เรื่องสั้น | คืนปีเสือ (1)

คืนสุดท้ายของปีเสือ ผู้ใหญ่เหลาหู่ไม่ได้ร่วมฉลองปีใหม่กับคนในหมู่บ้าน แกไม่ห้ามลูกบ้านอีกแล้ว ใครจะยิงปืนหรือจุดพลุกี่นัดก็ไม่ว่า แต่นั่นแหละ นายกฯ ทหารออกคำสั่งมาแล้วว่าห้ามยิงปืนในคืนปีใหม่

ผู้ใหญ่แอบบินไปนอนเล่นที่ฮานอย แกรักเมืองนั้นตรงที่มันไม่มีประทัดให้จุด ไม่ว่าตรุษจีนหรือเทศกาลไหน คนเวียดนามถูกรัฐบาลทหารห้ามมีอาวุธครอบครอง รวมทั้งสิ่งก่อให้เกิดเสียงดัง อยู่ใต้อำนาจทหารหลายปี คนที่นั่นเปิดเทปเสียงประทัดเวลาตรุษจีน เปิดจอแอลอีดีขนาดยักษ์ฉายภาพลูกประทัดหมื่นนัดดังรัวๆ

คืนปีใหม่ที่เบตงคงจะมีงานฉลองครึกครื้น นักท่องเที่ยวจีนมาเลย์คงจะมากันเนืองแน่น บรรดานกที่เกาะสายไฟคงจะบินหนีเสียงประทัดและพลุตอนเที่ยงคืน

ที่อัยยะเวง ตอนเช้าๆ คนคงจะแน่นสกายวอล์กแก้วชมทะเลหมอกยามเช้า หมอกขาวห่มคลุมยอดไม้ไว้ ต่ำลงไปใต้นั้นคือยางพาราและป่าไม้ หนุ่มสวนยางยังคงแบกปืนออกไปกรีดยาง ผ่านแถวยางที่ภรรยาถูกเสือกัดตายแล้วก็ได้แต่แข็งใจเดินข้าม ผ่านมาแล้วสามเดือน รอยเสือเดินลบหายไปแล้ว เสือตัวนั้นก็ถูกจับไปแล้ว ลูกยังรอที่บ้าน ชีวิตของผู้ที่ยังหายใจอยู่ก็คือต้องหายใจต่อ

ห่างออกไปสองต้นยาง ร่างของเมียเขานอนอยู่ตรงนั้น เนื้อตรงท้องหาย เครื่องในหาย ไส้ทะลัก อาคาร ศอบต.ยืนเด่นที่ยะลา พวกเขายุ่งอยู่แต่ความสงบกับความไม่สงบ พวกเขาชินกับแผลถูกยิงและระเบิด แผลเสือกัดแปลกประหลาดและอยู่นอกเหนือความเข้าใจ จึงเมื่อผู้ใหญ่บ้านแจ้งไปว่าขอกำลังออกล่าเสือ พวกเขาจึงไม่เข้าใจ แล้วโยนเรื่องให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติ พวกนั้นส่งคนมาพร้อมปืนยาสลบ

เขาจำได้ว่าคืนนั้นขณะกรีดยาง รับรู้ว่าเมียของเขาซึ่งอยู่อีกแถวของต้นยางเงียบกว่าคืนอื่น หลุดออกไปจากเกมโดยไม่รู้ตัว จึงเรียกหาพร้อมส่องไฟดู พบดวงตาวาวคู่หนึ่งคาบคอเมียของเขา

เขาปีนต้นยางหนีพร้อมยิงปืนใส่

หลังออกตามล่าเสือร่วมกับหน่วยพิทักษ์ป่า พื้นที่หากินของเสือสองสามร้อยตารางกิโลเมตรนั้นไม่ยากที่จะคาดเดาเส้นทางที่มันจะวนมาซ้ำที่เดิม ทั้งไม่ง่ายที่จะตามเจอ แต่เวลาเจอก็เหมือนละครที่เขียนบทรอ ขณะที่เขาจ้องปืนไปที่เสือตัวนั้นแล้ว เจ้าหน้าที่บอกว่าอย่าเพิ่งยิง รอปืนสลบมาก่อน

หนุ่มชาวสวนตาแดงก่ำ กระสุนนัดนี้จะช่วยให้เมียของเขามีความสุขในกุโบร์ และเขาจะมีชีวิตต่อไปได้ เขาลดปืนลง หันไปบอกเจ้าหน้าที่ว่า ถ้าปืนยาสลบมาแล้วไม่ได้ยิงเสือ กูจะยิงมึง

