เรื่องสั้น | คืนปีเสือ (4)

รอบหอนาฬิกาในเบตงระงมด้วยเสียงร่ำลือกันเรื่องมโนราห์หายตัวไป เรื่องลือฟุ้งกระจายลอดอุโมงค์ไปถึงร้านนวดฝั่งโน้นด้วย แม้ผู้ว่าฯ จะออกข่าวบิดไปว่าไม่จริงแล้ว แต่เรื่องจริงมันปิดไม่มิด ตอนนั้นบรรดาคณะผู้มาเยี่ยมชมจากส่วนกลางยังไม่กลับ ที่เบตงจัดงานร้อยสิบเอ็ดปีของเบตงผ่านไปสามสี่ปีแล้ว ในปีโน้น วัฒนธรรมจังหวัดเชิญศิลปินหลายแขนงมาสร้างงานศิลปะให้เมืองเบตง มีศิลปินแห่งชาติคนหนึ่งที่มาช่วยงานแล้วแกหลงใหลเมืองเบตงจนขอกลับมาเที่ยวชมอีกที รูปที่แกและลูกศิษย์วาดเสร็จตามกำหนดและกลายเป็นจุดเยี่ยมชมของนักท่องเที่ยว บัดนี้เริ่มซีดจางลงบ้างแล้ว ปีนี้แกได้รับเชิญอีกครั้งให้มาเที่ยวงานสมโภชเจ้าพ่อเสือที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา งานจบแล้วแต่แกขออยู่เมืองเบตงต่อเพื่อดูว่ามีอะไรขาดเหลือบ้าง หน่วยงานวัฒนธรรมจังหวัดก็ดูแลอย่างดี ถือว่าเป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ด้านวัฒนธรรมของชาติ แม้เขาเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ แต่สิ่งที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของเขาคือบทกวีด่ารัฐบาลเผด็จการ เกลียดชังความไม่เท่าเทียมกัน และบางครั้ง โดยเฉพาะค่ำคืนปีใหม่ เขาจะเขียนกวีด่าบรรดาชาวบ้านผู้จุดประทัดเสียงดัง เขาด่าไปถึงผู้ว่าที่จัดงานจุดพลุในวินาทีข้ามปี ด่าไปถึงนายกฯ ทหารคนนั้นผู้ที่สะสมรถถังและอาวุธจนเงินหมดคลัง แกไม่ชอบเสียงดัง เจอเบตงที่เงียบสงบก็หลงรัก หลักๆ คือแกไม่ค่อยได้ออกไปไหน แกก็เลยชอบใจและขออยู่ต่อ เปรยว่าคืนปีใหม่จะมานอนพักที่นี่ นายกเทศมนตรีบอกว่ายินดี คืนปีใหม่เบตงจะจุดดอกไม้ไฟเป็นร้อย ค่ำคืนที่ดอกไม้ไฟสว่างไสวทั่วฟ้า ศิลปินแห่งชาติหุบยิ้มแล้วชวนคุยเรื่องรสเฝื่อนของบะกุ๊ดเต๋ที่ใส่ซุปแบรนด์น้ำสีดำลงไปด้วย

ทุกหน่วยปล่อยให้ศิลปินแห่งชาตินั่งดูเมืองจนกว่าจะพอใจ ทิ้งเขาไว้เพียงลำพังให้เดินดูสตรีตอาร์ตให้พอใจ ให้ทำความรู้จักชาวเมืองเอาเอง แต่ละวันมีนายกนั่นนายกนี่เสนอตัวเลี้ยงอาหารเช้ากันไม่ขาด และที่ร้านกาแฟเล็กๆ อบอุ่นหลังตลาดที่แกได้รู้จักกับนักวิชาการท้องถิ่นคนนั้น หลังจากหลายวันมาแล้วที่ยังขายเอกสารประวัติศาสตร์และรูปถ่ายเก่าของเมืองไม่ได้ เรื่องนางมโนราห์ถูกเสือคาบก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะกาแฟ

ตอนนั้นผู้ใหญ่เข้ามาทำธุระในเมือง ก็เรื่องเสือที่ออกอาละวาดนี่แหละ ผู้ใหญ่กับฟาฮัดเข้ามารอพบปลัดคนหนึ่งที่จะช่วยดูแลเรื่องที่ทั้งสองจะเข้าไปในป่าฮาลาและอาจข้ามไปทางฝั่งบาลา ตอนนั้นหน่วยพิทักษ์ป่าภูเขาทองส่งข่าวมาแล้วว่าพบร่องรอยเสือที่โน่น ส่วนทางตำรวจชายแดนที่ฐานปฏิบัติการนางนวลก็บอกว่าเจอร่องรอยเสือเหมือนกัน ปลัดจะเป็นคนตัดสินใจให้แนวทางว่าจะไปสืบหาที่ไหน

โต๊ะทั้งสองนั่งใกล้กัน นายกสมาคมที่เป็นเจ้าภาพมื้อเช้าก็เลยแนะนำศิลปินแห่งชาติให้รู้จักกัน ศิลปินแห่งชาติหูผึ่งฟังเรื่องเสืออย่างตั้งใจ พอเขาบอกว่าจะออกล่าเสือ แกก็ทำตาโต บอกว่าปีก่อนโน้นแกวาดหน้าเสือเอาไว้ ขอวาดเรื่องนี้บนผนังต่ออีกเรื่องได้ไหม เป็นประวัติศาสตร์ของเมืองช่วงนี้ นายกเทศบาลตกลงยินดียิ่ง ทุกคนแยกย้ายกันเมื่อตอนสาย ผู้ใหญ่เหลาหู่จดจำชื่อและใบหน้าของศิลปินแห่งชาติไว้ เขาจะขอเป็นเพื่อนวันหลัง

ผู้ใหญ่และฟาฮัดนำทีมล่าเสือสิบกว่าคนไปลงเรือที่บันนังสตาร์ ดูเหมือนทุกคนคิดว่าตำรวจตระเวนชายแดนน่าจะมีร่องรอยของเสือชัดเจนกว่า และอาวุธก็ครบมือ ทั้งหมดนั่งไปกับเรือสามลำ แวะพักที่หน่วยนางนอนล่างหนึ่งคืน เด็กหนุ่มผู้ซึ่งขอคำยืนยันการเป็นบิดาจากผู้ใหญ่ก็รออยู่ที่นั่นเพื่อร่วมทีมไปด้วย เขาทำงานให้หน่วยพิทักษ์ป่า ยังไม่ได้บรรจุเพราะเหตุผลอย่างที่รู้กัน มีความต้องการตัวเขาไปร่วมงานเป็นพิเศษชนิดที่พวกนั้นอยากออกเงินจ้างเองด้วยซ้ำ ไม่ใช่เรื่องการเห็นอกเห็นใจ เด็กหนุ่มต้องมีอะไรพิเศษอยู่

ผู้ใหญ่หันมองเด็กหนุ่มแล้วพยักหน้าทักทายนิดหนึ่ง เด็กนั่นยิ้มให้แล้วกุมหางเสือขับเรือต่อ

พ้นไปจากอ่างเก็บน้ำเข้าสู่คลองฮาลาเพื่อลัดเลาะต่อไปยังหุบเขามีช่วงที่น้ำตื้นและเต็มไปด้วยหิน น้ำไหลแรงขับเรือฝ่าขึ้นไปได้ บริเวณตรงนั้นสักยี่สิบเมตรเต็มไปด้วยก้อนหิน ถ้าล่องแพยางน่าจะไปได้ แต่เรือหางยาวดันทุรังขับฝ่าไปอาจโดนน้ำพัดกระแทกหินเรือแตก คณะอื่นจะปล่อยให้ผู้โดยสารลงแล้วเดินลุยน้ำลากเรือไป ถ้าเป็นเมื่อก่อนฟาฮัดจะเลือกคณะที่ดีที่สุดไป คนขับเรือคนหนึ่งชื่อบังเลาะห์ เขาไม่กลัวน้ำแถมยังเป็นราชาของแม่น้ำสายนี้ เขาเป็นคนเดียวที่ขับเรือฝ่าหินพวกนั้นขึ้นไปได้ นอกจากแม่นเส้นทาง สายตา ฝีมือและการแก้ปัญหา เขายังมีหัวใจเด็ดเดี่ยว บังเลาะห์ขับเรือฝ่าแก่งหินน้อยใหญ่ขึ้นไปจอดในที่ปลอดภัยแล้วเดินลุยน้ำลงมาขับเรือที่เหลือไปทีละลำ แต่วันนั้นบังเลาะห์ไม่ไปด้วย เด็กหนุ่มซึ่งอ้างว่าเป็นลูกผู้ใหญ่ถือหางเสือมาตลอดการเดินทาง ฟาฮัดพยักหน้าให้เขา แล้วทุกคนก็เห็นเขาทำหน้าที่ได้ไม่ต่างจากบังเลาะห์ ขับเรือเหมือนลอยอยู่เหนือน้ำ เรือของเขาคล้ายไม่แตะผิวน้ำเลย แม้แต่คนที่เห็นบังเลาะห์บ่อยๆ ยังยืนมองการแสดงชุดนี้อย่างยกย่อง เด็กหนุ่มจบการแสดงชุดนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย ผู้ใหญ่หัวใจพอง นั่นลูกชายเขาชัดๆ นี่กระมัง ความพิเศษที่พวกนั้นอยากให้เขาร่วมงาน

