เรื่องสั้น | วันที่เราใส่หน้ากากเข้าหากัน

แทนไทเพิ่งเห็นเพื่อนร่วมงานใส่หน้ากากพร้อมกันเป็นวันแรก ภายหลังไวรัสระบาดมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน สอดคล้องคำขวัญติดป้ายทั่วประเทศ อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ช่วยสกัดกั้นโรคระบาดบันลือโลก

ในสัปดาห์นี้ผู้บริหารสั่งให้เริ่มต้นวัดอุณหภูมิพนักงานและลูกค้าก่อนเข้าสำนักงาน รายงานผลวันละครั้ง ผู้จัดการประเดิมคนแรกให้ยืนยามตรวจวัด พร้อมกับขอช่วยแม่บ้านถ่ายรูปเก็บไว้ ไม่นานภาพก็ถูกส่งทางไลน์กลุ่มประชาสัมพันธ์

เรื่องจริงบนสำนักงานบริการ มีเจ้าหน้าที่อยู่เพียงแปดคน แต่น้อยคนก็ใช่ไม่มีปัญหา นอกเหนือจากได้เงินเดือนประจำแล้ว เจ้าหน้าที่ยังหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋า จ้องทำลายเหมือนศัตรูกันตลอดเวลา มันมาก่อนโรคระบาดเสียอีก

ย้อนหลังสองปีก่อนหน้านี้ วันที่ผู้จัดการคนใหม่ชื่อศักดาหิ้วกระเป๋ารับตำแหน่ง นายอรุณ ผู้วาดฝันถ้าได้รักษาการภายในสองปี คงมีวาสนาเป็นผู้จัดการกะเขาบ้าง วันนั้นหน้าเขาซีดเหมือนไก่ต้ม มองไม่ออกว่าดีใจหรือร้องไห้กันแน่

ผู้จัดการคนใหม่ มีเสียงซุบซิบ ขี้เหนียวเป็นที่หนึ่ง นิสัยทำงานแบบวันแมนโชว์ ที่เพื่อนพ้องระอา ยิ่งผู้อำนวยการใหญ่คนปัจจุบัน ซึ่งไม่ค่อยกินเส้นกันอยู่ด้วย นายศักดาจึงถูกย้ายให้พ้นหูพ้นตา มากกว่าความเหมาะสม ตอกฝาโลงวันเกษียณที่จังหวัดชายแดนแห่งนั้น

ช่วงแรกๆ นั้นก็นึกอยากให้ความเป็นธรรมบ้าง โดยไม่เชื่อเสียงข่าวลือปากต่อปากที่กล่าวหากันเสียหาย นิสัยประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นธรรมดามนุษย์ นิสัยขี้เหนียวไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ตราบใดที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น

หนุ่มใหญ่วัยห้าสิบเจ็ด อาจมีคนอิจฉาที่สองคนผัวเมียทำงานองค์กรเดียวกัน เงินเดือนรวมสองคนแสนกว่าบาท ส่งลูกเรียนสหรัฐอเมริกา มีเงินซื้อบ้านที่ดินห้าล้าน ไม่ได้เป็นหนี้สหกรณ์สักบาทเดียว สมควรยกย่องมากกว่าประณามไม่ใช่หรือ

นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังมีเงินประจำตำแหน่งหกพันเป็นค่ารับรอง กับเงินค่าวิศวกรอีกหกพัน รวมแล้วหนึ่งหมื่นสองพันบาท แกมีสิทธิ์จ่ายเงินแค่นี้เท่านั้น ส่วนเงินเดือนให้เมียเก็บเอาไว้คนเดียว นั่นเป็นวินัยทางการเงิน ไม่ควรเหมารวมเป็นความผิดถึงกับร่วมโลกไม่ได้ แต่เงินค่ารับรองที่แกรวมเป็นกรรมสิทธิ์นั่นสิ มันฟ้องตัวตนผู้จัดการทุกเมื่อเชื่อวัน ลูกน้องไม่เคยได้พึ่งใบบุญเงินจำนวนนี้แม้แต่บาทเดียว

