เรื่องสั้น | สุนทรีย์มืด (จบ)

รุ่งไปรับกางเกงสั่งตัดล็อตใหม่จากเจ้าประจำเพื่อวางขาย แต่ทางร้านทำจำนวนไม่ทันตามที่นัดตกลงกันไว้ สาเหตุจากลูกจ้างเกิดป่วยพร้อมกัน ขอผัดไปอีก เขากลับบ้านมือเปล่า ด้วยไม่มีสัมภาระจึงเลือกขึ้นรถเมล์สายอ้อมเส้นทางต่างไปจากปกติ เขาอยากเตร่ดูอะไรในเมือง ในเมื่อยังมีเวลาว่างอีกค่อนวันถึงจะออกไปจัดแผงในตลาด

รถเมล์แล่นผ่านโรงเรียนกวดวิชาที่ขจรเคยสอน กลุ่มนักเรียนวัยรุ่นยืนบนทางเท้าหยอกเย้ากัน รถจอดป้าย ประตูไฮดรอลิกกระชากเปิดเสียงดัง เด็กหนุ่มหัวเกรียนสองคนยืนกลางนอกช่องประตู ภาพซ้อนทับอยู่บนภาพ รุ่งจำได้ทันทีว่าพวกเขาเป็นสองหนุ่มที่ถูกขจรดุใส่ในห้องเรียนคราวนั้น

ผ่านมาสองเดือนแล้ว… รุ่งคำนวณเวลา

รถเมล์เคลื่อนไปต่อ อาคารสีอิฐภูมิฐานค่อยๆ เลื่อนผ่านไป พวกเขาไม่ได้ขึ้นมา รุ่งเหลียวมองจนคล้อยหลัง หวังอยู่ลึกๆ จะได้เห็นขจรยืนหลบมุมตรงไหนสักที่ เพื่อนของเขาหายหน้าไปโดยไร้วี่แวว เงียบหายไม่มีสาเหตุ ไม่เอื้อเฟื้อคำอธิบายใดๆ แก่คนข้างหลัง นอกจากโน้ตห้วนสั้นทับบนธนบัตรสำหรับค่าเช่าห้องบนโต๊ะหน้าโซฟา

“โทษทีรุ่ง เราต้องไปก่อน แล้วค่อยติดต่อ”

รุ่งตีบตันในคอ เขาผิดหวังและรู้สึกสูญเสีย ทั้งแทรกคั่นด้วยความรู้สึกน้อยใจ เขายอมรับว่าเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาทารุณเหลือคาด เขาสะกดใจ กัดริมฝีปากเป็นสองสี มองไปนอกหน้าต่างไกลๆ ดูปั้นจั่นที่อยู่ตามยอดตึกอาคาร ต่อมารถเมล์เคลื่อนพ้นป้ายหลักของเส้นทาง ผู้โดยสารบางตาลง เขาก้าวไปนั่งเก้าอี้ว่าง ทอดสายตาและนึกถึงห้องพักคอนโดฯ อันว่างไร้ เขาเกลียดความมืดและการนอนตาค้างอยู่บนเตียง อยากให้วันเวลาเดือนทั้งเดือนรวมเป็นวันเดียวกันโดยไม่แบ่งแยก แต่ความจริงคือมีเศษเสี้ยวของห้วงเวลาอันแปลบปวดนับไม่ถ้วนที่ถักร้อยเข้าด้วยกันเป็นวันหนึ่ง

