เรื่องสั้น | พายุแห่งโชคชะตา (1)

“อาโรน” โมเสสเรียกน้องชายที่กำลังยืนอยู่ที่ระเบียงชั้นสองของเรือนพัก จ้องมองแม่น้ำไนล์ในยามเช้าที่เคยคึกคักด้วยเรือขนาดต่างๆ แต่บัดนี้กลับเงียบเหงาปราศจากผู้คนและพาหนะใดๆ อาโรนรีบหันกลับมาและเดินมาที่พี่ชาย

“อาโรน พระผู้เป็นเจ้าทรงประกาศศักดานุภาพให้พวกเราชาวอิสราเอลและอียิปต์ได้ประจักษ์แล้ว ด้วยการส่งภัยพิบัติมาทำลายล้างอียิปต์ถึงแปดประการ แต่ฟาโรห์ยังคงแข็งขืนพระประสงค์ ไม่ยินยอมปล่อยชาวอิสราเอลดูเอาเถิด คราวที่แล้วเราได้กราบทูลอ้อนวอนพระยาห์เวห์ให้อียิปต์ที่กำลังพินาศด้วยฝูงตั๊กแตน ซึ่งพระองค์ก็ได้ทรงพระกรุณาเปลี่ยนกระแสลมให้เป็นพายุรุนแรงจากทิศตะวันตก หอบเอาฝูงตั๊กแตนไปตกในทะเลแดงจนไม่เหลือสักตัวเดียว แต่ฟาโรห์ก็ยังมีพระทัยกระด้าง เราทั้งสองต้องไปเข้าเฝ้าและกำราบความโอหังของฟาโรห์อีกครั้ง และหวังว่าคงเป็นครั้งสุดท้าย”

อาโรนก้มศีรษะรับคำ

ในขณะที่ทั้งสองเดินไปยังมหาราชวัง กระแสลมที่พัดเข้ามาปะทะร่างของโมเสสและอาโรน เริ่มอุ่นขึ้นอย่างประหลาด และเมื่อถึงลานหน้าพระราชวัง โมเสสก็เห็นสิ่งที่ลมกำลังพัดพามายังมหานคร มันคือพายุใหญ่ที่หอบทรายสีแดงพร้อมความร้อนมาด้วย โมเสสรับทราบพระประสงค์ของพระยาห์เวห์ เขารีบชูมือทั้งสองขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมร้องประกาศว่า “ความมืดมิดท่วมผืนแผ่นดินอียิปต์ เป็นความมืดมิดที่สัมผัสได้” และด้วยคำประกาศนั้น ความมืดทึบก็เกิดขึ้นทั่วแผ่นดินอียิปต์เป็นเวลาสามวัน พวกเขามองกันไม่เห็น ไม่มีใครลุกไปจากที่อยู่ของตนสามวัน แต่มีแสงสว่างอยู่ในที่อาศัยของชนชาติอิสราเอลทั้งหมด

ฟาโรห์ทรงมีบัญชาให้โมเสสเข้าเฝ้า และตรัสยินยอมที่จะให้ชนอิสราเอลออกจากอียิปต์ไป แต่มีข้อแม้ว่าไม่อนุญาตให้นำฝูงสัตว์ไปด้วย แต่โมเสสยืนกรานที่จะต้องนำฝูงสัตว์ไปโดยขาดไม่ได้สักตัวเดียว เพื่อนำไปสังเวยถวายต่อพระยาห์เวห์ องค์ฟาโรห์จึงทรงพิโรธ และกล่าวว่า “อย่าให้เราเห็นหน้าอีกเลย มิฉะนั้น ถ้าเจ้าเห็นหน้าเราวันใด เจ้าจะต้องตายวันนั้น”

โมเสสจึงกราบทูลว่า “ฝ่าพระบาทตรัสถูกแล้ว ข้าพระองค์จะไม่มาให้ฝ่าพระบาททรงเห็นหน้าอีกเลย”

“วันนี้ปู่อ่านให้ฟังแค่นี้ก่อนนะ คัมซีน ได้เวลานอนแล้ว”