เมื่อผ่านขึ้นไปจนถึงหน่วยข้างบนก็วางแผนหาพิกัดที่น่าจะพบเสือ แล้วแบ่งกำลังเป็นสองกลุ่มแยกออกไปค้นหาคนละทาง ผู้ใหญ่ไม่แม่นหนทางแถบนี้ขอเกาะติดฟาฮัดไปด้วย แต่พวกเขาต้องนอนที่นั่นอีกคืนก่อนจะเข้าไปในป่า คืนนั้นทั้งหมดก็เลยนั่งพูดคุยกัน เสียงทีวีที่เปิดดังทั้งวันก็ถูกปิดลง เปิดโอกาสให้เรื่องเล่าของป่าแสดงตัว

เจ้าหน้าที่เล่าเรื่องนกเงือกราชินีของป่าและสัญลักษณ์ของป่าฮาลาบาลา ผู้ใหญ่ฟังแล้วนึกถึงรสชาติที่เคยลิ้มลอง ลืมเลือนไปแล้วว่าเนื้อมันเป็นแบบไหน แต่ถ้าใครถามแกก็จะบอกว่ามันอร่อย ใครบางคนเล่าเรื่องกระทิงที่ติดหล่มตายเมื่อหลายวันก่อน บางคนเล่าถึงนิสัยของชาวป่าที่ยอมเดินอ้อมภูเขาถ้าจะต้องให้ข้ามห้วยที่มีน้ำแค่หน้าแข้ง แล้วจู่ๆ ใครสักคนก็เล่าเรื่องเสือที่ปรากฏในกล้องส่องทางไกลของปลัดอำเภอ ที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นขณะแกกำลังส่องดูเขตแนวป่าไปเรื่อยๆ ตอนแรกเห็นผู้หญิงแก่สักคนเดินดุ่มอยู่ในป่า ต่อมาก็เห็นเป็นเสือดำๆ เหลืองๆ เหยาะย่างอย่างกับส่งคำเตือนบางอย่าง

ผู้ใหญ่ลอบมองหน้าฟาฮัด แสงไฟอาบไล้ใบหน้าเข้มและหนวดเคราของเขาดูน่าเกรงขาม ดวงตาวาวสะท้อนไฟจนทำให้เขาดูแปลกไป คล้ายเขาเป็นอีกอย่าง ดำรงตัวอยู่ในอีกสถานะ ผู้ใหญ่บอกไม่ถูกว่าคืออะไร แต่แกเริ่มตระหนักแล้วว่าตัวเองอาจจะพลาดอะไรไปแล้ว พลาดที่ชวนฟาฮัดมาล่าเสือแล้วก็พลาดที่ไม่รู้ว่าทำไมฟาฮัดจึงตกลงง่ายดาย นี่อาจเป็นแผนชำระแค้นให้บรรพบุรุษของเขา คิดดังนั้นผู้ใหญ่แห่งกองทัพปลดแอกก็ควานมือไปกุมปืนข้างกาย พรุ่งนี้แกต้องระวังตัวทุกฝีก้าว

