เรื่องสั้น | ไอ้กาก

“ไอ้กากแน่ๆ เลย เห็นมันมาเดินลับๆ ล่อๆ อยู่แถวนี้”

“ไอ้กากที่ชอบไถเงินเด็กนั่นแหละ”

“ไอ้กากที่ซุกหัวนอนในเพิงท้ายซอยน่ะรึ”

“ไอ้กากอีกแล้วเรอะ”

พวกเขาโจษจันกันหน้าอพาร์ตเมนต์ 4 ชั้นสีไข่ไก่ในซอยห่างจากถนนใหญ่ไม่ถึง 100 เมตร ที่นี่รับเฉพาะผู้หญิงเข้าพัก ส่วนมากเป็นนักศึกษากับสาวโรงงาน มีสาวออฟฟิศบ้างประปราย ตอนนี้ทั้งผู้เช่าพัก แม่ค้ากาแฟรถพ่วงข้าง แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวรถเข็น และสาวนมเปรี้ยวนับสิบคนจับกลุ่มพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญหน้าอพาร์ตเมนต์

“หนูเพิ่งซื้อมาไม่กี่วัน ใส่ได้แค่ครั้งสองครั้งเอง มันเอาไปทั้งสองตัวเลย” นักศึกษาสาวร่างอวบอั๋นไว้ผมแค่คอบอกท่ามกลางวงล้อมรุมสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น

“ไอ้กากมันเป็นพวกโรคจิต” แม่ค้ากาแฟสำทับ เธอขี่รถพ่วงข้างตระเวนขายทั่วซอยโดยมีลูกชายวัยสองขวบเกาะติดรถไปด้วย

ชื่อของไอ้กากวนเวียนอยู่ในวงสนทนาอันเผ็ดร้อนนานนับชั่วโมง ตอนนี้เขาเป็นทั้งหัวขโมย เป็นมาเฟียในซอย และยังเป็นโจรโรคจิตอีกด้วย

ชบาออกจากเคาน์เตอร์แคชเชียร์มามุงดูเหตุการณ์และร่วมพูดคุยกับพวกเขา แม้ไม่ใช่หน้าที่ตรงๆ ของเธอ แต่มันก็อยู่ในขอบข่ายความรับผิดชอบของเธอเหมือนกัน คนที่พวกเขาเรียกว่า “ไอ้กาก” ทำให้เธอนึกถึงใบหน้าชายคนหนึ่ง เขาเดินกะโผลกกะเผลกผ่านอพาร์ตเมนต์เป็นประจำ บางวันในช่วงสายๆ บางวันเป็นตอนเพลๆ แต่เธอก็ไม่เคยเห็นเขาเดินกลับเลยสักครั้ง อาจจะเป็นเพราะเขากลับค่ำ หมดเวลาทำงานของเธอไปแล้ว

แวบแรกที่เห็นชายคนนั้นเธอรู้สึกสงสารและเห็นใจ เขาพิการมือเท้าหงิกงอเดินโขยกเขยกมาตามถนน บนหัวสวมหมวกผ้าฝ้ายสีเทาหม่น ใส่หน้ากากปิดปากปิดจมูก มีกระเป๋าผ้าสะพายเก่าๆ สีน้ำเงินใบหนึ่งสวมคอ บางวันกระเป๋ามีถุงพลาสติกใส่ข้าวเหนียวกับหมูปิ้งผูกมาด้วย ยิ่งในช่วงนี้อากาศร้อนจัดและอยู่ในช่วงแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสร้าย เขาจะแต่งตัวมิดชิดขึ้นกว่าเดิม เอาผ้าพันคอสีเทาหม่นคลุมหัวปิดบังใบหน้าแล้วเอาหมวกแก๊ปสวมทับอีกที

เขาจะเดินๆ หยุดๆ ไปเรื่อยๆ บางวันเธอเห็นเขาเดินผ่านร้านสะดวกซื้อ ผ่านอพาร์ตเมนต์ไปออกถนนใหญ่ บางวันเธอเห็นเขาเดินผ่านซอยข้างอพาร์ตเมนต์ ผ่านทาวน์เฮาส์สามชั้น ซึ่งออกไปยังถนนใหญ่ได้เช่นกัน มีบางครั้งที่ชบาเห็นรถเก๋งขับผ่านเขาแล้วหยุด คนขับเปิดกระจกรถแล้วยื่นอะไรบางอย่างส่งให้เขา เธอคิดว่าน่าจะเป็นเงินจากความเมตตาสงสาร

