เรื่องสั้น | คืนปีเสือ (จบ)

ฟ้าครึ้มฝนเหนือยอดเขา แสงแดดหลบเร้นหลังเมฆหนา เมื่อเดินต่อไปสักชั่วโมง ทุกคนก็ได้ยินเสียงปืน ทั้งหมดเร่งรุดไปหาเสียง ผู้ใหญ่วิ่งช้ากว่าเด็กหนุ่ม แต่ขณะที่ทุกคนมุ่งไปอีกทาง ผู้ใหญ่กลับเห็นฟาฮัดยืนอยู่บนเนินดินซึ่งบังเอิญเงยขึ้นไปมองพอดี ฟาฮัดหันหน้ามามองผู้ใหญ่ แล้วก็มีเงาของร่างหนึ่งเคลื่อนเข้าหา เป็นร่างเหลืองๆ ดำๆ เคลื่อนเข้าซ้อนทับร่างของฟาฮัด

ผู้ใหญ่หยุดเดินแล้ววาดกระบอกปืนเหนี่ยวไก

ทุกคนวิ่งกลับมาหาผู้ใหญ่ซึ่งยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ก่อนจะชักชวนไต่เนินขึ้นไปดู แล้วก็พบร่างเสือโคร่งตัวขนาดกลางๆ นอนตายอยู่บนพื้น

การล่าครั้งนี้ได้รับอนุญาตว่าถ้าอันตรายก็ยิงได้เลย แต่ถ้ามีเวลาคิดมากพอขอให้ใช้ปืนยาสลบ แต่ทุกคนในทีมล่าไม่พกปืนยาสลบมาแน่ มันมีแค่สองกระบอกและยังนอนนิ่งอยู่ที่หน่วยข้างล่างโน่น

หลังตรวจสอบพบว่ามันโดนปืนบาดเจ็บมาหลายวันแล้ว กระสุนของผู้ใหญ่ที่กดจนหมดสิบห้านัดนั้นไม่เฉียดมันเลย แม้ว่าผู้ใหญ่จะยืนยันว่าแกยิงมันโดนเต็มๆ

ทุกคนชูโทรศัพท์เดินหาสัญญาณติดต่อกับหน่วยอื่น

ตอนนั้นทุกคนยังไม่สังเกตว่าฟาฮัดหายตัวไป

ไม่มีใครคิดว่าฟาฮัดจะหลงป่า ทุกคนจึงจัดการแจ้งอีกทีมให้ทราบ จัดแจงหาผ้าเต็นท์มาห่อเสือสอดไม้คานหามกลับฐาน ไม่มีใครอยากอยู่ค้างในป่าแล้วตอนนั้น แม้ฝนกำลังจะตกและเวลาก็คล้อยค่ำลงเรื่อยๆ ทุกคนเร่งเดินออกไปให้ถึงฐานเร็วที่สุด หรือไม่ก็ให้ใกล้ฐานมากที่สุดในกรณีมืดค่ำและฝนตกเดินต่อไม่ได้

ผ่านต้นพงใหญ่ ผู้ใหญ่มองรอยบากที่ฟาฮัดทำไว้แล้วก็คิดว่าน่าจะพักกันตรงนี้ อย่างน้อยก็เดินดูรอบๆ เผื่อเจอฟาฮัด แต่นาทีต่อมาแกกลับคิดขึ้นได้ว่าก็ไอ้ที่แบกอยู่นั่นไง ฟาฮัดลูกหลานชาวฮาลา ความคิดแบบนั้นทำให้แกเร่งเดินผ่านต้นพงใหญ่ไป ต่อเมื่อกลับไปถึงฐานแล้ว ระหว่างที่ทุกคนยืนรุมล้อมเสือ ผู้ใหญ่กลับห่วงฟาฮัดขึ้นมา ถ้าเสือตัวนี้เป็นแค่เสือตัวหนึ่ง ฟาฮัดอาจถูกเสือตัวนี้แหละกัดเอาจนบาดเจ็บ หรือไม่ก็นอนตายอยู่กลางป่า นี่ไม่นับเป็นความล้มเหลวซ้ำสองของแกหรือ

