เรื่องสั้น | ตำนานซีซิฟุส1 : ภาคถัดมา

เหมือนอย่างที่เป็นมาชั่วกาลนาน ซีซิฟุสยังคงผลักก้อนหินขึ้นไปตามลาดเขาสูงชัน แขนขาถลอกปอกเปิก ฝ่าเท้าเปลือยถูกทิ่มแทงด้วยแง่งหิน เนื้อตัวกรำกร้านจมฝุ่น เที่ยวแล้วเที่ยวเล่าที่เขากลิ้งหินขึ้นไป ถึงช่ำชองเพียงไรมันก็สร้างรอยแผลบนเรือนร่างให้เขาอยู่เสมอ กระนั้นก็ตาม ซีซิฟุสทุ่มแรงกลิ้งก้อนหินขึ้นไปโดยไม่ระย่อ ความลืมตัวหรือความว่างเปล่าที่ก่อขึ้นมาจากงานที่กำลังทำฉาบเขาแน่นเสมือนเกราะหนา มันคือโล่วิเศษกันความรู้สึกที่น่ากลัวต่างๆ ไว้ เขาก้มโค้งแนบหน้ากับก้อนหินผลักมันไปต่อ นัยน์ตามีความมืดปกคลุม ลิ้นและคอหอยแห้งผาก ไม่มีโอกาสได้ยืดหลังผ่อนคลาย ก้อนหินเขยื้อนไปอย่างเชือนช้า คืบหน้าไปทีละน้อย

ตราบจนห้วงต่อมา เมื่อสายตัวตึงล้าจวนปริ ถึงจุดที่โหยหาการล้มลง ซีซิฟุสก็รีบพลิกตัวหันหลัง เหยียดขา เกร็งร่างยันก้อนหินในท่าผ่อนพักสุดทุลักทุเล ช่วงเวลาแสนสั้นของการได้เปลี่ยนอิริยาบถที่ทำให้เขาพลอยได้ทอดทัศนาสิ่งทั้งหลาย เขามองลิ่วลงไปยังพื้นลาดอันถูกก้อนหินบดกร่อน จนสึกเป็นรอยทางธรรมชาติที่ปรากฏรอยเท้าของเขาดูราวกับซากฟอสซิลดึกดำบรรพ์ จากนั้นเขาเงยหน้ารับดวงตะวันที่คล้อยไปตามแนวโคจร เหยี่ยวสีน้ำตาลตัวเดิมกางปีกถลาวนเป็นวงกลมอยู่สูงลิบ เขายื่นคางและแผ่ตัวรับแสงจ้าสาดลงมา กำซาบความอุ่นสบายทะลุเข้าไปในเนื้อหนังชาด้าน แล้วไม่ช้ากำลังวังชาก็คืนมามากพอให้เขาเสือกตัวขึ้นไปใหม่ กลับสู่อิริยาบถเดิม เท้าจิกพื้น ผลักก้อนหินกระดืบไปต่อทีละคืบก้าว

หลังการตรากตรำแสนสาหัส อีกครา ซีซิฟุสได้นำก้อนหินใหญ่ลุถึงที่หมายบนยอดเขา ห้วงนาทีสั้นๆ ของการปลดปล่อยตัวเอง ก่อนโศกนาฏกรรมถัดไปจะเริ่มต้นใหม่อีกหน เขาสูดหายใจลึกยาวอย่างปลงใจ อีกประเดี๋ยวก้อนหินของเขาจะกลิ้งตกลงสู่โกรกเขาลึกละลิ่ว

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ก้อนหินตรึงแน่นกับพื้น ไม่ขยับเขยื้อน มันไม่กลิ้งกลับลงไปเหมือนดังที่แล้วมา ซีซิฟุสถอยหลังจากก้อนหินด้วยความพิศวง ตื่นใจ และเกรงกลัวไปพร้อมกัน ครู่ต่อมา เขาลองใช้ไหล่ดันให้มันขยับ แต่ไร้ผล เขาพยายามทั้งผลัก ทั้งดัน เท้ายันให้ก้อนหินเขยื้อนจากที่ แต่ก้อนหินยังอยู่ตำแหน่งเดิมไม่เปลี่ยน คล้ายมันเชื่อมแน่นกับพื้นแผ่นดินที่รองรับ