“ปู่ครับ” คัมซีนอิดออดเล็กน้อย และพยายามยืดเวลานอนออกไปอีก แม้ว่าจะนอนเหยียดอยู่บนเตียงพับเล็กๆ ฟังเรื่องจากพระคัมภีร์ที่ปู่อ่านให้ฟัง “ผมอยากฟังเรื่องโมเสสอีกหน่อย พระยาห์เวห์ส่งลมพายุทรายถล่มอียิปต์ เลยทำให้อียิปต์มืดมิดกลายเป็นกลางคืนไปสามวันเลยใช่ไหมฮะ”

“ใช่แล้ว หลานรัก พระเจ้าทรงบัญชาให้เกิดลมพายุทรายขนาดใหญ่เข้าบดบังดวงตะวันและทำให้อียิปต์มองไม่เห็นอะไรเลยถึงสามวัน ลมพายุทรายที่ตอนนี้เราเรียกว่าคัมซีน คือชื่อของหลานนั่นแหละ”

“แล้วทำไมผมถึงได้ชื่อคัมซีนล่ะครับ ปู่เล่าให้ฟังหน่อยนะครับ ผมถูกล้อเสมอว่า ไอ้คัมซีน ครึ่งร้อย”

เสียงของคัมซีนละห้อยจนทำให้ปู่เอามือลูบหัวเขาเพื่อปลอบใจ “เอาละ ปู่จะเล่าให้ฟังนะ คัมซีนในภาษาอารบิก คือเลขห้าสิบ แต่ในอีกความหมายหนึ่ง หมายถึงลมร้อนที่พัดเอาฝุ่นทรายจากทะเลทรายเข้าครอบคลุมเกือบทุกประเทศในแอฟริกาเหนือ ทั้งในอียิปต์ คาบสมุทรอาระเบีย ไปจนถึงประเทศริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เราเรียกลมนี้ว่าคัมซีน หรือห้าสิบ ก็เพราะว่าลมพายุทรายนี้มักจะเกิดขึ้นราว 50 วันในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่หลานถูกตั้งชื่อว่าคัมซีน ก็เพราะหลานเกิดในช่วงที่ลมคัมซีนกำลังพัดอยู่พอดีน่ะสิ”

“แต่ผมไม่อยากได้ชื่อนี้เลยนี่ฮะ”

“เพราะหลานถูกเพื่อนล้ออย่างนั้นเหรอ งั้นปู่จะเล่าให้ฟังอีกนิดหน่อย แล้วหลานจะรู้สึกภูมิใจที่ได้ชื่อนี้นะ อย่างที่ปู่เล่าเรื่องโมเสสให้ฟังแล้ว คัมซีนหรือลมพายุทราย คือพระเดชานุภาพของพระยาห์เวห์ที่ทำให้อียิปต์ตกอยู่ในความมืดมิดถึงสามวัน และฟาโรห์ต้องยอมอ่อนข้อที่จะให้โมเสสนำชาวอิสราเอลออกไปจากอียิปต์แม้จะมีเงื่อนไขก็ตาม จนทำให้พระยาห์เวห์ต้องส่งภัยพิบัติร้ายแรงมาสู่อียิปต์อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย แต่นั่นปู่จะเก็บไว้เล่าวันพรุ่งนี้นะ

เรามาคุยต่อเรื่องลมพายุทรายคัมซีนที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ดีกว่า หลานรู้มั้ยว่าคัมซีนยังเคยกำราบกองทัพของจักรพรรดินโปเลียนจนหมดเรี่ยวหมดแรงในช่วงที่ฝรั่งเศสทำสงครามรุกรานอียิปต์ในปี ค.ศ.1798 เพราะพวกฝรั่งเศสไม่เคยรู้จักฤทธิ์เดชของพายุทะเลทรายมาก่อน เลยไม่ทันหาที่หลบซ่อน และต้องหายใจไม่ออกจนถึงหมดสติไปเลยในพายุฝุ่นทราย แล้วพอถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพเยอรมนีและสัมพันธมิตรที่ต่อสู้กันในแอฟริกาเหนือก็ต้องหยุดสู้รบกัน เพราะถูกพายุฝุ่นคัมซีนพัดกระหน่ำจนพวกทหารทั้งสองฝ่ายแทบตาบอดและทำเอาพวกอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดใช้การไม่ได้ไปเลย ทีนี้หลานน่าจะภูมิใจกับชื่อนี้นะ ถ้ามีใครมาล้ออีก ก็ไม่ต้องสนใจ เพราะชื่อของหลานมีพลังเหลือหลายทีเดียว พวกที่ล้อหลานน่ะไม่รู้อะไรเลย ใช่ไหมล่ะ”

