เรื่องสั้น | พายุแห่งโชคชะตา (จบ)

ขณะที่ปู่ฮัมมากำลังนั่งหลับตาตากแดดตอนสายของฤดูใบไม้ผลิอย่างสบายใจอยู่หน้าเต็นท์ที่พัก ชายหนุ่มร่างผอมสูงหนวดเครารุงรังก้าวเข้ามาทัก “สวัสดีครับพ่อ ผมกลับมาแล้ว”

ฮัมมาสะดุ้ง ลืมตามองชายหนุ่มเบื้องหน้าอย่างไม่แทบเชื่อสายตาตนเอง ก่อนที่จะลุกขึ้นสวมกอดชายหนุ่ม

“ลูกกลับมาแล้ว” น้ำตาคลอเบ้าและเสียงสั่นเครือ “เข้ามานั่งพักก่อนสิ พ่อยังพอมีชาเหลืออยู่นิดหน่อย นี่กินอะไรมาหรือยัง”

“ผมกินมาแล้วครับ ไม่ต้องเป็นห่วง ผมเที่ยวตามหาพ่อเสียทั่ว พ่อกับคัมซีนสบายดีนะครับ”

“ดีอยู่ ดีอยู่ เอาละ เล่าให้ฟังหน่อยว่าลูกไปอยู่ไหนมา”

พ่อลูกนั่งคุยกันอยู่หน้าเต็นท์ ฮัมมาคนหนุ่มไม่ได้เล่ารายละเอียดการเดินทางของเขาให้ฟังมากนัก บอกแต่เพียงว่าได้ข้ามไปอยู่ตุรกีระยะหนึ่ง แล้วก็ถูกขับไล่ไสส่งกลับมาซีเรีย เขาถูกกองกำลังไอเอสจับตัวไปกักขังอยู่หลายปี แต่เขาก็หนีออกมาได้และพยายามตามหาบิดากับลูก ฮัมมาหนุ่มดูกระวนกระวายและถามถึงคัมซีน เมื่อปู่บอกว่าหลานไปโรงเรียนจะกลับมาตอนบ่ายๆ เขาก็นิ่งไป

“ผมจะกลับมาอีกทีพรุ่งนี้นะครับ ผมต้องออกไปหาเพื่อนก่อน” ฮัมมาหนุ่มพูดพลางลุกขึ้นยืน

“ลูกกลับมานอนที่เต็นท์กับเราก็ได้ เดี๋ยวพ่อจัดการเรื่องที่นอนให้ เราจะได้คุยกันต่อ แล้วลูกจะได้เจอกับคัมซีน เจ้าหนูต้องดีใจมากแน่ๆ”

“ผมต้องไปทำธุระบางอย่างก่อนครับ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ พ่อเอาเงินนี่ไว้ใช้นะครับ” เขาพูดพลางยื่นเงินที่ม้วนเป็นก้อนให้

“ลูกเก็บไว้ใช้เถอะ พ่อยังพอมี แล้วที่ศูนย์อพยพนี่ก็มีอาหารแจกวันละสองมื้อเลยนะ”

“พ่อเอาไว้ใช้ได้ครับ ผมมีเก็บไว้แล้ว พรุ่งนี้ผมจะมาแต่เช้าก่อนคัมซีนจะไปโรงเรียน” ฮัมมาหนุ่มยืนยัน และยัดเยียดเงินให้กับพ่อก่อนที่รีบก้าวเท้าจากไป

ปู่ฮัมมาไม่มีโอกาสจะเอ่ยปากอีก ได้แต่รีบลุกขึ้นเพื่อก้าวตามจะไปส่ง แต่ก็ตามไม่ทันลูกชายที่ก้าวยาวๆ ออกจากศูนย์อพยพไปอย่างรวดเร็ว สวนทางกับเพื่อนของแกที่เดินเข้ามาทักทาย

“อ้าว ฮัมมาจะไปไหนล่ะ ฉันมีขนมมาฝากให้แกกับหลานด้วย”