เมื่อทุกคนกลับมาถึงฐานเอาเมื่อค่ำมืดแล้วก็ประชุมวางแผนต่อว่าจะเอาอย่างไรกับฟาฮัด เด็กหนุ่มผิวขาวอาสาว่าจะออกไปตามเอง แต่ทุกคนค้าน โดยเฉพาะผู้ใหญ่ แกออกความเห็นว่ารออีกหน่อย ฟาฮัดชำนาญป่า อีกสักพักคงกลับมา และถ้าเกิดถูกเสือกัดตายไปแล้ว ออกไปตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้

แต่ถ้าเขาบาดเจ็บ ถ้าเขาแค่หลงทาง เราไม่ออกไปช่วยเหรอ

คนอย่างเขาไม่หลงทางเด็ดขาด

งั้นถ้าบาดเจ็บ คนอย่างเขาบาดเจ็บเป็นไหม

เถียงกันไปเรื่อยๆ ก็ยังตกลงไม่ได้ ทำได้อย่างดีก็หุงข้าวทำอาหารกินโดยหวังว่าไม่นานฟาฮัดจะพาร่างโผล่พ้นแนวไม้เข้ามา เหลือกับข้าวเผื่อเขาสักหน่อยก็แล้วกัน

ผู้ใหญ่ล้มตัวนอนในเปล เวลาใกล้เที่ยงคืนไปแล้ว ฝนตกหนักในป่า สายฟ้าแตกเส้นแสงจนเห็นขุนเขาทะมึน ถ้าฝนตกหนักบนโน้นฟาฮัดคงลำบาก ขณะคิดแกก็หันไปมองห่อผ้าที่คลุมร่างของเสือไว้ แต่ความจริงฟาฮัดนอนอยู่ตรงนั้น ผู้ใหญ่รู้ตัวว่าด้วยความคิดแบบนี้ทำให้แกยังเย็นใจกว่าที่ควร หรือไม่ทุกคนก็คิดแบบนี้กัน ฟาฮัดคือเสือตัวนั้นแหละ ไม่มีใครหลงอยู่ในป่า และด้วยความคิดนี้ ผู้ใหญ่ก็ปิดตาและดิ่งลงในห้วงหลับฝัน

สะดุ้งตื่นเมื่อเสียงโทรศัพท์ดัง งัวเงียยกโทรศัพท์ขึ้นมาดู หน้าจอปรากฏชื่อฟาฮัด แกตกใจในอกสั่นรัว ก่อนหน้านี้ทุกคนโทร.หาแล้วแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ ตอนนี้โทรศัพท์สายของฟาฮัดโทร.มาจากนรกขุมไหน ผู้ใหญ่รีบปัดหน้าจอรับสาย แล้วก็ได้ยินเสียงแหบแห้งของฟาฮัด เป็นเสียงของเขาจริงๆ บอกว่าหลงป่าไม่รู้ทิศ และแบตเตอรี่กำลังจะหมด เบอร์โทร.ติดต่อก็มีแค่เบอร์ผู้ใหญ่ที่โทร.ติด เป็นเบอร์แรกที่อยู่ในประวัติการโทร.ล่าสุด

“มึงจะเอาไงอีก จะล่อกูไปฆ่าหรือ” ผู้ใหญ่ทั้งดีใจทั้งตกใจกลัว

“ผู้ใหญ่มาช่วยผมหน่อย” เสียงฟาฮัดเหมือนโทรศัพท์ใกล้หมดแบตเตอรี่

“ฮ้า คนอย่างมึงขอให้กูช่วย”

คนอื่นๆ ได้ยินเสียงคุยแล้วก็เดินมาใกล้ๆ รู้แล้วว่าผู้ใหญ่คุยกับใคร คราวนี้ผู้ใหญ่ก็เลยไม่กล้าเล่นลิ้น แล้วเปิดสปีกเกอร์โฟนให้ทุกคนได้ยิน

“มึงอยู่ตรงไหน”

“บอกยากนะ มันหลง จับต้นชนปลายไม่ถูก”

เด็กหนุ่มเข้ามาฟังด้วย บอกให้ฟาฮัดดูต้นไม้แถวนั้น

“รู้จักต้นไม้ทุกต้นในป่าเหรอ” ผู้ใหญ่มองหน้าเด็กหนุ่ม แต่ก็บอกฟาฮัดไปแบบนั้นซ้ำอีกที