ถึงตาฟาฮัดเล่าเรื่องล่าเสือครั้งก่อนโน้น ถึงตอนที่นักอนุรักษ์บอกว่ารอปืนยาสลบก่อน ขณะพรานบอกว่าเสือมันต้องมาทางนี้ ถ้าไม่ยิงตอนนี้ มันก็จะไปตามทางเดินของมันและอีกหลายวันกว่ามันจะวนมาอีก นักอนุรักษ์บอกว่ารออีกหน่อย ปืนยาสลบกำลังมา พรานป่าที่เมียถูกเสือขบจ้องหน้านักอนุรักษ์ ถ้าเสือมาแล้วปืนยาสลบยังไม่มา ถ้ากูไม่ได้ยิงเสือ ฟาฮัดชี้หน้าผู้ใหญ่ กูก็จะยิงมึงนี่แหละ

ทั้งหมดหัวเราะ มีแต่ผู้ใหญ่ที่นิ่งงันถมึงตาจ้องหน้าฟาฮัด

ฝูงนกเงือกบินผ่านไปเป็นรูปบูมเมอแรงสามฝูงตอนรุ่งสางขณะทุกคนเตรียมตัวเดินป่า ผืนฟ้าสดใสสะท้อนน้ำในลำธารที่ใสแจ๋วเห็นตัวปลาว่ายเคียงคู่กับนก ที่ริมคลองมีฝูงนากอีกสองสามครอบครัวออกมาหาปลา มีคนออกไปทอดแหได้ปลากือเลาะมาต้มส้มกับดอกดาหลา ซดคล่องคอกินกับข้าวเหนียวและน้ำพริก จากนั้นก็ออกเดินทาง ลัดเลาะทางดินที่แฉะโคลนเป็นบางแห่ง ฝนตกบ้างบางวันในพื้นที่ข้างล่าง แต่ในป่าดูเหมือนฝนจะตกทุกวัน เดินไปก็ต้องระวังทากไป

มีตำรวจชายแดนร่วมกลุ่มสามคน ฟาฮัดเดินนำหน้า อีกสองคนเดินตาม ผู้ใหญ่เดินกลาง และเด็กหนุ่มเดินรั้งท้าย ผู้ใหญ่นึกอยากปกป้องเด็กหนุ่ม ขณะที่ผลตรวจดีเอ็นเอจะออกมาในอีกไม่กี่วัน แต่ตอนนี้ผู้ใหญ่เชื่อไปแล้วว่านั่นลูกชาย แต่ดูเหมือนตอนนี้ ขณะที่เดินแหวกม่านใบไม้และก้มหลบเถาวัลย์ ผู้ใหญ่พบว่าเด็กหนุ่มคล่องตัวและไม่น่าห่วงอะไรเลย เขาสิ น่าห่วงกว่าไหนๆ

ทางลื่น ทากก็เยอะ บางช่วงต้องปีนขอนไม้ใหญ่ บางช่วงต้องโยงเชือกไต่ข้ามลำห้วย บางช่วงต้องเบียดตัวแนบไปกับพื้นที่ชันเกือบตั้งฉาก เหนี่ยวกิ่งไม้และจิกนิ้วในรองเท้าเคลื่อนผ่านทางเล็กๆ ขอบผา ผู้ใหญ่พยายามเร่งฝีเท้าขึ้นไปให้ทันฟาฮัด เด็กหนุ่มก็เร่งตามหลังมาจนทันผู้ใหญ่และช่วยพยุง ช่วยจับ ช่วยดึงในบางครั้ง นั่นทำให้ผู้ใหญ่รู้สึกว่านี่สินะสายเลือด บางทีสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องการอาจมากกว่าใบรับรอง อาจต้องการสายใยแบบนี้แหละ

เมื่อบุกมาจนถึงต้นพงใหญ่ ฟาฮัดก็ยืนรอให้ทุกคนเดินมาพร้อมแล้วบอกแผนให้ฟัง ผู้ใหญ่นึกสงสัยว่าทำไมบุกมาไกลขนาดนี้ มีใครรู้แล้วหรือว่าเสืออยู่แถวนี้

“เสียงกรีดร้องของผู้หญิงดังมาจากกลางดงเลยตรงนี้ไปอีกสองชั่วโมง ไม่เห็นรอยเท้าเสือ แต่เป็นรอยเหมือนพวกเรานี่แหละ เดาเอาว่าไม่ใช่เสือธรรมดา” ฟาฮัดบอก