หญิงสาวเพิ่งมาเป็นพนักงานดูแลอพาร์ตเมนต์ได้ไม่ถึง 3 เดือน ไม่รู้จริงๆ ว่าเขามาจากไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร แต่มีพวกแม่ค้าพ่อค้านี่แหละที่เล่าให้ฟังว่า เห็นเขานั่งรถซาเล้งเข้ามากับชายชราเก็บของเก่า เขามาอยู่ได้ไม่นาน ชายชราก็จากไปด้วยความเมามายหน้าคะมำตกลงในคลองน้ำเชี่ยว ทิ้งให้เขาอยู่เพียงลำพังในเพิงสับปะรังเค แต่เธอไม่เคยได้ยินเสียงชายคนนั้นพูดเลยสักครั้ง ไม่รู้ว่าเขาพูดได้หรือเปล่า หรือว่าพูดได้ช้าๆ เหมือนตลกคนหนึ่ง

“ไม่น่าเชื่อว่าเป็นเขา” ครั้งแรกเธอคิดอย่างนั้น แต่ต่อมาเธอก็ขนลุก เมื่อนึกถึงข่าวที่เคยดูในทีวีเมื่อหลายเดือนก่อน ตำรวจจับชายง่อยเปลี้ยเสียขา เวลาจะไปไหนมาไหนก็ต้องมีคนอุ้ม ก่อพฤติกรรมเหลือร้ายข่มขืนเด็กหญิงอายุ 14 ปี จนท้องโย้

“โอย มันน่ากลัวจริงๆ คนสมัยนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ” หญิงสาวพึมพำแล้วกวาดตามองไปยังถนนหน้าอพาร์ตเมนต์ด้วยความหวั่นหวาด ก่อนจะเลื่อนกระจกด้านหน้าปิดให้สนิท มันทำให้เธออุ่นใจขึ้น

“มันคงติดกาว สภาพมันถึงเป็นแบบนี้” แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวเปิดประเด็นสนทนา ในซอยนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จักนาง ตกสายหน่อยจะเห็นนางไสรถเข็นออกจากห้องเช่าปากซอย เคาะโป๊กๆ ไปตามซอยเล็กซอยน้อย ตอนนี้นางจอดรถเข็นปรุงก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำให้สาวใหญ่ร้านทำผมถัดจากอพาร์ตเมนต์มาราว 200 เมตร โดยถัดมาเป็นร้านขายยำสารพัดชนิด

เจ๊นิดเป็นช่างเสริมสวยรูปร่างเล็ก สูงร้อยห้าสิบเซนติเมตรกว่าๆ วันนี้เธออยู่ในเสื้อยืดรัดรูปสีชมพู กางเกงขาสั้นไม่เกินสองคืบ แม้จะอายุผ่านหลักสี่ไปแล้ว แต่ใบหน้าของเธอยังคงสะสวยด้วยการเสริมแต่ง “ใครเหรอป้า” เธอถามก่อนจะเอื้อมมือรับชามพลาสติกใส่ก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กต้มยำ

“โอ๊ยจะใครเสียอีก ก็ไอ้กากน่ะสิ มันก่อเรื่องอีกแล้ว” หญิงเพิ่งเข้าเกณฑ์ได้รับเงินเดือนผู้สูงอายุในปีนี้ขยายความ นางหมายถึงชายคนนั้น ซึ่งไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าเขาชื่ออะไร แต่จากเหตุการณ์ในอพาร์ตเมนต์ ทำให้เขาได้ชื่อว่า “ไอ้กาก” ไปแล้ว

“ป้าเอาให้ชัดๆ หน่อย มันเป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง ฉันเคยเห็นหรือเปล่า” สาวสวยร่างเล็กถามย้ำก่อนจะใช้ตะเกียบคีบลูกชิ้นปลาเข้าปากเคี้ยวหยับๆ

“โอย เจ๊นิดต้องเคยเห็นมันแน่ๆ มันเดินผ่านหน้าร้านเจ๊ออกบ่อย” ผู้เชี่ยวชาญตรอกซอกซอยในชุมชนขึ้นต้นซอยด้วยคำว่า “นาค” กลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อนจะขยายความว่า “มันจะเป็นใคร ก็ไอ้คนที่เดินกะโผลกกะเผลกส่งสายตาเลิ่กลั่กตามถนนนั่นแหละ”