ภาพตัดกลับมาที่เดิม อีกสองต้นยางจะถึงจุดที่เมียของเขานอนตาย หนุ่มชาวสวนกลัวเหลือเกินที่จะได้เห็นเมียเขายังนอนอยู่ แต่ก็ยังก้าวต่อไป แล้วก็พบร่างหนึ่งยืนตะคุ่มอยู่ในหมอกมัว ดวงตาวาวคู่หนึ่งสู้ไฟ

แต่มันยืนสองขาเหมือนคน ยิ้มแย้มเมื่อเห็นหนุ่มชาวสวน

หนุ่มชาวสวนทิ้งมีดกรีดยาง ปลดปืนลง

ร่างนั้นกระโดดแล้วออกวิ่งสี่ขาหายลับไปในม่านหมอก

ฟาฮัดถือปืนประจำตำแหน่งไปหาผู้ใหญ่เหลาหู่ ผู้ที่เคยกระซิบบอกนักอนุรักษ์คนหนึ่งว่าเนื้อนกเงือกนั้นอร่อยใช้ได้ ฟาฮัดถือปืนไปทวงถามเรื่องโต๊ะอิหม่ามและผู้อาวุโสของหมู่บ้านที่หายสาบสูญไปเมื่อสามสิบปีก่อน ผู้ใหญ่ยิ้มแย้มเชิญดื่มน้ำ อย่างไรแกก็โตในค่ายทหารปลดแอก หน้าตี๋ๆ ขาวๆ นั่นไม่ได้บอกว่าแกจะไม่สู้คน เมื่อฟาฮัดมาแข็ง แกก็เอาอ่อนสู้ พอฝ่ายโน้นนั่งลง แกก็บอกว่าเรื่องเก่าก่อนจะมาทวงถามอะไรตอนนี้ มันเป็นเรื่องของผู้นำคนก่อน

เรื่องเก่าหรือ ฟาฮัดขบกราม

สามสิบปีก่อนทางพรรคได้เชิญผู้อาวุโสห้าคนมาร่วมพูดคุยถึงแนวทางการอยู่ร่วมในป่า ตอนนั้นชาวหมู่บ้านฮาลาตกในที่นั่งชวนอึดอัด รัฐบาลไม่ชอบใจนักที่ชาวหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับเขตเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์มลายา กลัวว่าจะเป็นมวลชนของพรรค จึงพยายามหาทางย้ายหมู่บ้านออกมาข้างนอก ฝ่ายพรรคก็กลัวว่าคนในหมู่บ้านจะเป็นสาย ก็เลยเชิญคนห้าคนมาคุยด้วย บันทึกจากปากของคนเฒ่าที่เหลือบอกว่าผู้อาวุโสทั้งห้าคนเดินตัดป่าไปแล้วก็ไม่มีใครกลับมาสักคน ผู้ใหญ่เหลาหู่บอกว่าในบันทึกของพรรคไม่ได้บอกว่ามีการพูดคุยกัน และไม่ปรากฏว่ามีคนจากหมู่บ้านเดินทางมาถึง มีแต่รายงานเรื่องเสือห้าตัวบุกค่าย ภาพถ่ายในพิพิธภัณฑ์ของค่ายมีภาพทหารถ่ายรูปคู่กับซากเสือ อีกภาพเป็นเสือถูกชำแหละ

เนื้อเสือก็อร่อยใช้ได้ ผู้ใหญ่บอก

ฟาฮัดเค้นคอถามว่าผู้เฒ่าทั้งห้าหายไปไหน นั่นต่างหากความหมายที่ถามหาในวันนี้

ผู้ใหญ่บอกว่า ก็แล้วมึงไม่เข้าใจหรือ ไอ้พวกนั้นกลายเป็นเสือมาบุกค่าย

ฟาฮัดจ้องหน้าผู้ใหญ่ มองลึกไปถึงเส้นเลือดและกระดูกของทหารแห่งกองทัพปฏิวัติผู้ไม่เคยบอกว่าตนเองวางอาวุธยอมแพ้กองทัพไทย ไอ้หนุ่มตี๋คนนี้มีรูปถ่ายติดอยู่ในนิทรรศการด้วย รูปขาว-ดำตั้งแต่สมัยเป็นเด็กแปดขวบและตอนเป็นหนุ่มสิบแปดสิบเก้า เขาโตในค่ายทหาร ในช่วงที่ยังมีความตึงเครียดของการปะทะกัน ในยุคที่จีนเป็งถูกหักหลังจากรัฐบาลมาเลเซีย ในยุคที่กองทัพปลดแอกสายจีนมลายูต่างทยอยวางปืนยอมแพ้ ไอ้ตี๋คนนี้มีเลือดนักปฏิวัติไหลทั่วร่าง