“เอ้อ ขอบใจมาก อิบบา ลูกชายฉันเพิ่งกลับมา เขาเพิ่งเดินออกไปพอดี”

“อ้อ พ่อหนุ่มคนนั้นเหรอ ดีใจด้วยจริงๆ ดูเหมือนเขาจะรีบร้อนอยู่ เสียดายเลยไม่ได้คุยกัน เอาละ เรามานั่งกินขนมกับชากันดีกว่า ฉลองข่าวดี”

ฮัมมารู้สึกดีใจที่มีเพื่อนมาร่วมคุยด้วยในวันที่แจ่มใสและปลอดโปร่งใจด้วยเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งคู่นั่งคุยเรื่องของอนาคตว่าต่อไปฮัมมาคงจะขยับขยายหาที่อยู่นอกศูนย์อพยพ เพื่อจะได้อยู่เป็นครอบครัว แล้วก็คุยกันต่อเรื่องอื่นๆ อิบราฮิมหรืออิบบาคุยให้ฟังว่า ตอนนี้ทางการกำลังเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น เพราะมีข่าวลือว่าพวกกลุ่มต่อต้านกำลังพยายามตอบโต้การโจมตีทางอากาศของทหารรัสเซีย โดยอาจใช้วิธีวางระเบิดรถยนต์ในสถานที่ต่างๆ หรือแม้กระทั่งใช้วิธีระเบิดฆ่าตัวตาย ดังนั้น ในระยะนี้พวกรัสเซียจึงไม่ค่อยออกมาจากฐานทัพอากาศ มาเที่ยวที่ชายหาดหรือเดินเล่นซื้อของในเมืองอีก เพื่อไม่ให้ตกเป็นเป้าสังหาร พวกชาวเมืองเองก็เริ่มระมัดระวังคนแปลกหน้าที่อาจเป็นพวกกองกำลังต่อต้านเข้ามาก่อการร้าย โดยเฉพาะในหมู่ชาวคริสต์ที่มีถิ่นอาศัยเป็นชุมชนย่อยๆ

เมื่ออิบราฮิมลาเพื่อนกลับออกไปจากศูนย์แล้ว คัมซีนก็กลับจากโรงเรียนและตื่นเต้นดีใจกับข่าวดีว่าจะได้พบพ่อ ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย นอกจากในรูปถ่ายเล็กๆ ที่ปู่เอาให้ดู เป็นรูปที่พ่อกับแม่ถ่ายด้วยกันในวันแต่งงาน ปู่กับหลานเลยได้แต่คุยกันว่าวันรุ่งขึ้นจะเตรียมต้อนรับพ่ออย่างไร และคัมซีนอยากขอหยุดเรียนเพื่อรอพบพ่อ

แต่ปู่บอกว่าไม่ได้หรอก เอาไว้พบกันก่อนแล้วอาจให้พ่อเดินไปส่งที่โรงเรียนด้วยกัน

ภาพการพบปะกับพ่อยังวนเวียนอยู่ในหัวของฮัมมาหนุ่ม เรื่องที่เขาไม่ได้เล่าให้พ่อฟังยังมีอีกมากมาย มันเป็นเรื่องที่ขมขื่นและทำให้ลิ้นขมปร่าเกินกว่าจะเล่าออกไป เขายังจำการสูญเสียภรรยาจากการคลอดบุตร โดยเขาไม่สามารถช่วยเหลือเธอได้แม้ว่าเขาจะเป็นหมอก็ตาม เพราะลมพายุทรายที่เกิดขึ้นในปีนั้นพัดกระหน่ำรุนแรงกว่าที่เคยผ่านมา และเขาต้องติดอยู่ที่โรงพยาบาล ในขณะที่ภรรยาอยู่ที่บ้านและเจ็บท้องกะทันหัน