เมื่อเดือนก่อนโน้น สำนักงานมีกิจกรรมบิ๊กคลีนนิ่งหนหนึ่ง มีการมอบรางวัลผลงานที่เข้าตากรรมการ มีสิทธิ์เที่ยวฮ่องกงหนึ่งสัปดาห์ ผู้จัดการกุลีกุจอหาหัวข้อทั้งวัน ก็ยังไม่สรุปสักที แกเดินบ่นพึมพำเหมือนเจอปัญหาคิดไม่ตก ทั้งที่รอบอาคารมีสิ่งต้องทำเยอะแยะ เศษเหล็กวางเพ่นพ่านตามมุมอาคารทั้งสี่ อีกทั้งลังใบใหญ่ กระดาษหนังสือพิมพ์ โต๊ะทำงานในอาคารรกรุงรังเหมือนป่าดงดิบ เอกสารวางไม่เป็นระเบียบ ส่อนิสัยความไม่เรียบร้อยทุกสายตาที่พบเห็น

ในเช้าวันทำกิจกรรม ให้แม่บ้านกวาดขยะเช็ดถูพื้นตามปกติ ไม่มีบรรยากาศบิ๊กคลีนนิ่ง เช่น ให้พนักงานถ่ายรูปหมู่ขณะทำกิจกรรม ตอนเที่ยงเลี้ยงข้าวปลาอาหาร เครื่องดื่ม อย่างที่อื่นทำกัน วันนั้นแกให้หัวหน้าแผนกถือลังเปล่าฉีกยิ้มถ่ายรูป พอตกแต่งภาพเสร็จก็ส่งประกวดกับเขาด้วย มีเสียงนินทาไล่หลังว่า แกมีเมียเป็นกรรมการคัดเลือกคนหนึ่ง

ผู้จัดการไม่เคยนัดกินข้าวกับลูกค้ารายใหญ่ หรือคิดเลี้ยงกาแฟสักแก้วให้ใครได้ชื่นคอหอย หัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมดึงเงินส่วนนั้นออกใช้ ขนาดวันทำกิจกรรมส่วนรวมก็ยังไม่ยอมควักสักบาท ปล่อยให้พนักงานหาน้ำดื่มเองตามยถากรรม ทำให้ข่าวร่ำลืออาจน้อยเสียด้วยซ้ำ ด้วยบิ๊กคลีนนิ่งกับกล่องลังเปล่า มันเกี่ยวโยงมีนัยยะสำคัญ

นิสัยทำงานเกาะขอบจอมอนิเตอร์ เป็นเรื่องจริงที่เห็นกับตาตนเองรายวัน แกสั่งการและตามงานทางไลน์กลุ่ม ไม่เคยลงพื้นดินไปดูหน้างาน ไม่ให้กำลังใจคนภาคสนามทั้งร้อนทั้งเหนื่อย เหมือนสั่งงานหุ่นยนต์ด้วยรีโมตคอนโทรล

“ผมยืนยันให้คุณนั่งตรงนี้นะครับ” เขาเอ่ยเป็นกันเอง แต่ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบต้นคอ เชิงข่มขู่ ความพอใจต้องมาก่อน การงานเอาไว้ทีหลัง เงาเผด็จการโผล่ออกให้เห็น ตั้งแต่อาทิตย์แรกๆ ที่ได้ทำงานร่วมกันก็ไม่ผิด

“ครับ พี่ศักดา” แทนไทรับปากพร้อมกับรอยยิ้ม ช่วงมาถึงสองอาทิตย์แรก ผู้จัดการโชว์เพาเวอร์ทั้งวัน ล้วงลูกการทำงานแบบไม่ไว้วางใจใคร คล้ายอยากรู้มีใครซ่อนหอกแหลมเอาไว้ตรงไหนบ้าง ใครโต้แย้งเห็นต่าง มักถูกสวนกลับหน้าหงายด้วยคำพูดว่า หากไม่เก่งไม่ถูกส่งเป็นหัวหน้าพวกคุณหรอก

“ผมตรวจสอบดูช่างมีปัญหาบ้าง อาจต้องจ้างเอาต์ซอร์สเพิ่มก็ได้นะ” ผู้จัดการพูดเชิงปรึกษา เรื่องนี้แทนไทไม่รู้ดีกว่า หรือต่อให้จ้างบริษัทอีกเป็นสิบก็แก้ไม่ได้หรอก ตราบใดที่ยังมีเจ้าหน้าที่ประเภทหากินเดินเต็มสำนักงาน

อีกทั้งหัวหน้าแผนกไม่เคยใส่ใจลูกค้า โทรศัพท์แจ้งเสียก็ไม่ยอมซ่อม ทำงานอืดอาดเป็นเรือเกลือ ให้ลูกค้าเกิดความรำคาญ ดองงานเป็นดินพอกหางหมู ทำบิลซ้ำซ้อนให้ลูกค้าหัวเสีย บางรายถึงกับขอยกเลิกเพราะความรำคาญ