หญิงสาวใบหน้านวลผ่องพยักหน้า เธอเคยเห็นชายคนนั้นบ่อยเหมือนกัน ดูเขาจะไม่สมประกอบ ปากบิดเบี้ยว เดินๆ หยุดๆ ทีละสิบก้าวยี่สิบก้าว เธอไม่เคยเห็นเขามองเข้ามาในร้านทำผม เขาก้มหน้าก้มตาเดินผ่านโดยไม่มองใคร เขาน่าจะอายสารรูปของตัวเองด้วยซ้ำ

“ใช่เขาหรือเปล่าป้า ป้าไปปรักปรำเขาหรือเปล่า ดูเขาไม่เห็นจะมีพิษมีภัยกับใครเลย หนูเห็นเขาเดินก้มหน้างุดๆ ทุกที” เจ้าของร้านทำผมแย้ง

“โอ๊ยเจ๊นิดจะไปรู้อะไร เจ๊นิดเองก็ต้องระวังให้ดีนะ เดี๋ยวมันจะมาก่อเหตุบัดสีบัดเถลิงในร้านทำผมของเจ๊หรอก เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน” แม่ค้าก๋วยเตี๋ยวพูดแล้วสะบัดหน้าไม่พอใจ

“ป้ายังไม่บอกฉันเลยว่าเขาไปก่อเหตุอะไร” สาวเสริมสวยท้วงเพราะเล่าตกๆ หล่นๆ

“ก็จะอะไรเสียอีกล่ะ มันกล้าเข้าไปขโมยกางเกงในถึงในเครื่องซักผ้าเลย ที่โน่นแหละในอพาร์ตเมนต์ของสาวๆ นั่นแหละ มันต้องเป็นพวกโรคจิตแน่ๆ เลย” ป้าเตียงชี้มือไปยังจุดเกิดเหตุ

“มันเป็นเรื่องจริงเหรอ” สาวเสริมสวยไม่อยากจะเชื่อเรื่องที่ได้ยิน แต่รู้สึกเสียวๆ ขึ้นมาเพราะเธอก็ชอบตากกางเกงในไว้ข้างร้านในตอนกลางคืน แต่มันยังไม่เคยหายไป

“โอย…ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้น” แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวเสียงดัง จนแม่ค้าขายยำซึ่งเงี่ยหูฟังมาโดยตลอดถลึงตามองอย่างตั้งใจ

ลูกค้าในร้านซึ่งตอนนี้ผมแห้งแล้วเดินออกมาร่วมวงสั่งบะหมี่แห้งต้มยำ พร้อมกับฟังการเล่าซ้ำของแม่ค้าก๋วยเตี๋ยว เธออายุอ่อนกว่าป้าเตียงไม่มากนัก แต่ไม่ต้องพูดถึงสภาพหน้าตา หญิงที่ขับรถเบนซ์มาทำผมทุกเดือนย่อมมีสง่าราศีห่างไกลจากหญิงที่ไสรถเข็นย่ำเท้าเดินตีนแทบพลิกทุกวัน

“คุณเพลินเคยเห็นมันมั้ยค่ะ”

หญิงที่ผมดกดำเพราะเพิ่งผ่านการย้อมมาหมาดๆ พยักหน้า ก่อนจะเดินไปยังร้านยำ สั่งยำรวมมิตรทะเลแล้วเดินกลับมารับชามก๋วยเตี๋ยวซึ่งปรุงเสร็จพอดี นั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนหน้าร้านฟังเรื่องที่ป้าเตียงเล่าโดยไม่ซักถามอะไร เพียงแค่พยักหน้ารับบ้างเท่านั้น