หลายครั้งรุ่งกลับไปพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรที่พรากมิตรสนิทไปจากเขา รุ่งรู้ว่าขจรอารมณ์ร้อน หมกมุ่นอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นประจำ ทีแรกเขาจึงคิดว่าเพราะนิสัยหุนหันพลันแล่น ขจรแค่ปลีกตัวไปชั่วคราว สุดสัปดาห์คงโผล่กลับมา เหมือนคราวที่เต็มกลืนกับปัญหาเรื่องเกดแล้วหายตัวไปสงบใจที่ต่างจังหวัด เขาไม่คิดมากในเรื่องนี้ ซ้ำยังเคืองโกรธที่อีกฝ่ายที่ไม่ภักดี เย่อหยิ่ง ทำอะไรเลยเถิดไม่ชั่งใจ เวลาล่วงนานขจรก็ยังไม่ส่งข่าว ไม่มีวี่แววใดๆ สัญญาณสำคัญต่อมาคือฝ่ายบริหารของโรงเรียนโทร.มาถามหาขจรหลังจากไม่ได้เข้าสอนโดยไม่ได้บอกล่วงหน้า จากนั้นทางโรงเรียนกวดวิชาก็คอยโทร.มาถามไถ่ แต่ละครั้งน้ำเสียงห้วนขึ้นตามลำดับ ไม่มีใครติดต่อเขาได้เลย เบอร์มือถือถูกระงับ เฟซบุ๊กไม่มีการเคลื่อนไหว ภาพเริ่มชัดขึ้นทุกที เล็งเห็นเจตจำนงอันแน่วแน่ของเพื่อน เขาวิตกและวุ่นวายใจมากขึ้น แทบประสาทเสีย การหายตัวของขจรเป็นความจริงที่ยากจะยอมรับ แม้แต่ตอนนี้เขาก็ไม่อาจทำใจให้เชื่อได้

ระยะหลัง รุ่งอาศัยออกไปข้างนอก พบปะพูดคุยกับใครหลายคนมากขึ้นเพื่อผ่อนคลาย เขาคุ้นเคยกับพ่อค้าแผงใหญ่ชื่อดำรง รุ่นราวคราวเดียวกัน กระฉับกระเฉง ช่างพูด ชอบสนุกสนานและใบหน้าเกลี้ยงเกลาออกเจ้าเล่ห์นิดๆ ช่วงต้นบ่ายในบางวัน เขาก็ไปช่วยดำรงตั้งแผงขายเครื่องเงินและเครื่องประดับ กว้างขนาดสามล็อตซึ่งถือว่าเป็นเจ้าใหญ่ เขาชอบดูชายเจ้าของแผงผู้นี้เจรจาหว่านล้อมผู้ที่เข้ามาดูสินค้า ลีลาและคำพูดที่โผงผางทำให้ดูแนบเนียน เขาเปิดเผยมากและความเปิดเผยดูจะเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเขา ดำรงชอบคุยเรื่องเงินๆ ทองๆ กับเรื่องสาวๆ คอยกระเซ้าเขาที่ยังครองโสด รุ่งได้ยินว่าเขามีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนและกำลังหย่ากับภรรยาที่อยู่กินกันมานาน เขาเห็นดำรงคุ้นเคยกับเจ้าของตลาด เจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบย่านนี้มักแวะมาทักทายไต่ถามอะไรกับดำรงอยู่เป็นประจำ

หลังเก็บแผง บางคืนรุ่งยอมออกไปตามคำชักชวน ช่วงแรกไปเตะฟุตซอลสนามหญ้าเทียมกับกลุ่มก๊วนของดำรง พนันกินเงินกันสนุกๆ รุ่งวิ่งซกๆ ล้มลุกคลุกคลานไล่ตามลูกฟุตบอลเป็นที่ตลกขบขันแก่พวกเขา รุ่งไม่ถือโกรธ กลับรู้สึกปลอดโปร่งที่ได้ออกแรงเหงื่อชุ่มโชกไปทั้งตัว ต่อมาภายหลังก็ออกเที่ยวตามสถานบันเทิงเริงรมย์กับพวกเขา ท่องไปตามคาเฟ่ ร้านคาราโอเกะ แม้เขาไม่ชอบดื่มสังสรรค์ และบางสถานที่เขาก็รังเกียจบรรยากาศครึกครื้นห่ามๆ ของมัน แทบทนไม่ได้กับการพูดจาสัปดนของพวกขี้เมาในกลุ่มก๊วน เสียงเอะอะและกลิ่นของชีวิตกลางคืนน่าอดสู แต่เขาก็ปล่อยตัวไปตามแรงเฉื่อย พยายามทำตัวสบายๆ ร่วมวงไปจนดึกดื่น พออีกวันเขาก็ละเหี่ยเพลียใจ นึกตำหนิตัวเองและตั้งใจว่าจะไม่ออกไปเหลวไหลแบบคืนที่ผ่านมา แต่พอโดนชักชวนอีกเขาก็ไม่มีแรงต้านพอจะปฏิเสธ