แทนไทไม่อยากฟ้องนายขายเพื่อน หากฝืนทำก็ไม่ใช่ลักษณะตน นายอรุณทำงานเช้าชามเย็นชาม ในแต่ละปีทำงานสองเดือนช่วงพิจารณาขั้นเท่านั้น ปล่อยให้สิบเดือนเอาไว้ได้เดินเล่น ไม่มีทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นั่งยอเจ้านายเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ ครั้นพอตกบ่ายชวนคู่หูนำรถหลวง ใช้ภาษามลายูว่ากอปี้ ออกทำเรื่องส่วนตัวสารพัด แอบบรรทุกปุ๋ยเข้าสวนยาง รับเมียร้านเสริมสวย ขากลับแอบรับลูกรักที่โรงเรียน ก่อนเร่กลับตอนใกล้สี่โมงครึ่ง

นายอรุณรักคู่หู ชื่อมะแอน นารอยี มาก หนุ่มใหญ่ท่าทางตุ้งติ้ง เสียงพูดเหมือนผู้หญิง รสนิยมชอบคนทั้ง 2 เพศ ไบเซ็กช่วล ทั้งสองเกลอถือว่าคุมการเงินและงานช่างในมือ จึงชอบเอาปัญหามาต่อรองกับผู้จัดการได้ทุกเรื่อง เหมือนมัดตราสังเอาไว้

“เรื่องจ้างเอาต์ซอร์สเพิ่ม ผมรับปากนะ” ผู้จัดการเอ่ยเสียงเนิบช้า ใช้ความคิดพร้อมๆ กัน หากแกล้วงลูกเรื่องจ้างเอาต์ซอร์สคงสนุก มะแอนสมคบเพื่อนตั้งบริษัทขึ้นรองรับงานติดตั้งตรวจซ่อม อิ่มเอมด้วยผลประโยชน์มานานแล้ว ยอมแบ่งเค้กก้อนนี้ได้ยังไงกัน ก่อนถูกล้วงลูกความแตกไม่มีชิ้นดี หมอนี่ต้องดึงเป็นพวกเดียวกันแน่นอน

“ครับผม เต็มที่อยู่แล้วครับ” แทนไทรับปาก

“ผมตรวจดูแล้ว งานทั่วไปก็เรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ คุณทำงานสบายใจได้เลย” ผู้จัดการตบไหล่ชายกล้าเป็นกันเอง

สัปดาห์ต่อมามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ทั้งผู้จัดการและสองคนพักเที่ยงด้วยกัน คนขี้เหนียว ต่อให้ฝนตกท่วมฟ้าไม่มีวันเลี้ยงข้าวแน่นอน เว้นแต่สองคนลงขันกันเท่านั้น สูตรสำเร็จที่สองเกลอใช้กับผู้จัดการนับสิบคนได้ผลมาแล้ว ตอนเช้าหิ้วดื่มนมแพะแขกอินเดีย ตกตอนเที่ยงก็ชวนกินข้าว สิ้นปีก็ถูกตอบแทนด้วยขั้นงามอย่างพึงพอใจ

“ได้ยินข่าวพี่ชายจะย้ายหรือครับ” เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเดินเข้ามาถาม เขานึกถึงสุภาษิตไทยบทหนึ่ง ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้

“ใครพูดเหรอ”

“หัวหน้าช่างจะมาแผนกตลาด ผมได้ยินมากับหูเองนะครับ”

“พี่ก็เพิ่งได้ยินนี่แหละ” ชายกล้าตัดบท หากเป็นจริงขึ้นมาล่ะ ใครกันนะที่เป็นต้นคิดเรื่องนี้ ระหว่างผู้จัดการกับนายอรุณ หรือหนุ่มใหญ่ไบโอเซ็กซ์

มองย้อนสมัยนั่งเก้าอี้หัวหน้าอำนวยการ ต่อมาถูกย้ายให้มาอยู่แผนกตลาดนั้น มะแอนโกรธที่เขาไม่ยอมเป็นกรรมการตรวจรับประมูลบริษัท เพื่อนคุ้มเกล้า ที่เคยมีประวัติยามขโมยเงินบริษัทถูกจับได้ จนมีการแจ้งความตำรวจมาแล้ว บริษัทแบบนี้สมควรขึ้นบัญชีดำ ไม่ใช่ต่อสัญญาด้วยวาจานับสิบปี พฤติกรรมมันส่อทางทุจริต เอื้อผลประโยชน์ให้เอกชน