“ใครเห็น” ผู้ใหญ่ถาม

“สายของเรา” ฟาฮัดยิ้มเยาะ สนุกที่ได้ปั่นหัวผู้ใหญ่ไปเรื่อยๆ

แผนก็คือเดินต่อไป แต่ให้ระวังตัวกันมากขึ้น เกาะกลุ่มไว้อย่าแตกแถว จำต้นพงนี่ไว้ ถ้าหลงให้กลับมาเจอที่ต้นพงนี่ ฟาฮัดฟันมีดไปที่พอนใหญ่เป็นรอยบากสองสามรอย

“มึงอยากย้ายกลับฮาลา มึงแน่ใจเหรอว่าหมู่บ้านไม่จมไปใต้เขื่อนหมดแล้ว” ระหว่างเดินไป ผู้ใหญ่ชวนคุย

ฟาฮัดยังไม่ตอบ นึกไปถึงเรื่องที่โต๊ะชายเล่าให้ฟัง ย้อนไปตั้งแต่สมัยที่ปัตตานีรุ่งเรือง ดินแดนแถบนี้เป็นจุดพักของเส้นทางเดินเรือจีน-เปอร์เซีย คนปาตานีส่วนหนึ่งก็ย้ายถิ่นฐานหาแหล่งทำกินใหม่ เดินบุกป่าหรืออาจจะพายเรือล่องขึ้นไปตามลำน้ำปัตตานี ฟาฮัดนึกภาพเห็นพวกเขาล่องเรือบุกลึกไปตามแม่น้ำสายเล็กๆ ซึ่งเป็นต้นน้ำ อาจจะมากันแค่ไม่กี่ลำ กระทั่งผู้อาวุโสในเรือชี้ไปที่ราบกลางหุบเขา แม่น้ำหลายสายซึ่งมาบรรจบกันตรงนั้นก็พัดพาตะกอนดินมาทับถม ฮาลา จะมีที่ไหนดีกว่าตรงนี้อีก เรือเทียบจอดแล้วพวกเขาก็ลงมือสร้างที่พัก บรรดาโอรังอัสรีเจ้าถิ่นอาจจะยืนดูอยู่บนยอดไม้ ก่อนพวกนั้นจะชวนคนของตัวเองย้ายออกไปอย่างเงียบเชียบ

“ไอ้ที่จมน้ำก็จมไป ไอ้ที่ยังเหลือก็มี ทำราวกับผู้ใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้” ฟาฮัดยังเดินต่อไป

แน่นอนว่าผู้ใหญ่รู้เรื่องนี้ รู้ประวัติของชุมชนแห่งนั้นด้วย อาจจะไม่รู้ว่าพวกเขามาจากไหน ไม่ได้รู้ว่าหลังจากคนที่ล่องเรือมาลงหลักปักฐานที่นั่น แล้วทำสวนทำนามั่นคงแทบไม่ต้องพึ่งโลกภายนอก ถ้าพวกเขาผลิตเกลือได้ ถ้าพวกเขาทอผ้าได้นะ ผู้ใหญ่ไม่รู้หรอกว่าหลังจากนั้นผู้คนก็อพยพเข้ามามากขึ้นจนกลายเป็นเมืองใหญ่ กรุงเทพฯ ส่งโต๊ะขุนมาปกครองดูแล แล้วต่อมาก็กลายเป็นตำบลฮาลา แต่ผู้ใหญ่รู้เรื่องหลังจากนั้น ก็หลังจากที่ลมสายสำคัญพัดผ่านดินแดนนี้ สายลมที่มาเป็นกองกำลังติดอาวุธภายใต้ธงสีแดง บรรพบุรุษของผู้ใหญ่นั่นเอง

“นี่นะ ฟาฮัด เรื่องบางเรื่องเป็นของคนรุ่นเก่านะ เราอยู่ในลมสายใหม่ มึงคิดดีๆ นะ”

ฟาฮัดหยุดเดินแล้วหันมา

“ผู้ใหญ่เคยไปเดินดูหมู่บ้านนั้นยัง เคยไปยืนมองก้อนหินที่เคยเป็นสถานีตำรวจไหม สุเหร่าและกุโบร์ ผู้ใหญ่เช็งเม้งกันที่ไหน เราก็อยากให้ป๊ะและมะได้ฝังรวมกันกับโต๊ะของพวกเขานะ”