ผู้ใหญ่จ้องกลับ ในดวงตาสีสนิมของเด็กหนุ่มรุ่นที่สามของหมู่บ้านฮาลา ในแววตากล้าโชนไฟ เด็กหนุ่มเป็นลูกหลานชาวฮาลาผู้สาบสูญ มีเชื้อของพวกที่กลายร่างเป็นเสืออยู่ด้วย

ขณะจ้องลึกดวงตา ผู้ใหญ่เห็นแววตาของฟาฮัดเปลี่ยนไป ใบหน้านั้นก็ขยายออก ขนแข็งแทงทะลุผิวหนัง

ผู้ใหญ่หลบตาแกล้งกระแอมสองครั้ง เมื่อหันกลับไปอีกที เด็กหนุ่มคนเดิมก็ยังยืนในท่าเดิม

เรื่องเก่ามันก็เป็นเรื่องเก่า คำถามอะไรพวกนั้นถูกฝังลงในหลุมพร้อมผู้นำคนก่อนโน้น มึงจะเอาอะไรก็บอกมา เอาแค่เรื่องที่มันเป็นไปได้

เรื่องที่เป็นไปได้แต่ผู้ใหญ่ไม่เคยทำให้เป็นไปได้

มึงก็มัวแต่เล่นลิ้น

ผู้ใหญ่น่าจะสนับสนุนคำร้องของชาวหมู่บ้านเรา ให้ทางการพิจารณาอีกสักทีว่าให้ย้ายกลับฮาลา

กลับฮาลา หมู่บ้านที่สาบสูญนั่นเหรอ

สามสิบปีก่อนชาวฮาลาถูกย้ายออกมาเบียดเสียดกันอยู่ข้างนอก ทิ้งไร่นา มัสยิดและกุโบร์ไว้ในป่าลึก เรื่องที่ฟาฮัดไม่พอใจก็คือว่า พวกพรรคจีนมลายาคอมมิวนิสต์ทั้งหลายกลายเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติ มีที่ดินทำกินและมีเงินเดือน หมู่บ้านสะดวกสบาย ไปดูชาวฮาลาสิ หลังคาบ้านเกยกัน ไร้ที่ทำกิน

ระหว่างที่ทั้งสองยืนคุย เด็กหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาที่ลานบ้าน เด็กหนุ่มผิวขาวมาพร้อมฟาฮัดในตอนแรก แต่หลบอยู่ข้างนอก รอจนฟาฮัดให้สัญญาณจึงค่อยเดินเข้าไป

“เรื่องนั้นของมึงไว้วันหลัง วันนี้เอาธุระจริงๆ ก่อน” ผู้ใหญ่หันไปมองเด็กหนุ่มแล้วบอกฟาฮัด

หลังเสร็จธุระแล้ว ฟาฮัดกลับไปพร้อมเด็กหนุ่ม ผู้ใหญ่หันหลังเข้าบ้าน เมียรักโกรธวิ่งเข้าห้องไปหลังรู้เรื่องนี้

นานมาแล้วผู้ใหญ่เคยได้ยินพรานหลายคนพูดกันถึงโอรังอัสลีน้อยคนหนึ่งที่หน้าตาผิดเผ่า ตามปกติอัสลีพวกนี้สืบเชื้อสายนิกริโต นั่นแปลว่าผมหยิกติดหนังหัว ผิวเข้ม ปากหนา แต่เสียงลือว่าหนุ่มน้อยผู้ปีนต้นไม้คล่องเหมือนค่างนั้นผิวขาวเป็นหยวก ผมเส้นเล็กตรงยาว หน้าตาเป็นพวกคนจีน วันนี้เด็กน้อยคนนั้นโตเป็นหนุ่ม