เพราะสายสัมพันธ์กับผู้จัดการรสนิยมคล้ายคลึง มันมีส่วนเกี่ยวข้องกันเหนียวแน่น วันนั้นมะแอน มะรอยี ได้นั่งเก้าอี้หัวหน้าอำนวยการแทนสมใจ เบื้องหลังคือการเจรจาผลประโยชน์ลงตัว ชนิดที่แทนไท ธาตรี ต้องยอมยกธงขาว

ในวัยเกินห้าสิบปีแล้ว ต้องทำงานนับหนึ่งใหม่หมด ต้องรับผิดชอบงานมากมาย ทั้งที่มีเพื่อนร่วมงานเพียงสองคน มันเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้ายบนหลังลา สองเกลอหัวแข็งผลิตแรงกดดันทุกรูปแบบ เพื่อกำจัดศัตรูระยะสั้นระยะยาวให้พ้นทาง

เสียงซุบซิบเรื่องปลดพนักงานดังขึ้นกว่าเดิม ช่างรุ่นน้องคนหนึ่งมาถามด้วยตนเองด้วยความอยากรู้ เขาบอกไม่ทราบเรื่องมาก่อนเลย หากเรื่องจริงก็คงต้องพูดคุยกันก่อน แผนกตลาดมีหลายอย่างช่วยกันทำ เพราะเป็นแผนกด่านหน้าขององค์กร

เสียงร่ำลือที่ดังขึ้นก่อน ไม่ผิดเสียงขย่มขวัญศัตรูขวัญเสีย เทียบกับล้อมวงเล่นไพ่ ไม่ผิดกับเทหมดหน้าตัก ผลสะท้อนกลับมีเพียงอย่างเดียว การตอบโต้อย่างดุเดือดเท่านั้น

ให้ตายเถอะ ปล้นทั้งตำแหน่ง ทั้งขั้นเงินเดือนของเพื่อนทั้งปี ยังไม่อิ่มเอมกันอีกหรือไร คนเรามีสิทธิ์สวมหน้ากากหนากี่ชั้น หรือราคาแพงก็ไม่มีใครว่าหรอก แต่มันไม่ควรเอาหน้ากากตนเองเบียดบังเพื่อนมนุษย์กันแบบไม่รู้จักพอเช่นนั้น

ผู้จัดการกำจัดคนเดียว ก็จะมีแนวร่วมเพิ่มขึ้นสามคน เอาไว้ค้ำบัลลังก์อย่างเหนียวแน่น ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า เขาต้องเลือกนายอรุณประจบสอพลอเก่ง จะทำให้เขานั่งในตำแหน่งได้มั่นใจ ข่าวล่าสุดเมียบอกว่า ศักดาโดนใส่ร้ายเยอะแยะ แทนที่จะถูกเรียกตัวกลับนั่งสำนักงานใหญ่ จำต้องเกษียณตนเองที่จังหวัดเล็กๆ เสียแล้ว

“หนีงานช่างน่ะสิ” เพื่อนรุ่นน้องกระซิบข้างหู

“หากไม่มีหนังสือพี่ก็ไม่เชื่อหรอก เป็นข่าวลือก็ได้นะเอก” แทนไทยิ้มให้เพื่อนรุ่นน้องใจเย็น

วันนั้น หนังสือคำสั่งปรับปรุงการบริหารภายใน วางสงบบนเคาน์เตอร์บริการลูกค้า มันถูกแอบมาตั้งไว้ช่วงพักเที่ยง คำสั่งอ้างปรับปรุงบุคลากรเพื่อความเหมาะสม แทนไทกัดกรามตนเอง เขาไม่เคยทำงานผิดพลาด ทำตามคำสั่งเกินเป้าหมายทุกครั้ง ไม่เหมาะสมตรงไหนกันแน่ แล้วแทนที่จะบอกกันก่อนก็ได้ กลับไม่ทำสักอย่าง ที่เขาอ่านได้ทะลุปรุโปร่ง พวกเขาซ่อนเหลี่ยมเล่ห์ในกระดาษแผ่นเดียว แทนที่จะพูดคุยกันก่อนกลับไม่ทำ เจตนาสร้างความกดดันกันมามากกว่า