ผู้ใหญ่พยักหน้า พยายามไม่สบตา เขามองเห็นปัญหาที่ใหญ่กว่านั้น ไม่มีใครกลับไปได้หรอก นอกจากบางส่วนที่จมอยู่ในอ่างเก็บน้ำ บางส่วนถูกทับด้วยอาณาเขตของอุทยาน กลายเป็นเขตสงวนที่ห้ามใครเข้าไปทำกิน

“ผู้ใหญ่ต้องทำตามสัญญา ฉันช่วยล่าเสือแล้ว”

เอาจริงนะ กูก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร แต่ผู้ใหญ่พยักหน้าบอกให้เร่งเดินต่อ

ฝนคำรามครืนโครม บางคนฟังเป็นเสียงคำรามของเสือ ทุกคนปลดเซฟปืนเตรียมพร้อม และเลิกสนใจทากที่เกาะติดและลัดเลาะเข้าไปดูดเลือดใต้ร่มผ้า เสือร้ายกว่าทากอยู่แล้ว

ผู้ใหญ่มองฝ่าความครึ้มไปที่คนเดินนำ มึงนั่นแหละเสือ

บุกฝ่าดงไปอีกสักพัก ทุกคนเตรียมพร้อมเมื่อฟาฮัดพบรอยเสือข้างทาง ตำรวจชายแดนปลดเซฟเกือบพร้อมกัน เด็กหนุ่มย่อตัวลงเกือบจะเป็นคลาน ผู้ใหญ่กำปืนแน่น ฟ้ามืดครึ้มจนผืนป่ามืดลงอย่างฉับพลัน

ฟ้าแลบแปลบปลาบ และเมื่อฟ้าลั่นอีกที ฟาฮัดก็เผ่นแผล็วลับพุ่มไม้ไปโดยเร็ว

ในเมืองเบตง ศิลปินแห่งชาติตามหาภาพเสือที่เคยวาดไว้ที่ตรอกข้างร้านตัดผม ช่วงนั้นเขาอยู่กับโกผ่อนซึ่งต่อมาก็ทราบว่าเขาเป็นเพียงนักสะสมของเก่าและสนใจภาพเก่าของเมืองในแง่ที่ว่าจะขายได้เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพาตัวเองไปนั่งกับบรรดานักวิชาการตัวจริงได้ และบรรดานักวิชาการ นักประวัติศาสตร์ นักอะไรจากส่วนกลางก็นับถือเขาพอสมควร ศิลปินแห่งชาติได้ร่วมวงด้วยในทุกเช้าและเที่ยง บนโต๊ะอาหารในร้านใดร้านหนึ่งรอบๆ หอนาฬิกา พอวันหลังๆ เหลือแค่ศิลปินแห่งชาติกับเขาที่ตระเวนตัวติดกัน

เรื่องที่เขาพูดกันมีตั้งแต่อายุของเมืองเบตง ประวัติของชื่อ ความหมายมันคือไผ่ชนิดหนึ่งจริงหรือ มันตั้งอยู่ตรงนี้เพราะเหตุบังเอิญหรือเหตุผลไหนทางการเมือง โชคดีหรือโชคร้ายที่ตอนปักเส้นแบ่งเขตเบตงตกมาทางฝั่งไทยขณะที่เมืองโกร๊ะพลัดพรากไปอยู่มาเลเซีย จินตนาการว่าถ้าไม่มีคนจีนห้ากลุ่มที่ย้ายเข้ามาเบตงจะเป็นเมืองแบบไหน การเปลี่ยนแปลงนายกเทศมนตรีจะเกิดผลดีหรือผลร้ายใดบ้าง รถแบ๊กโฮที่กำลังขูดพื้นถนนเก่าแก่ของเมืองอยู่ก็ชวนปวดหัวใจ คุณว่าไหม ศิลปินแห่งชาติพยักหน้า แล้วเรื่องคุยก็ไถลจากผิวถนนไปออกเมืองใหม่ที่อยู่อีกฝั่งของอุโมงค์ ว่ามันจะสร้างภาพไม่ดีให้เมืองหรือเป็นตัวดึงดูดคนเข้ามา และมันยังมีมนต์ขลังหรือเสื่อมสลายไปแล้ว ศิลปินแห่งชาตินั่งฟังและแลกเปลี่ยนในประเด็นที่สนใจ เขาลำดับเรื่องราวในหัวแล้วไปวาดลงบนฝาผนัง แยกช่วงเวลาประวัติศาสตร์เมืองช่วงแรกด้วยสายลมที่พัดพา ภาพชาวโอรังอัสลีในชุดผ้าเตี่ยวและบอเลา ช่วงเวลาต่อมาเป็นมุสลิมชาวสวน ลมสายต่อมาเป็นชาวจีนโพ้นทะเลกำลังแห่แหนมังกรและจุดประทัด แกพอใจภาพประทัดที่ไม่มีเสียงนี้มาก ลมอีกสายเป็นการมาถึงของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา แกซาบซึ้งใจช่วงนี้เป็นพิเศษ เพราะในช่วงวัยหนุ่ม อาของเขาเคยสังกัดหน่วยจงอางศึกไปร่วมรบในสงครามเวียดนาม รอดชีวิตกลับมาเล่าค่ำคืนที่ได้ปะทะกับเวียดกงให้เขาฟัง ชื่นชมโฮจิมินห์เป็นที่สุด ปีที่สงครามเวียดนามจบ ขณะเพื่อนๆ ร่วมขบวนต่อสู้และหนีเข้าป่าไปร่วมขบวนกับกองทัพปลดแอกบนภูเขา แกพลาดขบวนรถไฟทุกสาย ติดอยู่ในเมือง คอยด่าเผด็จการอยู่ทุกวี่ทุกวัน แกวาดกองทัพคอมมิวนิสต์และธงแดงค้อนเคียวผืนใหญ่เต็มฝาผนัง แล้วกลับมานั่งถกกับบรรดานักวิชาการในวันหลังเพื่อหาข้อมูลเพิ่ม