และมายืนตรงหน้าผู้ใหญ่เมื่อสักครู่นี้

เด็กหนุ่มบอกว่าเขาถูกนักวิจัยคนหนึ่งชวนไปอยู่ในเมือง ให้เรียนหนังสืออย่างคนเมือง แต่เขากลับขอมาใช้ชีวิตในป่า วันนี้เขาสอบได้เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ผ่านขั้นตอนทุกอย่างยกเว้นเอกสารสำคัญระบุตัวบิดาไม่แน่ชัด

ผู้ใหญ่ถามว่าจะให้แกช่วยอะไร

ช่วยเซ็นรับรองความเป็นบิดาให้หน่อย

มันเรื่องอะไรที่กูต้องเซ็น ผู้ใหญ่ว่า

เพราะพ่อเป็นพ่อของผมครับ เด็กหนุ่มบอก

ในปีที่รัฐบาลไทยเรียกกองทัพปฏิวัติปลดแอกทั้งหลายว่าผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยนั้นแกเพิ่งจะสิบแปดปี ผู้ใหญ่เหลาหู่หนุ่มและห้าวเกินกว่าจะยอมวางปืนยอมแพ้ กลุ่มของแกจึงรีรอไม่ขนปืนอาวุธลงไปมอบให้ทางการ พวกเขาขุดหลุมฝังอาวุธแล้วรั้งรอเวลาผ่านไปจนการเจรจาสามฝ่ายเสร็จสิ้น ถึงตอนนั้นเรื่องก็คลี่คลายง่ายๆ แกจึงยังภูมิใจว่ากองทัพไม่ได้วางอาวุธพ่ายแพ้ แล้วพอทางการเริ่มเข้ามาจัดการ แกก็ไม่ได้เข้าร่วมในกิจการทั้งหลาย แต่ชักชวนเพื่อนอีกสี่ห้าคนออกท่องไปในป่าลึก ตระเวนไพรไปจนทั่ว ทำความรู้จักกับเพื่อนชาวป่า ท่องไปจนเพื่อนๆ ทนไม่ไหวค่อยๆ หนีกลับลงไปทีละคน เหลือแกเป็นคนสุดท้ายที่นอนหิวบนภูเขา ตอนที่มีคนไปพบนั้น แกกินหยวกกล้วยเถื่อนหมดไปแล้วหลายกอ แกนอนหมกอยู่ในกอกล้วยนั่นแหละ บอกว่าเสือมันเดินเฉียดไปจนหางมันแกว่งมาแยงจมูก แกกลั้นหายใจแอบในดงกล้วยรอให้มันผ่านไป ตอนที่คนไปพบแกตัวแข็งค้าง ขี้เยี่ยวเต็มกางเกง แกหายไปสักกี่ปีนะ ไม่มีใครจดเอาไว้ ไม่ได้อยากจำ แต่แกก็กลับลงมาพบว่าพ่อถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว พรรคแปรเปลี่ยนเป็นหมู่บ้าน ทุกคนมีที่ดินทำกิน แกจึงอยู่ที่บ้านนั่นแหละ รอเป็นผู้ใหญ่บ้านต่อจากพ่อ