ฟาฮัดบอกรูปพรรณต้นไม้เท่าที่จำได้ ถ้าทุกคนเล็ดลอดผ่านสัญญาณโทรศัพท์ไปถึงปลายสาย ก็จะเห็นฟาฮัดผู้ตกลงไปในหุบเหว ไขว่คว้าจับกิ่งไม้ไว้ไม่ทันจนลื่นไถลตกลงไปเรื่อยๆ สลบหรือไม่ก็เคล็ดขัดยอกจนลุกขึ้นไม่ไหว นอนขดตัวหลับไปจนกระทั่งฝนตกบนยอดเขา แล้วน้ำก็ไหลเอ่อนองไปทั่วร่องหุบนั้นจนต้องตื่นขึ้นมาแล้วกระถดตัวหาที่สูง เขาลองโทรศัพท์หลายครั้งแล้วแต่สัญญาณไม่มี เขามองหาต้นไม้สักต้นที่จะคุ้นตา ป่าแถบนี้แม้เขาไม่ได้เข้ามาบ่อยเพราะไม่ใช่พื้นที่ แต่ก็คุ้นชินกันพอสมควร ทว่าเวลานี้กลับมืดมิด ค่อยๆ คิดหาทางเอาตัวรอด เขาต้องขึ้นจากหุบให้ได้ ข้างบนนั่นอาจมีทาง จากภาพสุดท้ายที่จำได้ เขาพอนึกออกว่าตัวเองอยู่ตรงไหน จากนั้นเขาก็พยายามไต่ขึ้นมาจนถึงสันข้างบน คราวนี้คล้ายว่ามืดมิดไปอีก โลกกลับหัวกลับหาง แต่โชคดีที่ยังมีลมหายใจ ยังมีเวลายกโทรศัพท์เดินหาสัญญาณ แล้วก็ยังมีเวลาก่อนแบตเตอรี่จะหมด ขณะพบสัญญาณขีดเดียว และเบอร์แรกที่กดโทร.หาก็เป็นผู้ใหญ่พอดี ฟาฮัดไม่เชื่อว่าตัวเองจะพูดคำนั้นกับผู้ใหญ่ ช่วยด้วย ให้ผู้ใหญ่ช่วยตามหาเขาในป่านี่นะ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตัวเขาเองก็ไม่คิดว่าจะมีวันที่ตัวเองหลงทางมืดมิดอยู่กลางป่าเช่นนี้ หลังจากได้ยินว่าให้บอกลักษณะของต้นไม้แถวนั้น ฟาฮัดก็คลำต้นไม้ที่ตัวเองนั่งพิงอยู่ ไม่มีทางที่จะบอกได้ว่าต้นไหน เขาใช้การคำนวณ กำหนดเขตคร่าวๆ เอาจากความทรงจำครั้งสุดท้ายที่จำได้ เขาบอกตำแหน่งของสันเขาและต้นไม้ใหญ่สองสามจุด ร่องน้ำที่ได้ยินเสียงอยู่ และเสียงนกเงือกที่ได้ยินเมื่อสักครู่ ก่อนแบตเตอรี่จะดับลง

เด็กหนุ่มฟังและจดจำหมดทุกรายละเอียด ทุกคนมองมาที่เขา ว่าเขาจะบอกได้ไหมว่าตำแหน่งนั้นอยู่ตรงไหน เด็กหนุ่มท่องรายละเอียดทั้งหมดอีกที แล้วบอกทุกคนว่าต้องไปหาคนช่วย

แล้วเขาก็ทำท่าจะออกวิ่งไป แต่ผู้ใหญ่รั้งไว้ จะไปหาใครช่วยกัน

“พวกของเขาไง ชาวป่า” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งพูด เขารู้จักเด็กหนุ่มดีเช่นกัน ผู้ใหญ่จึงนึกออก อย่างน้อยๆ ก็นึกออกว่าเด็กหนุ่มมีครึ่งหนึ่งเป็นชาวป่า แกขอไปด้วย ทุกคนสั่นหัว เพราะจะทำให้ช้า แต่ผู้ใหญ่ยืนยันว่าแกต้องไป อย่างน้อยๆ เราคนใดคนหนึ่งต้องไป แม้ว่าจะมีแต่ชาวป่าที่รู้ว่าตำแหน่งนั้นอยู่ตรงไหน แต่ต้องมีใครไปด้วย