หัวข้อพูดคุยในวันหลังเคลื่อนไปสู่เรื่องมลายูคือใคร และรัฐปาตานีมีอำนาจมาถึงเบตงหรือไม่ แล้วก็เข้าสู่หัวข้อความไม่สงบในสามจังหวัดว่าเป็นฝีมือฝ่ายไหน ดูเหมือนจะมีคนที่แม่นข้อมูลกระทั่งว่าแยกได้ชัดว่าระเบิดลูกไหนเป็นฝีมือฝ่ายไหน มันมีหลายฝ่ายเหรอ ศิลปินแห่งชาติถามอย่างตื่นเต้นด้วยน้ำเสียงแหบๆ เหมือนเป็ดของตัวเอง โถคุณ ใครก็รู้ว่าระเบิดบางลูกการเมือง เขากระซิบบอกว่าระเบิดที่ร้านข้าวแกงยูนานที่เบตงวันก่อนก็เป็นการเมือง ศิลปินแห่งชาติตบมือถูกใจ

เขากลับมาวาดรูปต่อ ดูเหมือนเขาจะลืมเลือนเรื่องเสือไปชั่วคราว เขาสนุกกับเรื่องราวปฏิวัติแล้วก็เน้นภาพพวกนั้นจนสวย ขณะเดียวกันก็ละเลยปล่อยเรื่องชาวบ้านดั้งเดิมและคนพื้นถิ่นไปจนคล้ายเป็นเพียงภาพร่าง เขาวาดต่อจนแสงตะวันลับเหลี่ยมตึก บรรดานกนางแอ่นบินวนรอบหอนาฬิกาจนฟ้าครึ้มก่อนที่พวกมันจะเกาะกันเต็มสายไฟ ศิลปินแห่งชาติวางพู่กันในกระป๋องน้ำ รู้สึกว่าพลังถูกรีดใช้ไปหมดทุกหยาดหยด เขาล้างพู่กันแล้วถอยมายืนพิงฝาตึกด้านตรงข้าม มองผลงานตัวเองทีละจุด แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นภาพหน้าเสือเปลี่ยนไปโดยที่เพิ่งสังเกตได้

หน้าเสือขนาดใหญ่บัดนี้ปรากฏแค่ซีกเดียว เวลาสามสี่ปีทำให้สีซีดจางลงไป แต่มันกลับมีใบหน้าชายหนุ่มเคราดกปรากฏซ้อนทับอีกซีกหนึ่งเลือนๆ


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้ทราย เจริญปุระ | เลี้ยงข้าวเพื่อน
บทความถัดไปคณิต ณ นคร | เมื่อประธานชมรมข้าราชการอัยการบำนาญ ส่งสารถึงอัยการสูงสุด (3)