เรื่องราวของไอ้กากฟุ้งตลบตามกลิ่นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวไปตลอดวัน วันนี้ถือว่าเป็นวันมีโชคของป้าเตียงเพราะก๋วยเตี๋ยวขายได้หมดเกลี้ยงตรงตึกแถวปากทางเข้าซอยนาคดีในช่วงโพล้เพล้พอดี พอลูกค้าซึ่งเป็นหนุ่มกรรมกรก่อสร้างอพาร์ตเมนต์แห่งใหม่กินหมดชาม นางก็หันหัวรถเข็นกลับทันที สาวเท้าเดินเร็วกว่าทุกครั้ง พร้อมกับเหลียวไปดูข้างหลังอยู่บ่อยๆ นางรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวอย่างบอกไม่ถูก หากไอ้กากมันโผล่พรวดออกมาตอนนี้นางจะทำยังไง

เบื่อตัวเองนะ แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ชาติก่อนคงทำกรรมไว้เยอะ ชาตินี้เลยต้องเกิดมาใช้กรรม มีแต่ความทุกข์ยากแสนสาหัส อยากจะเดินเหมือนคนอื่นเขาก็เดินไม่ได้ เท้าสองข้างมันหงิกบิดงอ แข้งขาก็อ่อนระโหยไม่มีเรี่ยวแรง มีปากก็ไม่เหมือนชาวบ้าน มันบิดเบี้ยว อยากจะพูดเหมือนคนอื่นก็พูดไม่ได้ กว่าเสียงจะตะกุกตะกักออกจากลำคอได้สักคำก็ยากเย็น กินอะไรกว่าจะลงลำคอแต่ละคำก็ทุลักทุเล แถมทุกวันนี้ญาติพี่น้องก็มาล้มหายตายจากจนไม่เหลือใคร…เฮ้อ

นึกถึงตาแล้วน้ำตาพานไหลออกมา แกไม่น่าจากไปเร็วเลย แกอุตส่าห์ไปรับมาอยู่ด้วยหลังจากแม่จากไปด้วยโรคร้าย มาอยู่ได้ไม่นานน้ำก็มา มันมารุนแรงและเชี่ยวกราก อะไรต่อมิอะไรลอยเท้งเต้งเต็มถนนในซอย รวมทั้งข้าวของที่ตาขี่ซาเล้งตระเวนเก็บมากองไว้ขาย “หมดกัน…หมดกัน” ได้ยินเสียงตาบ่นแล้วทอดสายตามองน้ำที่สูงเกือบเมตร แรกๆ ก็มีรถทหาร รถบรรทุกมาส่งข้าวปลา น้ำ อาหารแห้งให้ประทังชีวิต พอนานเข้าก็เงียบหาย แต่ตาก็มีหัวคิด เอาไม้มัดถังพลาสติกทำเป็นแพคอยรับส่งคนในซอย เลยมีเงินมาจุนเจือสองคนตา-หลาน แรกๆ ก็ได้เยอะ จนตามีแบงก์พันแบงก์ห้าร้อยมาซุกไว้ใต้หมอนหลายใบ แต่ช่วงหลังน้ำลดลจนพายแพไม่ได้ ตาก็ต้องหยุด วันหนึ่งตาเอาไม้ไผ่ผูกเชือกทำเป็นคันเบ็ดแล้วเดินไปยังคลองปากซอยแล้วตาก็หายไปข้ามคืนข้ามวัน จนกระทั่งมีคนพบศพแกติดอยู่กับบันไดท่าน้ำที่ตลาด แกหมดเวรหมดกรรม แต่กรรมยังอยู่กับหลานชายที่ไม่สมประกอบ ต้องเผชิญชีวิตเดียวดาย

เมื่อน้ำลดไม่รู้จะทำอะไร เลยเดินออกจากบ้านไปเรื่อยเปื่อย แต่เหมือนโชคจะเข้าข้าง ชายชราเจ้าของฟาร์มไข่ไก่เห็นเดินผ่านบ่อยๆ จึงเรียกถามไถ่ ไม่รู้จะตอบว่าอะไร ก็อึกอักบอกว่าเดินหางานทำ แกเห็นแล้วสงสารเลยให้เข้าทำงานคัดแยกไข่ไก่ ทำให้ต้องเดินมาที่นี่ทุกวัน เพื่อเงินวันละสองร้อยกับการคัดแยกไข่ 6 ชั่วโมง ซึ่งนับว่าเป็นบุญคุณที่ชาตินี้คงไม่มีวันใช้หมด แต่ก็นั่นแหละ ยังไม่รู้ว่าจะทำได้อีกซักกี่น้ำ ตอนนี้เถ้าแก่ก็ล้มหมอนนอนเสื่อบ่อย เห็นมีรถพยาบาลมารับมาส่งอยู่เรื่อย งานการก็ให้เถ้าแก่น้อยคุมหมดแล้ว ลูกชายของแกดูไม่ค่อยชอบคนงานที่ทำงานงกๆ เงิ่นๆ นัก อยากได้คนทำงานฉับไว บอกว่ามันต้องทำงานแข่งกับเวลา ถ้าเถ้าแก่ตายก็ไม่อยากคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา

เดินไปคิดไป เมื่อคิดแล้วก็กลุ้ม ไม่รู้ไปคิดมันทำไม แต่การเดินไปคิดไปมันช่วยฆ่าเวลาในการเดินกะโผลกกะเผลกได้เป็นอย่างดี ไม่นานก็เดินมาถึงกลางซอย เพิ่งสังเกตว่ามันดูแปลกๆ พอเราเดินผ่านกลุ่มคนก็ได้ยินเสียงซุบซิบ “ไอ้กากมันเป็นโรคจิต มันขโมยกางเกงในเขา บ้า…ไอ้พวกบ้า”

ใครหนอ…ไอ้กาก…นึกไม่ออกจริงๆ ว่าหน้าตามันเป็นอย่างไร แต่ได้ยินเขาว่ามันเป็นโจร ไม่ได้การละ เราต้องรีบกลับบ้าน เดี๋ยวมันเกิดเข้าไปขโมยของในบ้านละก็แย่เลย ยิ่งไม่ค่อยมีอะไรอยู่ด้วย

สองเท้ารีบสาวเท้ากะโผลกกะเผลกเพื่อไปให้ถึงบ้านเร็วๆ โดยไม่เงยหน้าขึ้นมองใครเลย แต่เสียงซุบซิบเรื่องไอ้กากยังคงลอยเข้าหูไปตลอดทาง

ผมนั่งมองผู้คนจากห้องพักของอพาร์ตเมนต์ที่อยู่ติดถนน นั่งมองผู้คนและรถราที่ผ่านไปมาตั้งแต่สายๆ แล้ว คอยจับสังเกตอยู่ที่เป้าหมายหนึ่ง แต่ว่าวันนี้ยังไม่เห็น เมื่อวานก็ไม่เห็น

เอามือลูบผมย้อมสีทองที่อันเดอร์คัตด้านข้าง รู้สึกปวดหนึบๆ บนหัวข้างซ้าย อาจจะเป็นเพราะความเครียด เมื่อคืนก็นอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน เป็นมาสองสามวันแล้วหลังจากบริษัทสั่งให้หยุดงานอยู่กับบ้าน 1 เดือนเต็ม

จากคนทำงานมือเป็นระวิงกลายเป็นคนมือว่าง แถมจิตใจก็ยังฟุ้งซ่าน คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย รวมทั้งคิดเรื่องของที่ซุกไว้ในหีบอยู่ในตู้นั่นด้วย เอามันมาเชยชมเพียงครั้งเดียวแล้วก็เก็บเอาไว้

ในวันนั้นอพาร์ตเมนต์เกิดความวุ่นวาย ผมก็ลงจากห้องไปดูด้วย กางเกงใน 2 ตัวของนักศึกษาที่เอาไปใส่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญซักเสร็จแล้วเกิดหายไป นั่นทำให้คนกรูกันมายังหน้าอพาร์ตเมนต์ พร้อมกับมีอีกสองสามคนบอกว่ากางเกงในของพวกเธอเคยหายไปก่อนหน้านี้แต่ไม่ได้กระโตกกระตากให้ใครรู้ มันทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ามันเป็นการกระทำของไอ้โจรโรคจิต ผมฟังแล้วสะดุ้งเหมือนกัน แต่พวกเธอพุ่งเป้าไปยังคนที่ผมกำลังมองหาอยู่ในวันนี้

เขาหายไปไหนน้า ไม่เห็นมาสองวันแล้ว ผมเห็นเขาครั้งสุดท้ายเมื่อสามวันก่อน สาวๆ ที่มุงซื้อนมเปรี้ยวจะมองเขาเดินผ่านด้วยความหวาดระแวง แล้วยังมีเสียงตะโกนไล่หลังเขาไปด้วย

“ไอ้กาก ไอ้โรคจิต มึงเอากางเกงในของเขาไปทำไม เอามาคืนเสียดีๆ”