หลังจากเธอเสียชีวิต เขาก็ไม่สามารถอยู่ในเมืองที่เป็นบ้านเกิดหรือฝืนมองลูกชายที่เพิ่งเกิดได้ เขาบอกพ่อว่าจะไปตุรกี หางานทำ แล้วจะส่งเงินกลับมาให้ แต่การอพยพไปเป็นหมอในตุรกีไม่ใช่เรื่องง่าย เขาดิ้นรนเพื่อหางานทำอยู่ระยะหนึ่ง ก็ถูกตำรวจตุรกีจับได้ว่าไม่มีวีซ่าเข้าเมือง และถูกส่งกลับเข้าซีเรีย เขาหาหนทางกลับไปบ้านเกิด แต่โชคชะตาก็บีบคั้นเขามากขึ้น เมื่อพบว่าพ่อกับลูกของเขาอพยพไปที่อื่นแล้ว ในจังหวะเดียวกับที่กองกำลังไอเอสบุกเข้ามาในหมู่บ้านเพื่อสังหารและจับชาวคริสต์ซึ่งรวมทั้งเขา ไปกักขังทรมานหรือเรียกค่าไถ่

พวกชาวคริสต์ออโธดอกซ์ในซีเรียที่มีจำนวนไม่มากนักได้กลายเป็นเป้าถูกข่มเหงสังหารจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มไอเอสที่ยึดครองเมืองใหญ่ทางตอนเหนือของอิรัก ได้รุกเข้ามาในซีเรียเพื่อโจมตีหมู่บ้านและเมืองต่างๆ ที่ชาวคริสต์อาศัยอยู่ ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2015 มีการสังหารหมู่และจับชาวคริสต์อัสซีเรียอีกราวสองร้อยคนไปเป็นตัวประกัน พวกไอเอสเรียกร้องค่าไถ่ตัวชาวคริสต์เป็นเงิน 22 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคนละประมาณหนึ่งแสนเหรียญ แปดเดือนต่อมาก็มีการเผยแพร่วิดีโอการสังหารโหดชาวคริสต์อัสซีเรียสามคน เพื่อเป็นการข่มขวัญและเร่งรัดเงินค่าไถ่

ถึงแม้เขาจะเป็นหมอที่กองกำลังต้องการเก็บไว้ใช้ แต่เขาก็ต้องทำตามข้อบังคับที่กองกำลังให้เหล่าตัวประกันชาวคริสต์เปลี่ยนศาสนา มิฉะนั้นจะถูกสังหาร ซึ่งเขาจำเป็นต้องทำตามเพื่อเป็นการช่วยรักษาชีวิตของตัวเองและโอกาสที่จะช่วยเหลือคนอื่นๆ ในหมู่บ้านด้วย เขาถูกจับให้แต่งงานกับสาวมุสลิม และต้องติดตามกองกำลังไปในสนามรบที่เคลื่อนที่ไปตามแต่ผู้นำกองกำลังจะบัญชา เหมือนเมล็ดทรายที่ถูกลมพัดพาไป เขาไม่แน่ใจว่าอยู่ในกองกำลังนานแค่ไหน แต่ดูเหมือนเขาเริ่มปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ และครอบครัวใหม่ ลูกสาวกับลูกชายเกิดตามกันมา เขาคิดว่าก็แค่ทำตามคำสั่งและทำงานในหน้าที่รับผิดชอบของหมอในสนามรบ เพื่อป้องกันไม่ให้ความโหดร้ายที่มนุษย์กระทำต่อกันส่งผลต่อจิตใจและความมีสติของเขา

แต่ความโหดเหี้ยมกลับเป็นแรงจูงใจประหลาดล้ำที่สะท้อนด้านมืดของมนุษย์ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ กลุ่มไอเอสสามารถเผยแพร่ความเหี้ยมโหดสุดโต่งออกไปได้อย่างไร้ข้อจำกัด และกลายเป็นแรงดึงดูดเหล่าหนุ่มสาวจากทุกมุมโลกที่แสวงหาความตื่นเต้นเร้าใจเข้ามาสู่การเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรทำลายล้างที่เหี้ยมโหด พวกเขาหวังจะได้พบสวรรค์แห่งเอกภาพภายใต้ศาสนาความเชื่อ