ในที่สุดซีซิฟุสก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น หลังความพยายามครั้งสุดท้าย เมื่อเอามือแตะผิวหินแล้วพลันปลายนิ้วสัมผัสส่งความรู้สึกซาบซ่านไปทั่วแขน กระแสสัญญาณบอกกล่าวแก่ซีซิฟุสอย่างหนักแน่นชัดเจนว่าภาระงานของเขาลุล่วงในจุดหมายแล้ว เขาประสบความสำเร็จหลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ทั้งมวลแล้ว ก้อนหินจะสถิตอยู่ ณ ตรงนี้อย่างถาวรโดยไม่มีวันไถลกลิ้งลงไปอีก

“จบสิ้นกันที” ซีซิฟุสกระโดดโลดเต้นและตะโกนลั่นผาด้วยเสียงที่แสดงว่า วลีนี้ถูกกดเอาไว้มานานนมและอยากจะเปล่งออกมาเหลือประดา

ตอนนี้ซีซิฟุสเป็นอิสระแล้ว กำแพงห้อมล้อมทลายลง โซ่ตรวนขาดสะบั้นทันใด สิ่งที่ตามมาคือเสรีภาพอย่างสุดขั้ว ทางเลือกมากมายเสนอตัวแก่เขา เขามองภาพที่ประเดมาอยู่เบื้องหน้าด้วยความฉงนฉงาย เหมือนกับได้เห็นลำแสงส่องผ่านถ้ำมืดมิดเข้ามาเป็นครั้งแรก เขางงงวย นึกอะไรไม่ออก

แต่ไม่ว่าอย่างไร ก่อนอื่นเขาต้องลงจากยอดเขาเสียก่อน

ทว่าก้าวแรกไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซีซิฟุสต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณที่มุ่งสืบสานภาระงานอันเสมือนโซ่ชีวิตที่ให้ความหมายต่อการดำรงอยู่ของเขา จากนั้นก้าวถัดมาซีซิฟุสต้องฝืนทนจำพรากจากก้อนหินของเขา ซีซิฟุสสอนให้ตัวเองหลงรักมัน หลงรักก้อนหินที่เขารู้จักคุ้นเคยทุกผิวสัมผัส จนมันแทบเป็นหนึ่งเดียวกับเลือดเนื้อและลมหายใจของเขา แต่เสียงเพรียกอันบีบคั้นก็ฉุดให้เขาบ่ายหน้าไต่ลงไปในที่สุด

เดินลงมาตามเส้นทางลาดเก่า ความกระตือรือร้นของซีซิฟุสเริ่มอ่อนยวบลง ไม่ว่าขอบฟ้าเบื้องหน้ารังรองน่าดึงดูดสักเพียงไร ยั่วยวนให้เขาถลำลงไปหาแค่ไหน ดูเหมือนเขาจะรู้สึกต้องการมันน้อยลง เขากลับรู้สึกโดดเดี่ยววังเวง เริ่มไม่แน่ใจ ขณะละจากยอดเขา ซีซิฟุสกวาดมองรอบตัวอย่างสังเกตพิจารณา สายตาอันพิถีพิถันพยายามซึมซับทุกสิ่งทุกอย่างเอาไว้

เขาระลึกถึงเหตุการณ์หลายโกฏิปีก่อน แรกเมื่อทวยเทพได้ประกาศิตเขาให้กลิ้งก้อนหินขึ้นไปยังยอดเขา ช่วงเวลาแสนร้ายกาจเหลือรับ ไม่เพียงต้องเผชิญกับสถานะตกต่ำของตน ยังต้องทุรนกรำงานหนักเที่ยวแล้วเที่ยวเล่าอย่างไม่มีทางหนีพ้น ซีซิฟุสพยายามใช้ปัญญาเพื่อรับมือกับหัวเลี้ยวหัวต่ออันอ่อนไหว มุ่งหาหลักคิดให้ตนเองเพื่อกลบเสียงในใจที่ร้องหาความตายอันหอมหวาน