คราวนั้นแผนการเร่งรีบก็เกิดอย่างรวบรัด หัวหน้าหน่วยถามว่าใครจะไปบ้าง ทุกคนพอจะเดินกลับไปในเส้นทางเดิมที่มืดๆ ได้ ไม่เร็วเท่าชาวป่าแต่ก็พอจะไปได้ ให้เด็กหนุ่มไปถามพรรคพวกให้เรียบร้อย ถ้าพวกนั้นไปช่วยได้ก็จะนัดเจอกันที่ต้นพงใหญ่นั่น เด็กหนุ่มพยักหน้าแล้ววิ่งฝ่าความมืดไป ขณะที่ทีมค้นหาเตรียมตัวเดินป่ากันอีกครั้ง ฟ้าแลบแปลบปลาบ ทุกคนเร่งเดินไม่รู้จักเหนื่อย

สองวันต่อมาผู้ใหญ่ก็กลับถึงบ้าน ฟ้าใสแดดจ้าต้อนรับ แกชวนเด็กหนุ่มไปเที่ยวบ้านด้วย หลังจากอยู่ด้วยกันในป่า ผู้ใหญ่ภูมิใจลูกชายคนนี้มาก ถึงขั้นเรียกเขาว่าลูกจนติดปาก

เมียของผู้ใหญ่ถือใบแจ้งผลการตรวจอยู่ในมือรออยู่สองวันแล้ว เธอเข้าไปในเบตง ผลตรวจกว่าจะเดินทางมาถึงโรงพยาบาลล่าช้าไปหลายวัน จากที่ปกติก็ช้าอยู่แล้ว ตอนที่ผู้ใหญ่ไม่อยู่มีเรื่องมากมายในหมู่บ้านซึ่งเธอต้องจัดการแทน เธอต้องรับฟังปัญหาและแก้ไขไปบางเรื่อง ในขณะที่จิตใจตัวเองก็ไม่อยู่ในสภาพปกติดี

อย่างแรกเลย ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลป์เดินทางมาพร้อมคณะอาจารย์รอข่าวเรื่องมโนราห์ที่หายไป สอง ลิเกกลับไปแล้วพร้อมศพของพระเอก สาม คณะงิ้วยังอยู่ หลังจากวันก่อนกวนอูก็หายตัวไปอีกครั้ง และกลับมาในอีกสองวัน ตอนนี้เขามีสภาพเหมือนคนบ้า แต่ยังเล่าเรื่องต่างๆ ได้ แม้ว่าจะฟังเลอะเลือน เขาบอกว่ามโนราห์นั้นบอกรักเขาก่อน แต่ดันหนีไปกับลิเก เขาถึงได้โกรธนักหนา และสุดท้ายเขาก็เตลิดเปิดเปิงข้ามเขาไม่รู้เหนือรู้ใต้ไปเจอเมืองร้างกลางป่า เขาว่างั้น เจอเธออยู่กับมัน มโนราห์ยังไม่ตาย แถมยังอยู่กับมัน เขาเรียกสิ่งนั้นว่ามัน ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นอะไร เป็นเสือสางหรือตัวประหลาดพันธุ์ไหน เอากระดาษมา จะวาดให้ดู เขาวาดรูปสัตว์ประหลาดตัวนั้น คนเก่าแก่เห็นรูปก็บอกว่า ฮาลอบ้าง บาเตาะบ้าง แต่ไม่มีใครบอกได้ว่าคืออะไร หลังจากผู้ใหญ่เข้าป่าไป ผู้ว่าฯ ต้องลงมาสั่งการเอง จัดทีมค้นหาอีกชุดออกค้นหากวนอู แลก็ไปเจอเขานอนคร่ำครวญอยู่ข้างลำธาร ห่างไกลจากชุมชนโบราณที่ว่าพอสมควร แต่เขาบรรยายสภาพภูมิประเทศและลักษณะของชุมชนโบราณได้ และทีมค้นหาก็เรียกอย่างนั้น พวกเขารู้จักมันดีด้วย มันเป็นพื้นที่ซึ่งคล้ายจะเป็นที่ตั้งหมู่บ้านเก่า มีก้อนอิฐก้อนหินเป็นร่องรอยก่อสร้าง กวนอูไม่มีริ้วรอยบาดแผล เพียงแต่เหนื่อยล้าและสูญเสียสติ คำพูดเหมือนเพ้อ ตอนนี้ผู้ว่าฯ ส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลยะลา และนี่เธอก็เพิ่งจัดการให้คณะงิ้วกลับขึ้นรถไปยะลา