ดึกคืนนี้พวกเขาสังสรรค์กันอีกตรงร้านข้าวต้มริมถนนข้างตรอกที่มีคนเข้า-ออกคึกคัก รุ่งนั่งจิบเครื่องดื่มบางๆ ฟังดำรงคุยจ้อ คนในวงยิ่งดื่มยิ่งพูดมากและไม่มีกิจจะลักษณะอะไร คงแต่ดำรงที่คุยสนุกและมีอารมณ์ขัน ปล่อยมุขตลกสองแง่สองง่ามให้ทุกคนได้ฮา แต่รุ่งไม่ติดอกติดใจอะไรอีกแล้ว มองไปรอบๆ อย่างเฉื่อยชาและเกือบแสดงอาการหงุดหงิดออกมา รุ่งเบื่อหน่ายที่ต้องมาอยู่ในวงสมาคมที่เขาไม่สนิทใจ ความรู้สึกเหล่านี้ยิ่งคมชัดเมื่อมันตรงข้ามกับบรรยากาศตอนที่มีเขากับขจรเมื่อไม่นานนี้ เขาเพียงไม่อยากอยู่ตามลำพังเพื่อเผชิญกับสิ่งครอบงำที่ทำให้เขาทุกข์ทรมาน การนั่งไปเรื่อยๆ จนฟ้าแจ้งก็ยังดีกว่ารอให้ความรู้สึกสิ้นหวังเอ่อล้นจิตใจ มันเป็นสิ่งที่เขาขยาดกลัวเหลือที

พอนึกถึงเรื่องตัวเอง เขาก็ยกดื่มเต็มอึก มันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นแต่อย่างใด เสียงสนทนาเอะอะมะเทิ่ง ออกอารมณ์เผ็ดร้อนไปกับเรื่องต่างๆ โดยไม่ใส่ใจว่าพูดโป้ปดมดเท็จ ดำรงมึนได้ที่หันมาสาธยายเรื่องใต้สะดืออย่างล้นหลามรายละเอียด น้ำเสียงและการออกท่าออกทางแบบพลีตัว ลักษณะอะไรบางอย่างที่บอกว่ามีธรรมชาติของคนที่พร้อมบุ่มบ่ามทำอะไรห่ามๆ ร้ายกาจได้เสมอ ขณะที่ชายสวมแว่นคนที่นั่งไหล่ชนกับรุ่งพูดจ้อสลับกับหัวเราะ ขยับยุกยิกและทำท่าจะกระโดดโลดเต้นอย่างอยู่นิ่งไม่ได้เลย กับชอบเอาศอกสะกิดรุ่งให้หัวร่อตาม ตอนนี้กำลังร้องโอดโอยว่า ขำจนเรี่ยวแรงหมดแล้ว ต้องดื่มเติมพลังอีก มือจับโน่นหยิบนี่จนปัดแก้วล้มหกเรี่ยราด รุ่งเบือนหน้าและอยากลุกไปเสีย เขานั่งพึมพำอะไรอย่างรำคาญและปรนตัวเองด้วยน้ำแข็งเปล่าที่ละลายเหลือติดก้นแก้ว อมมันแล้วถุยเล่นลงพื้น

แน่นอน ดำรงรู้สึกเหนื่อยหน่ายความเย็นชาของรุ่ง เริ่มจับตาท่าทีปั้นปึ่งไม่ชอบมาพากลของหนุ่มร่างอวบ ดวงตาที่แสดงความอึดอัดและรังเกียจ คนในโต๊ะชำเลืองตามพลอยทำให้เกิดความเงียบขึ้นมาครู่สั้นๆ แต่ไม่มีใครว่าอะไรแล้ววงดื่มก็ดำเนินไปต่อ รุ่งนั่งเหม่อไม่รู้สึกตัว สายตามองขึ้นไปตามแนวถนนกว้างเป็นมันละเลื่อม มองเห็นสะพานข้ามคลอง บริเวณตีนสะพานเป็นสวนหย่อมเปลี่ยวมืด มีอะไรขยับในเงาสลัว