ซีซิฟุสมองเห็นภาพของตนเองในยามนั้น ความสิ้นหวังที่กัดแทะเนื้อในของจิตใจ ดูเถิด… งานอันไร้ความหมายจากแรงกายที่เขาทุ่มเทลงไป ไม่มีคุณค่าหรือโภคผลใดเลยภายใต้ดวงตะวันนี้ การเพียรพยายามสุดแสนเหนื่อยยากอันเปล่าไร้ หาสาระอะไรไม่ได้ ไม่มีความหวังใดๆ เหลืออีกแล้วนอกจากความวิปโยค

ทว่าในไม่ช้า เวลาก็กลืนกลบทุกอย่าง อดีตที่ผ่านมาแล้วซึ่งดูเหมือนเป็นสิ่งสำคัญนักหนาก็กลับกลายเป็นสิ่งเล็กน้อยเสียเหลือเกิน ซีซิฟุสไม่เพียงลืมชีวิตก่อนหน้าลงทีละน้อย เขายังค้นพบวิธีการรับมือความเหนื่อยยากสิ้นหวัง กู้จิตใจที่ล่มจมให้กระเตื้อง ด้วยการหาความเพลิดเพลินผ่านการเฝ้ามองและคอยสังเกตทิวทัศน์ทั้งหลาย เขาค่อยๆ เติมสีสันให้แก่ความว่างเปล่าของชะตากรรม รายละเอียดที่ผ่านเข้ามาดึงดูดความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ฉุดให้เขาไม่จำนนต่อความเย้ายวนที่จะกระโจนลงไป นี่คือลาดเขาชันระดับกลางที่มีพุ่มไม้ขึ้นเตี้ยๆ คอยจั๊กจี้น่อง ตรงนี้อวลกลิ่นหอมของหมอกสาย โน่นคือลายรูปเกลียวก้นหอยของเปลือกผาเป็นประกายในแสงแดด เขาผูกมิตรกับรัตติกาลและหมู่ดาว คุ้นเคยทุกระดับของความมืด เส้นสายอันอ่อนช้อยของทิวเขา ขอบฟ้าเหยียดยาวสงบงัน แต่สั่นไหวเมื่อจ้องนาน แสงเงาที่ตกกระทบสิ่งต่างๆ บทบาทใหม่ๆ ขององค์ประกอบฉากที่เปลี่ยนโฉมเวียนผ่านเข้ามาเติมบรรยากาศ สายรุ้งไม่เต็มส่วนปรากฏทางทิศใต้ ควันสีขาวลอยมาจากที่ไหนสักแห่ง ค้างอ้อยอิ่งอยู่ใต้ชะเงื้อมผา ฯลฯ

ซีซิฟุสพบความสำราญของการบรรยายภาพเหล่านี้ในความคิดคำนึง การได้เพิ่มพูนรายละเอียดทีละเล็กทีละน้อย ยิ่งทำให้การกลิ้งหินขึ้นสู่ภูเขาแต่ละเที่ยวมีความคล้ายคลึงกันน้อยลงไปทุกที คุณค่าแห่งความมั่งคั่งของประสบการณ์ลอยอยู่เหนือชะตากรรมอันโหดร้ายและไร้ความหมาย มันมอบความสุขชั่วขณะและก้อนหินก็ดูจะเบาหวิวแทบไร้น้ำหนัก ห้วงเวลาที่สะเก็ดของความทุกข์ยากหลุดออกจากนัยน์ตา เขาเฝ้ามองหารายละเอียดที่พลาดไปจากขอบเขตของการมองครั้งก่อนหน้า แต่ละเที่ยวซีซิฟุสจึงมุ่งเก็บเกี่ยวให้ได้อย่างถี่ถ้วนที่สุด จากชายขอบไปถึงแก่นกลาง พยายามยึดกุมแต่ละเส้นด้ายที่ถักทอเป็นผืนผ้าของภาพปรากฏ เขามองทุกสรรพสิ่งราวกับกำลังตามหาความสมบูรณ์ของมัน ทว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไล่ตามทัน รายละเอียดใหม่ๆ เผยอออกมาล้นหลามเสมอ เขาประจักษ์ความเป็นอนันต์ในสิ่งเศษเสี้ยวเล็กๆ เยี่ยงเดียวกับประจักษ์ความเป็นนิรันดร์กาลของชั่วพริบตาหนึ่ง