หมอฮัมมาได้พบเจอคนหนุ่มสาวจากประเทศต่างๆ ที่สมัครใจเข้ามาเป็นนักรบรับจ้างของไอเอส ทั้งจากอาหรับ ยุโรป สหรัฐ เอเชียและแอฟริกา ที่มุ่งหวังจะได้ลิ้มเลือดของใครก็ตามที่ขวางทาง แม้แต่สาวๆ ยังถูกเร้าใจและยินดีสมัครมาแต่งงานเป็นคู่ครองกับเหล่านักรบที่ถูกวาดภาพว่าเป็นผู้กล้า ผู้ไม่เกรงกลัวแม้ภารกิจพลีชีพ แต่พอพวกที่เคยตัดคอเชลยสงครามเหล่านี้ต้องพึ่งพาอาศัยมือหมอในยามที่ต้องอาวุธสงครามเข้ากับตัวเอง เหล่าเพชฌฆาตที่เคยตั้งท่าถ่ายรูปหัวเราะครื้นเครงกับความเจ็บปวดและเสียงร้องคร่ำครวญของเหล่าเชลยที่ถูกทรมานและสังหารอย่างเหี้ยมโหด ต่างก็ร้องโหยหวนโอดโอยเหมือนๆ กันไปหมด

โดยไม่รู้ตัว จิตใจของหมอฮัมมาเองก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป แม้ในบางครั้งเขาพยายามดิ้นรนที่จะให้เหตุผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่าอาจเป็นเพียงสภาวะของ สตอกโฮล์มซินโดรม* หรืออาจเป็นการดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดเพราะความรักตัวกลัวตาย แต่บางครั้งเขาก็คิดว่าอาจเป็นโชคชะตาที่เขาเป็นส่วนเล็กๆ ที่ถูกลิขิตขีดเส้นให้เดินโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

กองกำลังไอเอสถูกโจมตีหนักหน่วงขึ้น เมื่อกองกำลังฝ่ายกบฏที่ฝ่ายตะวันตกสนับสนุนให้ความร่วมมือกับรัฐบาลซีเรียในการรุมถล่มที่มั่นของไอเอส จนต้องถอยร่นจากซีเรียกลับเข้าไปในอิรัก และแตกเป็นกองกำลังย่อยๆ เพื่อแยกกันทำสงครามในรูปแบบก่อการร้ายมากกว่าที่จะเป็นการรบตามแบบแผนที่ยึดพื้นที่เป็นที่มั่น หมอโมฮัมหมัดคือชื่อใหม่ของฮัมมาหนุ่มต้องถูกกะเกณฑ์ให้เข้าร่วมการสู้รบด้วย เขาไม่ได้แสดงการขัดขืน เพราะตระหนักดีว่า หากไม่ทำตามคำสั่ง ครอบครัวของเขาต้องรับผลไปด้วยแน่นอน คำสั่งที่เขาได้รับให้ปฏิบัติการคือ หาทางวางระเบิดในเมืองลาตาเกีย สร้างความเสียหายให้กับกองทัพรัฐบาลและรัสเซียให้มากที่สุด

และข่าวที่เขาได้รับล่าสุดจากกลุ่มไอเอสคือพ่อและลูกของเขาอยู่ในศูนย์อพยพที่ลาตาเกีย และมีคำสั่งด้วยว่าเขาควรต้องหาทางใช้คนแก่กับเด็กให้เป็นประโยชน์ในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย

ปู่ฮัมมาและคัมซีนเฝ้ายืนรออยู่หน้าเต็นท์ตั้งแต่เช้าจนสายก็ยังไม่มีวี่แววว่าคนที่พวกเขารอคอยจะปรากฏตัว “สงสัยพ่อหลานคงติดธุระ ปู่จะพาหลานไปส่งโรงเรียนก่อนดีกว่านะ ไม่อยากให้ขาดเรียนมากนัก แล้วปู่จะเลยไปทำธุระในเมืองสักหน่อย”