สายตาเขาพุ่งแน่วไปยังเวิ้งมืดตรงซอกข้างตีนสะพาน ร่างตะคุ่มๆ เคลื่อนไหวแปลกพิกล เรือนร่างในเงามืดคุ้นตามาก ยิ่งพอร่างนั้นดุ่มเข้าไปใต้วงแสงของไฟถนน หิ้วถุงดำใบเขื่องและโก้งโค้งอยู่แถวกองลังกระดาษข้างเสาไฟ รุ่งโน้มตัวเพ่งเขม็ง ขนลุกทั่วแขนเมื่อเห็นชายจรจัดเหลียวมาทางร้านข้าวต้ม ครึ่งบนของร่างรับแสงสว่างจากแสงไฟริมทาง รูปร่างคล้ายขจรทีเดียว ความละม้ายทำเอาวาบสะท้าน เขากลั้นหายใจ มือยึดขอบโต๊ะยั้งตัวไม่ให้ถลันลุก มองไปรอบๆ ราวกับไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

ทันใดเสียงเป่าปากเฮดังขึ้นในโต๊ะ มอเตอร์ไซค์คันหนึ่งโฉบมาเทียบหน้าร้านข้าวต้ม เพื่อนของดำรงซ้อนท้ายสองสาวทรวดทรงงามพอกัน ทั้งหมดวาดขาลงมาสมทบที่โต๊ะ เหตุการณ์นี้จุดแววครึกครื้นในดวงตาทุกคู่ หลังการทักทายหยอกเย้า ดำรงวางสีหน้าผ่าเผยก็ประกาศขึ้น “หมดนี่แล้วไปต่อกัน” มีเสียงแย้งว่า “เกือบสองยามแล้ว เดี๋ยวร้านก็ปิด” “งั้นที่เดิมไหม” พอเห็นคนรอบข้างอึกอัก ดำรงส่งเสียงข้ามโต๊ะเสนอว่ามีร้านคนรู้จักเพิ่งเปิดแถวริมน้ำ น่าจะยืดหยุ่นกันได้

ระหว่างตกลงกันเรื่องสถานที่แห่งใหม่ ดำรงมองมาที่รุ่ง เห็นอาการแปลกๆ ของชายหนุ่ม ดำรงมุ่นคิ้วอย่างสงสัยอยู่ว่าหนุ่มท้วมท่าทีอวดดีคนนี้จะมาไม้ไหน เห็นรุ่งผงกหัวอย่างเคร่งขรึม แล้วแหงนหน้าดื่มจนขอบแก้วแตะจมูก ถอนใจ เลื่อนเก้าอี้ออก แล้วผลุนผลันลุกขึ้น ร่างเซเล็กน้อย เขาควักกระเป๋าสตางค์ วางธนบัตรบนโต๊ะ เค้นเสียงขึงขังว่า “ผมต้องไปแล้ว”