หลายศตวรรษผ่านพ้น ซีซิฟุสเลิกหวังจะได้รับการปลดปล่อย เขาเริ่มลืมตัวเอง ความทรงจำช่วงแรกจางลง เหลือเพียงสภาพคลุมเครือของห้วงคิด มันค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพทั้งหลายที่อุบัติซ้ำไม่รู้จบ ประทับรอยลงบนพิมพ์เดิมของมัน เหมือนเงาร่างของเงาของเงาและของเงาซ้อนทับกันไปมา รายละเอียดต่างๆ สอดประสานกลมเกลียวเป็นเนื้อเดียวกับจิตใจ ซึ่งแผ่ขยายล้ำหน้าขึ้นทุกทีจนเขาสามารถหยั่งเห็นทุกสิ่ง ทุกลำดับเหตุการณ์ ทุกความต่อเนื่องของพื้นที่และเวลา เขาไม่จำเป็นต้องแสวงหาภาพรวมหรือบทสรุปรวบยอดใดๆ อีกแล้ว ซีซิฟุสเพียงเฝ้ามอง สังเกต กำซาบ และเบิกบานไปกับกิจกรรมเหล่านั้น คอยจำแนกแยกแยะ จับจังหวะ และลำดับมัน เขาเฝ้าดูการผันแปร เสื่อมสลาย การก่อกำเนิดวนซ้ำ ความซับซ้อนถูกทำให้ง่ายดายและไหลลงสู่ภาวะสุกงอมของความเข้าใจ แล้วเขาก็ยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างโดยดุษณี ยอมรับความไร้เหตุผลของชะตากรรม

ซีซิฟุสตระหนักในความไร้อำนาจของตน และสภาพไร้อำนาจนี้เองกลายเป็นพลังอย่างใหม่ที่ทำให้เขาแกร่งขึ้นตามเวลา เปี่ยมด้วยศรัทธาที่จะมีชีวิตต่อไป

แล้วเวลานี้ซีซิฟุสก็แบกความอาลัยอาวรณ์ลงมาตามทางลาด ย่ำมาถึงบริเวณตีนเขา ยืนคว้างอยู่ ณ ตำแหน่งซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน ย่อมมีก้อนหินกลิ้งลงมารอเขาอยู่เสมอ แต่ไม่อีกแล้ว หัวใจของเขาหดหู่อยู่ภายใน โลกกลายเป็นสิ่งเย็นเยียบขึ้นมาฉับพลัน

ซีซิฟุสเพ่งแหงนหน้าพินิจภูเขาเงื้อมตระหง่าน รู้สึกถึงความรวดร้าวและไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ของประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นมรดกทางจิตใจเขาอย่างถาวร เขาส่ายตาเมียงมอง โขดหินแกรนิตลักษณะก้อนใหญ่โผล่ให้เห็นอยู่ทั่วไป ความคิดอันเลือนรางบัดนี้ชัดแจ่มแจ้ง เขาตรงไปยังก้อนหินที่หมายตาโดยไม่ลังเล

แล้ววงจรเดิมก็เริ่มต้นใหม่ ซีซิฟุสเหยียดแขน ออกแรงผลักก้อนหินกลิ้งสู่ยอดเขา หน้าเกรียมกร้านสว่างขึ้นจากประกายของการสำนึกรู้ จมลงสู่ความไม่มีความหมายของการงานด้วยเจตจำนงที่เป็นของเขาเอง

(1)คนบาปในตำนานกรีกโบราณ ผู้ถูกลงทัณฑ์จากเทพเจ้าให้กลิ้งก้อนหินไปสู่ยอดเขาสูง แล้วก้อนหินก็จะกลิ้งตกลงมาด้วยน้ำหนักของมันเองเมื่อไต่ขึ้นถึงยอด ทำให้ต้องกลับลงไปเริ่มต้นผลักก้อนหินขึ้นสู่ยอดเขาใหม่อีกครั้ง เป็นเช่นนี้ไม่รู้จบ

บทความก่อนหน้านี้ธุรกิจพอดีคำ | ทำไม DHL ถึงกลับมากำไรที่พันกว่าล้านเหรียญได้ ?
บทความถัดไปทราย เจริญปุระ | ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะเป็นปกติทุกประการ