“เรารออีกหน่อยไม่ได้หรือฮะ เดี๋ยวพ่ออาจจะมา แล้วจะไม่เจอพวกเรานะครับ”

“ไม่เป็นไร ปู่จะฝากให้เพื่อนข้างบ้านช่วยดูให้ ถ้าพ่อของหลานมาตอนเราออกไปข้างนอก เขาจะได้ช่วยบอกให้พ่อหลานนั่งรอในเต็นท์ไปก่อน ปู่ทำธุระเสร็จจะรีบกลับมา ว่าจะไปหาซื้อของกินมาฉลองเย็นนี้ด้วย”

“หมอโมฮัมหมัด” ผู้การที่ดูแลปฏิบัติการย้ำขึ้นในที่ประชุมลับ “เราต้องรีบลงมือปฏิบัติการในวันนี้ ก่อนที่พวกทหารอัสซาดหรือรัสเซียจะระวังตัวมากกว่านี้ หมอคงรู้หน้าที่แล้วนะ เราจะเอาระเบิดใส่ไว้ในรถยนต์ที่จอดอยู่หน้าโรงพยาบาล กับโรงเรียน แล้วกดระเบิดด้วยรีโมต หมอมีหน้าที่กดระเบิด พอระเบิดสร้างความวุ่นวายแล้ว เราจะขับรถที่บรรทุกระเบิดคันที่สามพุ่งเข้าไปในฐานทัพอากาศที่รัสเซียตั้งอยู่ แล้วทำลายเป้าหมายให้มากที่สุด”

ฮัมมาหนุ่มพยักหน้า

ตอนที่ปู่ฮัมมาส่งหลานเข้าโรงเรียน เขาก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของสายลมเย็นที่เคยพัดจากทะเลเข้ามาในเมือง กลายเป็นกระแสลมที่พัดจากผืนแผ่นดินออกสู่ทะเล มันอุ่นขึ้นผิดปกติ และปู่รู้จักดีว่าเป็นสัญญาณเตือนของลมพายุทราย ปู่ฮัมมาไม่ได้สังเกตเห็นรถยนต์เก่าจอดอยู่ในซอยข้างโรงเรียน แต่ฮัมมาหนุ่มเห็นพ่อของเขาที่เพิ่งส่งหลานเข้าโรงเรียน มือที่กำลังจะกดรีโมตชะงัก

และก่อนที่เขาจะทำตามคำสั่งที่ได้รับ ฝุ่นทะเลทรายที่พัดมาจากดินแดนห่างไกลในแอฟริกาก็ได้โหมกระหน่ำเข้าสู่ลาตาเกีย และบดบังทุกสิ่ง

*สตอกโฮล์มซินโดรม Stockholm Syndrome คืออาการที่เกิดขึ้นกับตัวประกันที่ถูกคนร้ายจับตัวไปในระยะเวลาหนึ่ง จนทำให้พวกเขาเกิดความรู้สึกผูกพันในช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกัน เกิดความเห็นอกเห็นใจ มองคนร้ายในแง่ดีขึ้น หรือบางครั้งเกิดเป็นความรักใคร่ ในบางกรณีตัวประกันก็สามารถกลายเป็นพวกเดียวกับคนร้าย นิยามคำว่าสตอกโฮล์มซินโดรม เกิดจากกรณีคดีปล้นธนาคารที่เมืองสตอกโฮล์มในปี ค.ศ.1973 ที่คนร้ายจับตัวประกันเพื่อปล้นธนาคารแห่งหนึ่งเป็นเวลาเกือบ 5 วัน แต่ภายหลังจากที่ตำรวจบุกจับกุมคนร้ายได้ ปรากฏว่าตัวประกันทั้งหมดกลับปกป้องคนร้ายอย่างจริงจัง กระทั่งให้การเข้าข้างคนร้ายในช่วงขึ้นศาล

บทความก่อนหน้านี้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | กาดเขิน-ยอง-ทุ่งเสี้ยว
บทความถัดไปจดหมาย/ฉบับประจำวันที่ 21-27 กุมภาพันธ์ 2563