ดำรงเงยหน้า จ้องนิ่ง สีหน้าส่อแววของคนโดนสบประมาท ความอึกทึกรอบโต๊ะขาดห้วง ทุกคนมองชายหนุ่มผละทื่อๆ ออกไป ข้ามถนนว่างโล่ง ไม่ยอมเหลียวกลับมา รุ่งไม่มีส่วนร่วมความรู้สึกใดๆ กับคนข้างหลัง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ความสงสัยอย่างรุนแรงจนแทบจะเป็นความเจ็บปวดครอบงำใจเขาอยู่ตลอดเวลา เร่งฝีเท้าให้พ้นสายตาของทุกคนและเพื่อไปให้ถึงที่หมายโดยไว เขาต้องการทราบคำตอบ ไม่ใส่ใจเสียงเป่าปากและเสียงโห่เย้ยดังแว่วจากฝั่งตรงข้าม เขาเดินผ่านห้องแถวที่ปิดเงียบตรงไปยังมุมอับถัดจากเสาสะพาน ชายจรจัดหายไปทางหลืบมืดแถวนั้น เขาเห็นผิวน้ำในคลองจับประกายระยิบ เผยแนวลอดใต้สะพานคอนกรีต ขยับเท้าไปตรงซอกข้างตีนสะพานที่ขมุกขมัว ไอร้อนจากท่อระบายลอยขึ้นมากรอมเท้า เขาเหลียวไปรอบๆ แล้วก้มตัวเข้าสู่บริเวณรกร้างใต้สะพาน เสียงเงียบลงในมุมอับ เขาเดินชิดฐานคอนกรีต ศีรษะแทบแตะเพดานที่ลาดต่ำตามแนวสะพาน ภายในดูมืดมัวอึมครึม ตามพื้นมีเศษทราย แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ฝั่งตรงข้ามมีท่อระบายใหญ่ ปลายท่อเป็นช่องมืดไหลลงสู่คลอง เขาโน้มตัวไปข้างหน้าด้วยสังหรณ์อันเข้มข้น เพ่งจ้องอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่านัยน์ตากำลังสูดหายใจเข้าเต็มที่ ถัดลึกเข้าไปตรงหลืบมุมข้างฐานสะพาน มีกองเศษไม้ทับด้วยลังกระดาษบี้แบนซ้อนกันเป็นตั้ง เขายืนนิ่งรอดูการเคลื่อนไหว ทบทวนภาพเหตุการณ์เมื่อก่อนหน้า เงาวูบเคลื่อนไหวและเสียงฝีเท้าดึงสายตากลับไปที่ท่อระบายอีกครั้ง แต่มองไม่เห็นอะไร แล้วทุกอย่างก็เงียบลง เขายืนรอ เตะเศษก้อนหินกระเด็นลงในคลอง อีกครู่จึงกลับออกมายังบาทวิถี

ถึงที่พัก รุ่งไม่รู้สึกง่วงทั้งที่ดึกมากแล้ว จิตใจยังว้าวุ่นไม่สงบ เขาเข้าไปในห้องของขจร กวาดสายตาดูภายในห้องและถอนใจ เปิดพลิกหนังสือบนชั้นที่ยังอยู่ครบ มีชื่อเจ้าของเซ็นละเมียดตรงมุมทุกเล่ม ซ้ำยังระบุวันที่ที่ได้มาครอบครอง เขาผุดยิ้ม ใจสะท้าน พยายามสกัดกระแสหม่นหมองที่กำลังจะหวนมาหา เขาอยากหยิบเอารูปถ่ายเก่าๆ ของเพื่อนมาวางเรียงพรืดบนที่นอน แต่ห้ามใจเอาไว้ นั่งลงขบริมฝีปาก รู้ตัวว่าคิดถึงขจรมากจนน่าหวั่น เขาปิดไฟและเปลื้องเสื้อผ้า ทิ้งตัวนอนราบบนเตียงของขจร แขนอวบหนุนศีรษะ ค้างสายตาที่พัดลมสามใบพัดจับคราบหยากไย่ดำปื้น รู้สึกหัวหมุนจนต้องหลับตา

“แกต้องคิดเรื่องอื่น” เขาสั่งตัวเอง เขาจึงคิดถึงทะเล จินตนาการว่ากำลังว่ายน้ำ วาดกรรเชียงไสตัวไปอย่างอิสระ ผสานกายไปกับมวลน้ำฉ่ำชื่น ร่างกายเริ่มหนักขึ้น เขาสะลึมสะลือและกำลังจมลงๆ

ฉับพลันระลอกน้ำก็พะเยิบสูงซัดเขาแรงจนพลิกกระเด็น เขาสะดุ้งตื่น แต่ก็พยายามหลับตานอนต่อ เสียงกุกกักแปลกปลอมดังกระทบโสต เขาคิดว่าเป็นเสียงชีพจรในกะโหลกแต่ไม่ใช่ เสียงต่อเนื่อง ดังค่อยจนต้องกลั้นใจฟัง เขาลืมตา ห้อยขาลงไปข้างเตียง รอฟังเสียงให้ถนัด คราวนี้เสียงกุกกักชัดขึ้น มันดังมาจากผนังตรงข้ามเตียง เสียงกุกกักดังไม่ลดละ มันตะกุยและกัดแทะอย่างเมามัน แน่นอน ขจรย่อมเคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน

รุ่งขยับตัวไถลลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้น เอามือทาบผนัง เคาะเบาๆ เสียงดังกลวง มันตอบเขาด้วยการทิ้งช่วงเงียบครู่สั้นๆ

ช่วงตลาดปิดตามปกติในวันกลางสัปดาห์ มีคนมางัดหน้าร้านรุ่งยามวิกาล ไม่ได้ฉกสินค้าสักชิ้น เสื้อผ้าตกหล่นกระจาย แต่ไม่ถูกกรีดหรือทำให้เสียหาย เก้าอี้กับหุ่นโชว์ล้มกลิ้ง ฐานตั้งหุ่นหลุดออกมา ราวแขวนหักงอ ม่านกั้นตรงมุมลองเสื้อถูกรื้อ ภาพโปสเตอร์บนฝากั้นร้านโดนฉีกห้อยลงมา หย่อมชื้นบนพื้นฉุนกลิ่นปัสสาวะ มีคนมาปลดทุกข์เบากลางร้าน หากไม่พบอะไรสูญหาย ผู้บุกรุกน่าจะมากกว่าหนึ่ง ผลงานของวัยรุ่นคะนองหรือเป็นการตักเตือนสั่งสอนเบาะๆ รุ่งหงึกหัวอยู่เงียบเชียบขณะสำรวจความเสียหาย รับรสขื่นของความรู้สึกถูกย่ำยีและรุกล้ำ เขาไม่ได้แจ้งตำรวจหรือบอกใครแม้แต่ รปภ.ตรงป้อมหน้าพลาซ่า ไม่อยากทำเรื่องให้ใหญ่โต มันไม่ได้อะไรขึ้นมา เขาคิดว่าทุกอย่างคงจะยุติลงแค่นี้

รุ่งตั้งหน้ารีบทำความสะอาด จัดสินค้าและเก็บข้าวของคืนเดิม มีบางอย่างต้องซ่อมแซม รอยเปื้อนสีเหลืองเยิ้มเหมือนไข่ตกแตกบนกั้นบังตา ราวแขวนคงต้องติดตั้งใหม่ยกชุด เขาเปลี่ยนกุญแจด้านหน้า เพิ่มล็อกอีกชั้นให้รัดกุมขึ้น

พอเสร็จ เขาไม่แน่ใจว่าเย็นนี้จะเปิดแผงขาย เขาไม่อยากจ่อมอยู่ที่นี่ แต่ไม่รู้จะทำอะไรดี นั่งเหยียดขาห่อไหล่อยู่บนเก้าอี้พลาสติก เสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มเหงื่อ ท่ามกลางกลิ่นปัสสาวะจางๆ อวลในอากาศ เขาเหน็ดเหนื่อย ใจระส่ำ กลไกข้างในใกล้ชำรุดอัมพาต เขานึกบ่ายหน้าไปไหนสักแห่ง เขาหดขากลับเข้ามา ตัดสินใจเก็บร้าน ล็อกกุญแจแน่นหนา ตั้งใจอ้อมเส้นทางในพลาซ่าเพื่อจะได้เดินผ่านหน้าร้านขายเครื่องเงินเครื่องประดับของดำรง

ขณะก้าว รุ่งบรรจงวางเท้าต่อกรกับแข้งขาที่ดูจะขัดแข็ง เหลือบมองเข้าไปในร้านทางหางตา ดำรงกำลังพูดเสียงดังกับลูกจ้าง ชะเง้อข้ามไหล่เด็กในร้าน ครั้นเห็นรุ่งก็พยักหน้าและยิ้มอย่างสุดกำลังปาก แววตาไม่เผยอะไร รุ่งเบือนหน้าทำเป็นไม่เห็น บังคับสายตาจ้องแถวกำไลเงินในตู้โชว์ ความคิดเดียวในใจคือต้องการไปให้พ้น