นายช่างทำงานแผนกช่างเกือบสามสิบปี ให้นั่งเก้าอี้การตลาดเหมาะสมตรงไหน เขาหนีงานในหน้าที่ต่างหากเล่า นี่คงเหนื่อยงานที่ตะลอนซ่อมเครื่องทั้งวัน อีกปัญหาร้องเรียนเพิ่มมากขึ้น งานนี้นายวิโรจน์ยิ้มแฉ่งทั้งวัน คนพูดน้อยในวงสนทนา แต่นิสัยแอบนินทาเพื่อนไม่น้อยหน้าใคร หลังจากดักดานเป็นลูกน้องมานาน มีโอกาสขึ้นเป็นหัวหน้าแทนสักที

นายอรุณรับตำแหน่งใหม่ด้วยสีหน้าเก้อเขิน ราวกับแสดงเป็นพระเอกละครใบ้ เล่นบทตามกระดาษแผ่นเดียว วันๆ ไม่ทำอะไรเลย นั่งวางมาดหัวหน้าแผนก หากมีลูกค้าขึ้นมาโวยวายร้องเรียน หนุ่มใหญ่แว่บหนีออกทางห้องกาแฟหน้าตาเฉย

อาทิตย์ต่อมา หนุ่มใหญ่ชวนแทนไทกินอาหารเที่ยงพร้อมกับคู่หู ที่โต๊ะกินข้าวเขาได้แต่พยักหน้า หลีกเลี่ยงคำพูดหรือแสดงความเห็น ทั้งสองเป็นมือวางอันดับหนึ่ง เรื่องตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ สงวนคำพูดย่อมปลอดภัยกว่า

“แผนให้เรามองหน้ากันไม่ติด” หัวหน้าตลาดคนใหม่พูดกลั้วเสียงหัวเราะ เอามือป้องปาก ราวกับกลัวมีใครแอบฟังฟ้องเจ้านาย

“คงอยากย้ายกลับสำนักงานใหญ่มั้ง” แอนนาสนับสนุนความคิดเพื่อนรัก หากมีการล่ารายชื่อไล่ผู้จัดการเกิดขึ้น ไม่แคล้วต้องเรียกกลับสำนักงานเขต

“อืมม์” แทนไทครางเสียงเบาในหน้ากากอนามัย

“ได้ยินว่าบอกนาย ตกลงกันเรียบร้อยแล้วนี่” เขาสั่นศีรษะปฏิเสธ พูดในใจว่า ตกลงกะผีอะไร เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง สองเกลอน่ารู้ดีกว่าใคร

“วางแผนหลอกเราแน่นอน” หนุ่มใหญ่เปล่งเสียงตื่นเต้น ชายกล้าไม่สนุกกับเขาด้วยหรอก ทั้งหมดสงบนิ่งในหน้ากาก

ห้าปีก่อนโน้น ทั้งสองก็ร่วมลงชื่อขับไล่ผู้จัดการหนหนึ่ง วันนั้นสะเทือนทั่วสำนักงานเขต สองเกลอหัวแข็งรายงานว่าฝีมือแทนไท สำเนาส่งถึงสำนักงานใหญ่อีกฉบับ จนกระทั่งมีการตั้งกรรมการสอบสวน ในที่สุดผู้จัดการถูกย้ายด่วน

วันนี้ยังถือคัมภีร์เล่มเดิมไม่เลิก สำนักงานแห่งนี้มีพนักงานเพียงแปดคน หากนับทีมงานผู้จัดการก็มีสามคน รวมนายวิโรจน์ผู้ได้ขึ้นแป้นหัวหน้าช่างแทนด้วย หมอนี่วางตัวนิ่ง เงียบ ลึก มีนิสัยเป็นอีแอบ ชอบแทงเพื่อนข้างหลัง เอาเรื่องข้างนอกมาบอกเล่า ใครพูดผิดพลาดก็นำไปฟ้องนาย จำแลงตัวเหมือนภูตผีประจำสำนักงาน

“ถ้าพนักงานลงชื่อเกินครึ่ง ก็ถูกตั้งกรรมการสอบ ไม่แคล้วต้องกลับบ้านเก่า เข้าทางพอดีเลยว่ามั้ย” แอนนาเอ่ย ขณะรออาหารบนโต๊ะเที่ยงวันนั้น