เธอเหนื่อยกับการต้อนรับคนหลายคณะและจัดการเรื่องต่างๆ เธอแอบบนบานเจ้าพ่อเสือให้เรื่องร้ายมันผ่านไป เธอจะจุดประทัดสักหมื่นนัด ต่อให้ผู้ใหญ่ห้ามแต่เธอเชื่อว่าเขาจะยกเว้นให้เธอ

คณะมโนราห์ได้รับเชิญไปเที่ยวชมเบตง และพักอยู่ที่โน่นเลย ทุกคนไปหมดเมื่อตอนเช้า ทำให้เธอโล่งใจอยู่สักพัก จนถึงตอนบ่าย เธอก็ถือประทัดเดินไปที่รูปปั้นเจ้าพ่อเสือซึ่งยังลงสีไม่เสร็จ เธอขอจุดประทัดไล่ความอัดอั้นสักหน่อย เป็นตอนนั้นที่ผู้ใหญ่กลับมาถึงพอดี

เด็กหนุ่มเดินเข้ามาพร้อมกัน เมียผู้ใหญ่หยุดยั้งมือที่กำลังจะจุดไฟ แล้วยื่นเอกสารให้ผู้ใหญ่ดู

เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกของมึง ไอ้หนูไปถามแม่ให้ชัด ว่านอนกับทหารปลดแอกไปกี่คน

จากนั้นก็จุดประทัดดังเปรี้ยงปร้างหนึ่งพันนัด ก่อนเก็บผ้าผ่อนออกจากบ้านไปในเย็นวันนั้น

ศิลปินแห่งชาติตัดสินใจกลับไปในเช้าวันต่อมา หลังจากโกผ่อนถามว่าเขาวาดรูปอะไรบนผนังนั้น ศิลปินแห่งชาติบอกว่าเสือไง ไม่ใช่มั้ง โกผ่อนว่า แล้วลากมือศิลปินแห่งชาติไปดู ภาพเสือเมื่อวานที่ค่อยๆ กลายร่างซีกหนึ่งเป็นคน บัดนี้มันกลายเป็นตัวอะไรสักอย่างที่ดูไม่ออกว่าเป็นเสือหรือคน เป็นสัตว์ผ่าเหล่าหรืออสุรกายประเภทไหน ศิลปินแห่งชาติยืนมองแล้วก็รีบกลับโรงแรมเก็บกระเป๋าและถามหารถเที่ยวต่อไปที่จะไปสถานีรถไฟยะลา

ต่อมาภาพสัตว์ประหลาดตัวนี้ก็แพร่หลายไปในเมืองอื่น มันปรากฏบนผนังเมืองเก่าที่ยะลาคู่กับตัวสามตาที่คนกลัวกัน มันล่องไปกับลมสู่เมืองอื่นๆ ทั่วโลก จนมีคนตั้งชื่อมันว่าฮาลอบาลา

โกผ่อนบอกว่าปีนี้ตรงกับปีเสือพอดี มีโอกาสที่เสือสางจะอาละวาดสูง โดยเฉพาะบ้านเมืองแถบนี้ ในศตวรรษก่อนเก่าเคยเป็นหนึ่งในสิบสองเมืองของนครศรีธรรมราช นี่ดูนะ แกเอาแผนที่มากาง เมืองกลันตัน ถือตราเมืองรูปเสือ ตราประจำเมืองนครศรีธรรมราชเป็นรูปนักษัตร สิบสองเมืองแทนแต่ละปี ปีเสือไฟวนมาถึงในปีนี้ น่าจะไม่ใช่ศพเดียวหรอกในปีนี้ แกว่าโชคดีนะที่ฟาฮัดรอด แต่เรื่องที่เล่าโดยโกผ่อนก็คลาดเคลื่อนและเหลือเชื่อแบบนี้แหละ

ตอนที่ผู้ใหญ่กลับเข้าไปในป่าอีกครั้ง แกคำนวณผลที่จะตามมาแล้ว และได้ผล ฟาฮัดมองผู้ใหญ่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ผู้ใหญ่เองก็รู้แล้วว่ามันไม่ใช่เสือ ฟาฮัดเป็นแค่เด็กหนุ่มห้าว ผู้ใหญ่เองก็เคยห้าวแบบนี้ เรื่องนี้แม้ไม่ทำให้ฟาฮัดก้มหัวให้ แต่มันคงเลิกถามและเลิกขอเรื่องที่แกไม่สามารถช่วยหรือให้คำตอบได้เสียที อย่างน้อยก็สักพัก