ออกจากตลาดพลาซ่า เขาเดินกอดอกไปตามทางเท้าเลียบถนนใหญ่ สวนกลุ่มคนทำงานออฟฟิศที่คุยกันเสียงเอะอะ เกือบจะเอ็ดตะโรใส่กัน หากสีหน้าช่างเบิกบาน บางคนอมยิ้มหน้าชื่นใส่เขา แต่ไม่ได้มองเขา รุ่งก้มหน้าและรู้สึกตัวว่ายังไหวหวั่นกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาปรารถนาให้บังเกิดนิมิตบางอย่างนำทางเขา ชี้บอกสิ่งที่ต้องทำ เขาเดินไปต่อ ทอดสายตาไปตามร้านค้า พลางนึกว่าขจรจะตกใจและโกรธเกรี้ยวเพียงไรถ้ารู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา แต่เพื่อนไม่อยู่อีกแล้ว สิ่งทั้งหลายที่เกิดขึ้นนี้คือสัญญาณที่ส่งมาถึงเขา เขาต้องแสวงหาวิถีชีวิตใหม่ เขามองดูผู้คนที่ขวักไขว่บนทางเท้าในย่านธุรกิจ เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อจ้องตอบสายตาทุกคู่ แต่จู่ๆ เขาหยุดก้าวขา เอามือกอดอก ท่าทางจริงจังเมื่อครู่มลายสิ้น เขาหันหลังกลับ

เย็นย่ำแต่ฟ้ายังไม่โพล้เพล้ตอนที่รุ่งไปถึงหน้าประตูสวนรถไฟ เขาใช้เส้นทางเดิม ลัดเลาะริมคลองกั้นเขตสวน ไต่ลงจากไหล่ทางและย่ำบนทางเปลี่ยวเลียบขอบตลิ่ง เลยอาคารร้างของโรงระบายน้ำ เขาเห็นอีการุมทึ้งซากกระดองเต่าหงายท้องตรงอีกฟากคลอง อากาศสดชื่นพลันแทรกคั่นด้วยกลิ่นเหม็นเน่าโชยมา เขาเร่งฝีเท้า ไม่นานก็ถึงที่หมาย เขาหยุดอ้อยอิ่งตรงปากอุโมงค์ มองดูเวิ้งน้ำ ฟองสีขาวเกาะกันเป็นหย่อมตามขอบฝั่ง กลางเวิ้งปลาโผผุดฮุบอากาศ น้ำกระจายวง ระลอกคลื่นบิดเงาหมู่เมฆเป็นเกลียวขยัก

รุ่งเหลียวไปรอบสถานที่อันสงบวิเวก หวังได้เห็นสิ่งที่ตนพลาดไปจากคราวก่อนตอนมากับขจร เขารำลึกถึงรายละเอียด ชายหนุ่มบอกกับเขาเองว่ามาที่นี่หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยซักถามรายละเอียด หนนี้เขาอยากเห็นแง่มุมพิเศษของมัน ค้นหาความศักดิ์สิทธิ์ อยากค้นพบอะไรก็ตามที่เพื่อนได้สัมผัสพบเห็น เขามุ่งหมายใกล้ชิดกับขจรผ่านประสบการณ์นี้

ลังเลอยู่สักครู่ รู้สึกเหมือนตัวเองแขวนขึงอยู่ระหว่างโลกสองใบ รุ่งก้าวไปข้างใน เปิดไฟมือถือแล้วเปลี่ยนใจปิดมัน เขาคืบกายคลำทางไปช้าๆ ยินเสียงลมหายใจตัวเองและเสียงฝีเท้าดังก้องวังเวง นอกจากนั้น ยังมีเสียงสายน้ำไหลริกช่วยกล่อมใจอยู่บ้าง เขาเดินหน้าต่อ สักพักสายตาก็คุ้นชินกับความมืด บางครั้งมีแสงจากภายนอกกระทบท้องน้ำส่องประกายละเลื่อมวาบขึ้นมาดุจงูเลื้อย ชวนให้รู้สึกว่ามีสิ่งวูบไหวตามหลังมา เขาชะงักสองสามครั้ง คอยฟังและกวาดตามอง แต่ไม่มีอะไร

