุดคุ้ยนั้นนอกจากช่วยเหลือชาวบ้านไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของนายทุนนับร้อยคนแล้วยังทำให้ผมได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ รางวัลของนักข่าวมืออาชีพและได้รับคำชมเชยจากทุกสำนักข่าว ใครๆ ก็อยากเข้ามาจับมือแสดงความยินดี และผมได้รับเสียงปรบมืออย่างกึกก้องเมื่อก้าวขึ้นรับรางวัลอันทรงคุณค่านั้น

ผมมาซุ่มดูอยู่สองวันแล้ว พบเพียงร่องรอยยังไม่ได้เห็นตัวมัน แต่ในเช้าวันนี้ผมก็ไม่ผิดหวัง มันมาปรากฏตัวอีกครั้ง บินร่อนสง่างามเหนือท้องทะเลสีคราม

มันเป็นนักล่าที่น่าหลงใหล ผมชอบดูปฏิบัติการล่าเหยื่อของมัน ภาพจากกล้องส่องทางไกล เห็นมันอวดจะงอยปากงองุ้มราวตะขอเหล็ก สองขากำยำกางกรงเล็บแหลมคมราวมีดพร้า สายตาคมกริบดั่งมีเรดาร์จ้องแน่วนิ่งแล้วร่อนลงเหนือผิวน้ำ แต่ขณะที่มันกำลังกางกรงเล็บเพื่อโฉบจับปลานั้น มีเสียงดังเปรี้ยงกึกก้อง ร่างปลิวถลาเป็นนกปีกหักร่วงหล่นลงบนผืนน้ำ มันดิ้นสะบัดตัวเร่าๆ ด้วยดวงตาเบิกโพลง เลือดกระจายแดงฉานก่อนที่จะสงบนิ่งแล้วจมลงไปในผืนน้ำ

ผมจ้องมองด้วยความตกตะลึง ผมจำเสียงดังลั่นนั้นได้ ผมเคยได้ยินมาแล้วครั้งหนึ่งบนดอยสูง

……………………………….

บทความก่อนหน้านี้เมื่อนักวิชาการชี้ว่า “สนามกีฬา” เปรียบแล้วก็เหมือนจานเพาะเชื้อขนาดใหญ่
บทความถัดไปฟ้า พูลวรลักษณ์ | อย่าทำตัวแข็งกร้าว เป็นทาสของเผด็จการ หรือมีพฤติกรรมเป็นเผด็จการเสียเอง