แต่อย่างไรก็ตาม คืนสุดท้ายของปีเสือนั้นผู้ใหญ่ไม่ได้ร่วมฉลองกับคนในหมู่บ้าน แกไม่ห้ามลูกบ้านอีกแล้ว ใครจะยิงปืนหรือจุดพลุกี่นัดก็ไม่ว่า แต่นั่นแหละ นายกฯ ทหารออกคำสั่งมาแล้วว่าห้ามยิงปืน

ผู้ใหญ่ไปนอนเล่นที่ฮานอย แกเดินเล่นที่โฮจิมินห์สแควร์แล้วก็อดน้ำตาไหลไม่ได้ แกซาบซึ้งกับลุงโฮ คอมมิวนิสต์หนึ่งในไม่กี่คนที่ปฏิวัติสำเร็จ หลังจากขับไล่ชาติผู้รุกรานออกไปแล้วเวียดนามก็มั่นคงด้วยระบบพรรคการเมืองเดียว และด้วยระบบปกครองนี้เวียดนามก็พัฒนาพุ่งไปในอนาคตอย่างมีทิศทาง

พนักงานโรงแรมเป็นเด็กหนุ่มเพิ่งจบใหม่ เขาพยายามพูดภาษาไทยตะกุกตะกักเมื่อรู้ว่าผู้ใหญ่มาจากเมืองไทย เขาบอกว่ามีคณะรัฐบาลจากเมืองไทยมาพักด้วยเป็นการส่วนตัว เป็นบรรดาคนในตำแหน่งและรู้สึกว่ามีคนหนึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ผู้ใหญ่หูผึ่ง ตั้งใจว่าจะเจอคนกลุ่มนี้ให้ได้

ขณะนั่งกินอาหารเช้า ผู้ใหญ่จำได้ว่าชายที่นั่งในโรงแรมบริเวณโอลด์ควอเตอร์นั้นไม่ใช่เขา ศิลปินแห่งชาติผู้ชิงชังเผด็จการคนนั้นไม่ได้มา แต่คนนี้ก็เป็นศิลปินแห่งชาติเหมือนกัน ตอนนี้มีตำแหน่งอะไรสักอย่างในรัฐบาลที่มีนายกฯ เป็นนายพลเกษียณซึ่งออกมาคำรามขู่ไม่ให้ทุกคนยิงปืนในคืนปีใหม่

ผู้ใหญ่เข้าไปทักแล้วก็คุยกันถูกคอ ทั้งสองรักเมืองนั้นเหมือนกันตรงที่มันไม่มีประทัดให้จุด ตรุษจีนหรือเทศกาลไหน ศิลปินแห่งชาติบอกว่าโลกที่น่าอยู่ต้องปราศจากเสียงปืน แหม พูดอีกก็ถูกอีก คนเวียดนามถูกรัฐบาลทหารห้ามมีอาวุธครอบครองรวมทั้งสิ่งก่อให้เกิดเสียงดัง อยู่ใต้อำนาจทหารหลายปี คนที่นั่นเปิดเทปเสียงประทัดเอาเวลาตรุษจีน ในงานต่างๆ ที่ย่านถนน 36 สาย พวกเขาเปิดจอแอลอีดีขนาดยักษ์ ฉายภาพลูกประทัดหมื่นนัดดังรัวๆ เพียงแต่หรี่วอลุ่มลงหน่อย

ปีนั้นผู้จัดการโรงแรมออกไปประกาศบอกคนแถวนั้น ว่ามีผู้นำจากประเทศประชาธิปไตยบางคนไปนอนเล่นในคืนปีใหม่ พวกนั้นไม่ชอบเสียงดัง

บทความก่อนหน้านี้อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิด“Agro Beyond Academy” โครงการ E-Learning เพื่อพัฒนาแนวคิดปั้นนักธุรกิจอุตสาหกรรมไทย
บทความถัดไปสุรชาติ บำรุงสุข | โลกใหม่… กระบวนทัศน์ใหม่ ความท้าทายด้านความมั่นคง