คัมซีนพยักหน้า และยิ้มออกมาได้

“เอาละ ทีนี้หลานก็นอนได้แล้ว และหลับฝันดีนะ” ปู่ฮัมมาเอาผ้าห่มคลุมให้แล้วเดินออกจากเต็นท์ที่พักชั่วคราว

เขาถอนหายใจเมื่อนึกถึงเรื่องที่ไม่ได้เล่าต่อให้หลานฟัง วันที่พายุคัมซีนพัดกระหน่ำแรงเข้าสู่หมู่บ้าน เทล ทาเมอร์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียเมื่อห้าปีก่อน ทำให้การเดินทางไปโรงพยาบาลในเมืองเป็นไปไม่ได้ และลูกสะใภ้ของแกต้องเสียชีวิตลงหลังจากคลอดลูกเพียงไม่กี่วัน ส่วนลูกชายแกที่เป็นสามีก็เสียใจมากจนตัดสินใจเดินทางไปเสี่ยงโชคในตุรกี แม้จะรู้ว่าการเป็นชนเชื้อสายอัสซีเรียที่นับถือคริสต์นิกายออโธดอกซ์จะไม่ได้รับการต้อนรับมากนักในตุรกี แต่ก็ยังดีกว่าอยู่ในซีเรียที่สงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายต่างๆ เริ่มบานปลาย และลูกชายสัญญาว่าจะส่งเงินกลับมาบ้านเมื่อหางานทำได้ แต่แล้วเขาก็หายเงียบไปไม่ส่งข่าวมาอีก

ปู่ฮัมมาไม่แน่ใจว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้าย ที่สองสามปีก่อนหน้าเหตุรุนแรงในหมู่บ้านที่แกอยู่ เพื่อนของแกได้ส่งข่าวให้แกรีบอพยพจากหมู่บ้านไปอยู่ที่เมืองใหญ่ที่จะปลอดภัยมากกว่า แกเลยพาหลานคนเดียวที่ตอนนั้นอายุแค่สองขวบกว่าไปอยู่ที่อาเลปโป นครเก่าแก่และใหญ่อันดับสองรองจากกรุงดามัสกัส เมืองหลวงของซีเรีย แต่ความหวังที่จะอยู่อย่างปลอดภัยของปู่และหลานก็เริ่มหายวับไป เพราะสงครามกลางเมืองของซีเรียปะทุอย่างรุนแรงหนักขึ้นในนครอาเลปโป