ให้ตายเถอะ สองเกลอหัวแข็งลงทุนมื้อเที่ยงไม่ถึงร้อยบาท เพื่อเปิดทางให้เล่นเกมไล่นายแค่นี้หรือ ยิ่งแอนนาเคยโกรธขนาดไม่มองหน้า ก็ยังตีหน้าซื่อใสมานั่งร่วมโต๊ะได้หน้าตาเฉย ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน หากคนเรามีหน้ากากคนละชิ้น สองคนนี้ต้องมีมากกว่าอย่างแน่นอน

“ตั้งแต่มาทำงานล้มเหลวตั้งหลายเรื่องนี่หว่า” มะแอนตอกย้ำ ให้แทนไทเขาเห็นสมควร อวดอำนาจตัดต้นหูกระจงหน้าอาคาร ซึ่งเป็นที่ลูกค้าจอดรถพลอยร่มทั้งปี อีกทั้งยอดตกทั้งซิมมือถือและบรอดแบนด์รั้งอันดับบ๊วยสุด

“ผมเป็นลูกน้องหรือหัวหน้า ได้ทั้งนั้นแหละ” เขาเอ่ยชัดคำ ให้สองเกลอเดาทางไม่ถูกว่าคิดเช่นใด

“รู้หรือยัง แกรวบเงินสำรองห้าพันเอาไว้เอง” มะแอนวิจารณ์นินทาเจ้านาย เหมือนดักไซให้เขาติดกับลากลงลำธารหลอกหลอนอีกหน

สองมนุษย์นี้ช่างเกิดมาเป็นคู่หูกันเสียจริง ชอบหาเรื่องให้ผู้จัดการแบบชีวิตนี้ไม่รู้จักความสงบสุขเอาเสียเลย เป้าหมายนายอรุณมีสิ่งเดียวเท่านั้น ทำยังไงก็ได้ เจ้านายต้องย้ายออกพื้นที่ เขารอจังหวะเข้าเสียบแทนเท่านั้น

สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ยังไม่มีทีท่าลดลง รัฐบาลยกระดับความเข้มข้นขึ้นอีก ด้วยประกาศมาตรการเคอร์ฟิว เวลา 22.00 ถึง 04.00 น. ห้ามทุกคนออกจากเคหสถานเด็ดขาด เพื่อสกัดกั้นโรคระบาด ที่ยังไม่มีทีท่าจะหยุดในเร็ววัน

สถานีโทรทัศน์เสนอข่าวความเคลื่อนไหวประจำวัน สถิติการเพิ่มขึ้น ติดเชื้อ รวมทั้งเสียชีวิต มีการจับวัยรุ่นไม่สนเคอร์ฟิว ฝ่าฝืนกฎหมายไม่เว้นแต่ละคืน ผู้โดยสารหลบหนีการคัดกรองที่สนามบิน ตำราจจับแก๊งขายหน้ากากเกินราคา ตามร้านรวงเงียบเหงา เหมือนบ้านเมืองร้างไร้ผู้คน

ผู้บริหารระดับสูงหน่วยงาน ให้ยืดหยุ่นเวลาทำงาน แต่ผู้จัดการสั่งให้หัวหน้าตลาดเดินแจกซิมให้ อสม.ตามโรงพยาบาลสุขภาพตำบล ซิมนั้นให้ฟรีแต่มีเงื่อนไขลูกค้าเติมเงิน 100 บาท จึงได้รับสิทธิ์เล่นอินเตอร์เน็ตฟรีหนึ่งปี

มันเป็นงานเชิงรุก กำลังเดินหน้าด้วยดี ที่แทนไททำติดต่อกันหลายเดือน กลุ่มเป้าหมายสมาชิก อสม.ในฐานข้อมูลมากกว่าสี่พันห้าร้อยคน อ้างประหยัดน้ำมันรถ ผู้จัดการเปลี่ยนให้อีกคนทำแทน ซ้ำยังกำชับให้แจกในวันที่ช่างซ่อมเครื่องเท่านั้น ผลปรากฏว่าแจกได้กะปริบกะปรอย อับอายไม่กล้าเขียนรายงานผลตอนสิ้นเดือน

สาเหตุเพราะเอานิสัยส่วนตัวนำมาใช้กับส่วนรวมเช่นนั้น ทำให้งานล้มเหลวไม่เป็นท่า เหมือนเปลี่ยนม้ากลางศึก โบราณว่านักรบไม่ควรเปลี่ยนม้ากลางศึก เพราะจะทำให้พ่ายแพ้ต่อสงคราม กลยุทธ์ที่วางไว้เกิดความเสียหายได้