แกปกครองแบบนั้น เด็ดขาด ห้ามลูกบ้านมีปืน ห้ามส่งเสียงยิงปืน แกเจ็บใจนักหนาที่อุตส่าห์สู้ฝึกเป็นทหารตั้งแต่เด็กแต่ไม่เคยได้ร่วมรบจริงจัง ปืนทั้งหมดก็ต้องเอาไปฝัง อย่ากระนั้นเลย อย่ามีมันดีกว่า อย่าส่งเสียงดังแม้แต่นัดเดียว ปิดปากเงียบกันไป ใจจริงแกคงอยากเป็นถึงนายกฯ นั่นเลย แกอยากเป็นผู้นำทหารเลยทีเดียว จะได้ออกคำสั่งให้ประเทศนี้ไม่มีปืนอาวุธและประทัด ผู้ใหญ่อย่างแกก็พอสั่งได้แค่ในหมู่บ้าน ตอนนายอำเภอคนเก่าจะย้ายไป มีคนเอาใบขออนุญาตซื้อปืนมาให้แกเซ็น แกปฏิเสธไปหมด รายได้นายอำเภอคงจะลดลงไปพอสมควร ใบละห้าพันนั่นไม่ใช่น้อย แต่แกไล่ไปเลย อีกวัน แกก็จ้างร้านเขียนป้ายทำไวนิลติดทั่วหมู่บ้าน ผู้ใหญ่สั่งห้ามมีอาวุธ เหมือนหลายปีก่อนแกก็เคยเขียนป้ายแบบนี้ ตอนนั้นรัฐบาลนายกฯ คนพูดหวานๆ ให้นโยบายตำบลปลอดยาเสพติด มีคำขวัญรักในหลวง ห่วงลูกหลาน ช่วยกันต้านยาเสพติด ไม่เลย ผู้ใหญ่แกไม่ ป้ายในหมู่บ้านแกเขียนว่าผู้ใหญ่ห้ามไม่ให้มียาเสพติด มีหรือเปล่า แกยืนยันว่าไม่มี หาใครมาพิสูจน์ได้เลย ไอ้หมู่บ้านปลอดอาชญากรรมนั่นไม่มีอยู่แล้วบ้านแก แต่แกไม่ใช่เผด็จการ แกยืนยัน แกแค่เด็ดขาด แกจัดงานจ้างวงดนตรีมาเล่นเก็บตั๋วเข้าชม รั้วงานของแกเป็นแค่เชือกฟางเส้นบางๆ แต่แกสั่งไว้แล้ว ห้ามลอด ห้ามมุดรั้ว ใครจะกล้า อย่าว่าแต่ใคร วัวสักตัวยังไม่กล้าเฉียดรั้ว ก่อนดนตรีเริ่ม ผู้ใหญ่คว้าไมค์ประกาศบนเวที ห้ามพวกเต้นหน้าเวทีมีเรื่องในงานของแก แกไม่มีอาวุธหรอก แต่บอกว่าไอ้คนมีเรื่องได้ตายแน่นอน และแกจะให้วัวช่วยงานตลอดเจ็ดคืน แกไม่ใช่เผด็จการแน่ ไม่ฝักใฝ่ไปทางนั้น ตอนหลังแกไปเรียนรามคำแหงและลงเลือกตั้งมุ่งหน้าสู่หนทางประชาธิปไตย แกพาคนไปเป่านกหวีด และเมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารมาถึง แกต่อต้านมันทุกวัน ที่ไหนหรือ ในเฟซบุ๊กของแก ไปกดไลก์กันได้เลย

สงกรานต์ไม่มีเรื่อง งานบุญเรียบร้อยดีทุกอย่าง งานศพไม่มีใครยิงปืน ตรุษจีนไม่มีพลุประทัด ห้ามเสียงดังใดๆ ลูกบ้านบางคนบ่นอุบอิบ อุตส่าห์แอบมีปืนได้จากน้องเมียที่เป็นทหารในยะลา ปืนกระบอกหนึ่งมีโอกาสลั่นก็แค่ปีละครั้งสองครั้ง คืนปีใหม่กับงานศพ ผู้ใหญ่มาทำจนเสียปืน ยกมาลูบคลำขัดถูน้ำมันแล้วเก็บใส่กล่อง บรรดาพวก อพปร.ดูแลความเรียบร้อยมีสิทธิถือลูกซองห้านัดของหลวงได้ แต่ไม่มีกระสุนให้ ไปผ่อนค่าตัดชุดเครื่องแบบและรองเท้าจังเกิลนั่นให้หมดก่อน ดีกว่ามาซื้อปืนมาห้อยให้หนัก แกเคยท้ารบพวกมีปืนทั้งหลาย บอกให้ขนมาเลยมีดพร้าและปืนทุกกระบอก ขนมาให้หมดบ้าน แกมีแค่ตัวเปล่ากับพวกอาวุธครบมือ มาวิ่งแข่งกัน ดูซิว่าใครจะชนะ

ดูเหมือนว่าแกจะไม่มีจุดอ่อน แต่เปล่าเลย คนที่ทำให้แกกลายเป็นแมวได้คือคนที่แกนอนด้วยทุกคืน

เมียแกปิดห้องนอนล็อกตายทุกคืนนับจากวันนั้น


พิเศษ! สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์, ศิลปวัฒนธรรม และเทคโนโลยีชาวบ้าน ลดราคาทันที 40% ตั้งแต่วันนี้ – 30 มิ.ย. 63 เท่านั้น! คลิกดูรายละเอียดที่นี่

บทความก่อนหน้านี้พิศณุ นิลกลัด | New Normal ของนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีก
บทความถัดไปถก “ปวีณา” วิกฤตการเมือง ส่งผลสะเทือนปัญหาสังคม ปัญหาข่มขืนมีทุกวัน อายุเฉลี่ยเหยื่อยิ่งต่ำลง