ปู่ฮัมมายังจำได้ในช่วงปี ค.ศ.2012 ในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่ลมคัมซีนเริ่มพัดพาฝุ่นทะเลทรายมาปกคลุมซีเรีย กองกำลังของรัฐบาลประธานาธิบดีอัสซาดกับกองกำลังฝ่ายกบฏก็เริ่มต่อสู้กันภายในตัวเมือง วันนั้นแกกับหลานอยู่ในบ้านตอนที่พวกทหารซึ่งแกก็แยกไม่ออกว่าเป็นฝ่ายไหนกันแน่ เข้ามาในบ้านแล้วบอกว่าได้วางระเบิดไว้ในบ้านร้างฝั่งตรงกันข้าม และกำลังจะจุดชนวนระเบิดเพื่อมิให้ฝ่ายที่เป็นศัตรูใช้เป็นที่กำบังต่อสู้ พวกนั้นสั่งให้แกเปิดหน้าต่างกระจกทั้งหมดไว้ เพื่อไม่ให้แรงระเบิดทำกระจกแตก จากนั้นพวกทหารสั่งให้แกกับหลานเข้าไปหลบหลังโต๊ะใหญ่ที่ใช้กำบังแรงระเบิดพร้อมกับให้อ้าปากกว้างๆ ไว้ เพื่อมิให้แรงอัดจากระเบิดทำอันตรายต่อหู ซึ่งโดยไม่ต้องสั่ง หลานของแกก็กำลังอ้าปากตะเบ็งเสียงร้องไห้ด้วยความตกใจ หลังเหตุการณ์วันนั้น แกก็รีบหอบหลานหนีตายไปหาเพื่อนที่เมืองลาตาเกีย เมืองท่าใหญ่อยู่ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และต้องมาอาศัยอยู่ในเต็นท์ของศูนย์ผู้อพยพ ซึ่งก็นับว่าเป็นโชคดีของปู่-หลาน เพราะหลังจากทั้งสองหนีออกจากเมืองไม่นาน ระหว่างที่ฤดูร้อนเข้ามาเยือนเรื่อยมาจนฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว กองกำลังของรัฐบาลประธานาธิบดีอัสซาดกับกองกำลังฝ่ายกบฏได้ใช้อาเลปโปเป็นสมรภูมิต่อสู้กันดุเดือดในแบบบ้านต่อบ้าน ถนนต่อถนน และได้ทำลายนครที่สวยงามเก่าแก่นี้จนย่อยยับ

ลมทะเลจากเมดิเตอร์เรเนียนพัดมาให้ความสดชื่นแก่ชาวเมืองลาตาเกีย เมืองใหญ่ที่คึกคักมีหาดทรายสวยงามและแหล่งบันเทิง เพื่อนของปู่เล่าให้ฟังว่า ลาตาเกียปลอดภัยดีเพราะพวกรัสเซียมาใช้สนามบินฆะไมนิมทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองเป็นฐานทัพอากาศ เพื่อช่วยถล่มฝ่ายตรงข้ามกับประธานาธิบดีอัสซาดของซีเรีย ตลอดจนกวาดล้างพวกไอเอส เพื่อนแกบอกด้วยว่า กองกำลังรัสเซียยังใช้ฐานทัพอากาศแห่งนี้เป็นที่สอดแนมฝ่ายตะวันตกด้วย และหวังว่าพวกสหรัฐจะไม่กล้ามายุ่มย่ามแถวๆ นี้ จนอาจกลายเป็นสมรภูมิสู้รบเหมือนเมืองอื่นๆ ปู่ฮัมมาก็สวดอ้อนวอนให้เป็นอย่างนั้น เพราะในลาตาเกีย แกยังพอออกไปรับจ้างหางานช่างไม้ทำเล็กๆ น้อยๆ ได้จากการแนะนำของเพื่อน หลานชายได้เข้าเรียนในโรงเรียน และมีโบสถ์เล็กๆ ของชุมชนออโธดอกซ์ให้แกได้เข้าสวดภาวนา

เพียงแค่นี้ชีวิตของปู่ก็ดูจะสมบูรณ์แล้ว แม้แกยังคงฝันถึงสวนผลไม้และต้นมะกอกเก่าแก่ที่บ้านในชนบทเป็นครั้งคราว

พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “เราจะนำภัยพิบัติมาสู่ฟาโรห์และอียิปต์อีกอย่างเดียว หลังจากนั้นฟาโรห์จะปล่อยพวกเจ้าไปจากที่นี่ เมื่อเขาปล่อยพวกเจ้าไป เขาจะไล่พวกเจ้าออกจากที่นี่จนหมดอย่างแน่นอน

โมเสสจึงได้ประกาศว่า พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า เวลาประมาณเที่ยงคืน เราจะออกไปท่ามกลางอียิปต์ และลูกหัวปีทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์จะตาย ตั้งแต่พระราชบุตรหัวปีของฟาโรห์ผู้ประทับบนพระที่นั่ง จนถึงบุตรหัวปีของทาสหญิงผู้อยู่หลังเครื่องโม่แป้ง ทั้งลูกหัวปีของเหล่าปศุสัตว์ด้วย แล้วจะมีการร้องไห้เสียงดังทั่วแผ่นดินอียิปต์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และต่อไปภายหน้าก็จะไม่มีอีกเลย ส่วนคนหรือสัตว์ของชนชาติอิสราเอลทั้งสิ้นจะไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขขู่ เพื่อให้ทราบว่าพระยาห์เวห์ทรงทำต่ออียิปต์ต่างกับที่ทรงทำต่ออิสราเอล”