“บ้าเพ” นายอรุณสบถเสียงลั่นห้องกาแฟ หลังจากที่สำนักงานให้เขียนรายงานส่ง แกก็บี้นายอรุณให้ออกพื้นที่แจกซิมต่อไป มองข้ามบ้านเมืองกำลังวุ่นวายเรื่องป้องกันโรคระบาด ชาวบ้านให้ความสำคัญหน้ากากมากกว่าซิมมือถือ

“เขาว่าเราไม่รู้จักกาลเทศะ” นายอรุณเล่าประสบการณ์ที่ไม่เคยพบมาก่อน เหตุการณ์ที่โดนต่อว่าที่โรงพยาบาลสุขภาพตำบลแห่งหนึ่ง

“แล้วออกไปทำไมล่ะ” มะแอน นารอยี ถามขึ้น

“ไม่อยากขัดใจนายว่ะ” หนุ่มใหญ่พูดหัวเราะแก้เก้อ ก่อนเทกาแฟลงคอ ผะอืดผะอมเหมือนกลืนสัตว์ตายลงท้อง นั่นเพราะตามใจเจ้านายอย่างไม่มีสติ อีกทั้งมีความคิดว่าเรื่องแจกฟรีชาวบ้านต้องชอบ ผลปรากฏว่าหน้าหงายกลับมา เพราะแจกได้วันละไม่เกินสามอัน สองเกลอหัวแข็งไม่มีวันรู้หรอก ภาพลักษณ์ที่ไม่ดี ลูกค้าจดจำนานห้าสิบปีทีเดียว

ดังนั้น คำว่าไม่รู้จักกาลเทศะนั้นเหมาะสมแล้ว ชาวบ้านเดือดร้อนกันแทบตาย แทนที่จะมาแจกหน้ากาก กลับมาแจกซิม ซ้ำยังมีเงื่อนไขเติมเงินกวนใจอยู่อีก เป็นหน่วยงานเกี่ยวกับสื่อสาร แต่ไม่รู้เรื่องโลกภายนอกเอาเสียเลย

บ่ายวันนั้น ผู้จัดการประกาศทางไลน์ เชิญพนักงานซื้อหน้ากากในราคาถูก สินค้ามาตรฐานหนา 3 ชั้น กล่องละ 550 บาท ขายราคามิตรภาพให้พนักงาน ช่วงสถานการณ์โรคระบาด ผู้สั่งซื้อจะได้รับสินค้าภายในสามวัน หัวหน้าแผนกถือกระดาษบันทึกข้อความ ติดตราโลโก้หน่วยเหมือนภาพข่มขวัญ เดินเร่สอบถามตามโต๊ะพนักงานทุกคน

“พี่ชายไม่สั่งหรือครับ”

“ลูกสาวซื้อสำรองมาแล้วครับ N95 ยังเหลืออีกเยอะเลย” แทนไทบอกตามความจริง

ตั้งแต่มาอยู่เกือบสองปีก็รวบเงินสำรองไว้กับตัว ซื้ออะไรก็จัดการเองหมด หวังได้คอมมิชชั่นจากทางร้าน สิบบาท ร้อยบาท หรือเป็นพันบาทเข้ากระเป๋า ไม่น่าเชื่อว่า ท่ามกลางโรคระบาดรุมเร้าอย่างนี้ ยังมีใจหารายได้พิเศษอยู่อีก มิหนำซ้ำราคายังสูงกว่าปกติหลายเท่า ไม่ผิดพ่อค้าหน้าจ้องเอาเปรียบลูกค้า ท่องคาถาหาเงินเข้ากระเป๋าลูกเดียว

“ไม่เป็นไรครับพี่” หนุ่มใหญ่บอกน้ำเสียงเคลือบด้วยความผิดหวัง ด้วยใจจริงอยากโชว์ผลงานมากกว่า โดยลืมว่าผลพิจารณาขั้นเพิ่งออก พนักงานนอกเหนือจากหัวหน้าแผนกทั้งสามย่อมไม่มีอารมณ์ที่จะเอาใจเจ้านายเหมือนพวกที่ได้สมใจนึกหรอก