ชายคนนั้นทำหน้าเลิ่กลั่กแล้วรีบจ้ำเท้ากะโผลกกะเผลกไปทันที

ตอนนี้ผมรู้สึกเห็นใจเขา เขาตกเป็นเหยื่อขี้ปากของคนทั้งซอยโดยที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เลย

ผมสร้างบาปให้คนที่น่าเวทนาอยู่แล้วให้ทุกข์ยากขึ้นไปอีก มันถึงเวลาที่ผมควรจะมีจิตสำนึกกับเขาเสียที

ผมมองไปยังตู้เสื้อผ้าที่ซุกซ่อนหีบไม้เอาไว้ ในนั้นมีกางเกงในผู้หญิงหลากสีนับสิบตัว ผมใช้มันเพียงครั้งเดียวในการแสดงความรัก ทำแล้วผมสบายใจ มันทำให้ผมหายเครียด ทำแล้วเก็บสะสมไว้ในหีบไม้ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องเลยเถิดจนต้องมีคนเดือดร้อนไปด้วย

หากผมเอาไปคืนเจ้าของ สถานการณ์อาจจะดีขึ้นมั้ยหนอ โดยเฉพาะเขาคนนั้น

“แต่จะเอาไปคืนยังไงดีล่ะ” ผมเอามือลูบเส้นผมสีทองที่ตัดสั้นแล้วครุ่นคิด

แต่แล้วผมก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงไซเรนดังลั่นซอย รถกู้ภัยสามสี่คันวิ่งผ่านหน้าอพาร์ตเมนต์ไปยังท้ายซอย

ผมมองตามไปด้วยความสงสัย

มันเป็นยามบ่ายที่ร้อนระอุ อุณหภูมิพุ่งไปถึง 37 องศา เมื่อแม่ค้ากาแฟควบมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างมาจอดหน้าอพาร์ตเมนต์สีไข่ไก่พร้อมกับบีบแตรปิ๊นๆ มีทั้งลูกค้าและคนที่อยากฟังเรื่องราวจากปากของเธอยืนรออยู่ร่วมสิบคน

“มันตัดสินใจฆ่าตัวตายหนีความผิด” เสียงของเจ๊พลอยลดความกระโชกโฮกฮากลงไปมากเมื่อมีเรื่องของความตายมาเกี่ยวข้อง “เห็นกู้ภัยเขาบอกว่าตายมาสองสามวันแล้ว ตัวเริ่มขึ้นอืด มันเอาเชือกผูกคอกับขื่อห้องน้ำ แต่เขาว่าตามันเหลือกค้าง ไม่ยอมปิด”

มันทำให้ผู้คนที่ล้อมรุมรถพ่วงข้างเงียบเสียงลง บางคนหันไปมองหน้ากัน บางคนหันหน้าไปทางอื่น

“ค้นเจอของกลางมั้ย” หญิงสาวรูปร่างอวบอั๋นที่กางเกงในเพิ่งซื้อมาใหม่ๆ หายไป 2 ตัวทำลายความเงียบ

“เห็นเขาว่าไม่เจอนะ มันคงเผาไปแล้ว หรือไม่ก็เอาไปทิ้งที่อื่น” หญิงลูกติดว่าพร้อมกับยื่นแก้วกาแฟให้นักศึกษาสาว

“เฮ้อ เรื่องราวมันจะได้จบๆ เสียที” แม่ค้ารถพ่วงถอนหายใจขณะที่กำลังเอาช้อนคนชาในกระบอกแก้ว

สาวทอมบอยค่อยๆ ถอยฉากออกจากวง รู้สึกสับสนกับเรื่องราวที่ได้ยิน ขณะเดินขึ้นบันไดไปยังห้องพักที่อยู่ชั้น 2 ก็ครุ่นคิดเรื่องที่ยังคิดไม่ตกไปตลอดทาง

ผมจะจัดการกับของในหีบใบนั้นยังไงดี หรือว่าปล่อยให้มันอยู่อย่างนั้นต่อไป

บทความก่อนหน้านี้วิกฤตินิเวศ สงครามและการยับยั้งสงคราม | วันโลกและวันหายนะโลก
บทความถัดไป75 ปี “ศรีไศล สุชาตวุฒิ” กับหลากหลายมุมของชีวิต