ส่วนชาวอิสราเอล พระยาห์เวห์ได้ทรงบัญชาให้เอาเลือดจากแกะตัวผู้อายุหนึ่งปีที่ปราศจากตำหนิมาเชือดเพื่อเอาเลือดทาที่วงกบประตูทั้งด้านบนและด้านข้าง ชาวอิสราเอลต้องนำเนื้อแกะนั้นปิ้งกินกับขนมปังไร้เชื้อและผักรสขม การเลี้ยงนี้เป็นพิธีปัสกาของพระยาห์เวห์ และในคืนวันนั้น เมื่อพระยาห์เวห์ผ่านไปในแผ่นดินอียิปต์ ลูกหัวปีทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์ทั้งของมนุษย์และของสัตว์จะถูกประหาร แต่เลือดตามบ้านที่ชนอิสราเอลทาไว้ที่ขอบประตูบ้านจะเป็นหมายสำคัญ ที่จะผ่านเว้นไป โดยไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น

ฟาโรห์กับพวกข้าราชการและคนอียิปต์ทั้งหมดตื่นขึ้นในตอนกลางคืน มีเสียงร้องไห้คร่ำครวญดังขึ้นในอียิปต์ เพราะไม่มีบ้านไหนเลยที่ไม่มีคนตาย ฟาโรห์จึงตรัสเรียกโมเสสกับอาโรนให้มาเข้าเฝ้าในคืนนั้น ตรัสว่า “เจ้าทั้งสองกับชนชาติอิสราเอล จงลุกขึ้นและออกไปจากประชากรของเรา ไปนมัสการพระยาห์เวห์ตามที่ขอไว้นั้น เอาฝูงแพะแกะและฝูงโคของพวกเจ้าไปด้วยตามที่ขอไว้แล้ว จงไป และอวยพรเราด้วย”

“ปู่ฮะ พระเจ้าทรงฆ่าบรรดาลูกคนโตของทุกคนในอียิปต์เลยหรือครับ หมายถึง พระองค์ไม่สงสารเด็กๆ เหล่านั้นเลยหรือครับ” คัมซีนถามขึ้น หลังจากที่ปู่อ่านไบเบิลให้ฟัง

“พระเจ้าทรงมีแผนการของพระองค์นะ คัมซีน ปู่ว่า เด็กๆ เหล่านั้นคงได้ไปอยู่สวรรค์กับพระองค์ ส่วนฟาโรห์และพ่อ-แม่ชาวอียิปต์ต้องได้รับความเสียใจจากความดื้อรั้นของฟาโรห์ ที่ไม่ยอมปลดปล่อยชาวอิสราเอล และชาวอิสราเอลเองก็จะได้ประจักษ์ถึงพลานุภาพของพระเจ้าด้วย ความเชื่อมั่นศรัทธาและการนอบน้อมเชื่อฟังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการเดินทางไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา เพราะเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและยากลำบาก เมื่อหลานโตขึ้นหลานจะเข้าใจ”

“ปู่ฮะ แล้วถ้าผมตายไป จะได้ขึ้นสวรรค์ไปอยู่กับพระเจ้ามั้ยฮะ”

“แน่นอนอยู่แล้ว เพราะหลานเป็นเด็กดี แต่คงอีกนานกว่าที่พระเจ้าจะให้หลานไปอยู่ด้วย เพราะตอนนี้ปู่ต้องการหลานให้อยู่ช่วยปู่ไปก่อน ตกลงนะ”

“ครับปู่”

บทความก่อนหน้านี้“บิ๊กตู่” กลางสงคราม “4 ศึก” บน “เรือแป๊ะ” ขึ้นสนิม
บทความถัดไปคุยกับ ‘กาละแมร์-พัชรศรี เบญจมาศ’ : “จะหมั่นไส้ก็ได้นะ แมร์ไม่ว่า”