สามวันต่อมา หนุ่มใหญ่รับสินค้าจากพนักงานเคอรี่ คงอยากเอาใจเจ้านายในบรรยากาศดีๆ ส่งเสียงหามีดคัตเตอร์พักใหญ่ ทั้งที่เป็นคนลืมไว้บนโต๊ะผู้จัดการสองวันก่อน เขาเจ้ากี้เจ้าการเปิดกล่องพัสดุ ท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมงาน ฉีกกล่องตนเองออกเป็นคนแรก พร้อมหยิบขึ้นเกี่ยวหูหนึ่งชิ้น น้ำเสียงยินดีปรีดาเต็มประดายิ่งนัก

“สวยมากครับหัวหน้า ราคาถูกเหมือนได้เปล่า” ผู้จัดการยิ้มกริ่มพึงพอใจ มองลีลาหนุ่มไบโอเซ็กซ์แล้วยิ้มหน้าบานเหมือนกระด้ง แกลุกขึ้นหยิบหน้ากากชิ้นหนึ่งเอามาใส่ ช่วยส่งเสริมให้โหมดหน้ากากสามชั้นผ่านพ้นด้วยดี

“สีสวยงามจับใจครับ” มะแอนพูดน้ำเสียงอ่อนนุ่มดั่งอิสตรีเลอโฉม ดวงตาหยาดเยิ้มด้วยปลาบปลื้มใจ

ขณะที่แทนไทเดินออกมาจากห้องน้ำบ่ายวันนั้น ได้สวนทางกับนายช่างจากตะเครียะอย่างบังเอิญ มองเห็นแล้วเกิดความประหลาดใจไม่น้อย ตอนเช้าเห็นเขาใช้หน้ากากเดิมอยู่ดีๆ กลับโยนทิ้งกลับมาใช้อันใหม่แกะกล่อง

“ทำไมทิ้งอันเดิมล่ะครับ” แทนไทถามขึ้น

“แบบหนาสามชั้นป้องกันเชื้อโรคได้ดีกว่าครับพี่” หนุ่มใหญ่จากตะเครียะตอบเสียงเรียบเฉย ท่าทางเหมือนไม่ใช่คนมีนิสัยนินทาลับหลัง

“ครับเห็นด้วย ขอเชิญตามสบายนะครับ” หนุ่มใหญ่ตอบตามมารยาท ตั้งแต่ได้เป็นหัวหน้าช่างรู้สึกเหมือนชอบหลีกเลี่ยงหนีหน้า ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนชอบนั่งสนทนาสนุกสนาน นี่มันคือผลงานผู้จัดการคนใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย

ผู้จัดการใส่ชิ้นใหม่เหมือนกัน แต่เป็นหน้ากากของมะแอนที่เผลอหยิบ แล้วยังทำเป็นลืมคืนให้เจ้าของ นั่งใส่ทำงานหน้าตาเฉยไม่มีอะไรเกิดขึ้น นึกถึงสองเกลอหัวแข็งเป็นแบบนี้หรือเปล่า เขาถามตนเอง เหมือนกำลังลูบหาเหลี่ยมมุมที่ซ่อนอยู่ในหน้ากาก ขณะที่เดินหยิบเอกสารกู้สหกรณ์ที่ก็ได้คำตอบ สองเกลอหัวแข็งใส่หน้ากากชิ้นใหม่เหมือนกัน ทั้งสองกำลังนั่งหัวเราะร่าเรื่องขั้นเงินเดือน ที่ผลปรากฏมาอย่างน่าพึงพอใจ

หนุ่มใหญ่ยอมรับ หน้ากากหนาสามชั้น ผู้จัดการทั้งหนาและซับซ้อน ต้องใช้เวลาแกะออกมาให้เห็นเนื้อใน แต่ละชั้นยังอำพรางด้วยเหลี่ยมมุมที่มองไม่เห็นอย่างน่ากลัว แม้กระนั้นก็ยังนึกถึงวันที่เขาถอดหน้ากากตนเอง วันที่ทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิม หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มันต้องพังกันไปข้างหนึ่ง ค่อยให้โรคระบาดผ่านพ้นก็ยังไม่สายเกินหรอก

บทความก่อนหน้านี้สุรชาติ บำรุงสุข | จีน สหรัฐ และโควิด : การแข่งขันที่ไม่มีวันจบ
บทความถัดไป3 นางงาม สู่ถนนการเมือง เอ๋ ปารีณา-ส้ม พัชรินทร์-หมอบุ๋ม บนเส้นทาง ก้อนหิน-ดอกไม้