เขาบังคับตัวเองสืบเท้า ความรู้สึกว่ากำลังเคลื่อนไปข้างหน้าลบเลือนไปทีละน้อย อุโมงค์ทอดยาวเหมือนไกลกว่าเดิมมาก เขาเริ่มงุนงงต่อทิศทาง แต่ก็ยังตั้งใจไปให้ถึง ตรงสู่ใจกลางของมัน แก่นกลางของมัน แม้จะทำให้เขาหลงอยู่ในความมืดร้างว่างเปล่าก็ตาม

ตรงจุดหักโค้งก่อนถึงปลายอุโมงค์ทางออก อันเป็นบริเวณที่มืดมิดกว่าจุดอื่น เขาหยุดดูลาดเลา พยายามเพ่งความรู้สึกไปรอบๆ ก่อนหย่อนตัวลงนั่งชันเข่า ความคิดจินตนาการน่ากลัวทั้งหลายเลือนหาย เขาได้มาอยู่ในโลกอันสันโดษสมบูรณ์ พอใจที่ตัวเองมองเห็นได้เพียงเล็กน้อย เขาเอามือประกบกันและบีบเค้นแน่น ขณะจ้องไปที่ผิวความมืดเบื้องสายตา มีอะไรแฝงอยู่ในเงามืดที่เคลื่อนไหว คล้ายกำลังจะสำแดงตัวออกมาตรงหน้า เขาตกใจจากอะไรบางอย่างในความสับสนของความรู้สึก แต่แล้วจิตใจก็พลันลุกโชนขึ้นด้วยความหวัง นัยน์ตาเบิกกว้างเห็นแสงสลัวรางอยู่ใต้ชั้นของความมืด เขารู้สึกใกล้ชิดกับขจร เหมือนเพื่อนมาอยู่ใกล้ๆ ตรงไหนสักแห่ง

เขาเพ่งความรู้สึกยิ่งขึ้น ไม่ยอมให้สิ่งใดคลาดไปจากการรับรู้ เขาได้ยินเสียงหายใจดังแผ่วค่อย รู้สึกถึงไออากาศอุ่นรดผ่าวใบหน้า

รุ่งกระเถิบออกจากผนังและยื่นแขนไปเอื้อมคว้าเยี่ยงคนตาบอด

“ขจรใช่ไหม”

ทว่ามือสัมผัสความว่างเปล่า อณูละเอียดของความมืดเหมือนจับต้องได้กลับเป็นเพียงอากาศธาตุเท่านั้น มันไม่มีอยู่จริง เขาทิ้งแขนลง

เขายังนั่งรอที่เดิม ระลึกถึงความแจ่มชัดที่มันสำแดงออกต่อจิตใจเมื่อครู่ เวลาผ่านไป ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากความมืดถมเต็มนัยน์ตา แข้งขาเริ่มชาจนแทบไร้ความรู้สึก เอามือฟาดที่น่องแรงๆ ความเจ็บช่วยย้ำบอกว่าเขายังอยู่ที่ตรงนี้

“กลับมาเถอะขจร” รุ้งกระซิบเสียงวิงวอนอันไร้ผล ดวงตาร้อนผ่าวอย่างกริ้วโกรธและร้าวราน เขาถูกทอดทิ้งไร้แยแส ถูกละเลย และทรยศ เขารู้ว่าจะไม่มีขจรอยู่ใกล้หรือได้ยินเสียงของเพื่อนอีกแล้ว ไม่มีใครเลย ไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น

เขาโดดเดี่ยว ล้าแรง เหมือนโดนกักขังอยู่ในกำแพงสีดำ สูญเสียสัมผัสรับรู้ทั้งเวลา ทิศทาง รูปลักษณ์ตัวตนของเขาเลือนรางลง เขากำลังระเหิดหายไปในโลกมืดมิดนี้

บทความก่อนหน้านี้วิกฤติศตวรรษที่ 21 : ลัทธิทรัมป์กับทุนนิยมเชื้อชาติ
บทความถัดไปเปิดอก “นิพิฏฐ์” แม่ทัพปักษ์ใต้ประชาธิปัตย์ สงครามครั้งสุดท้าย กู้วิกฤตยานแม่ พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทยเป็น “ภัยคุกคาม”