เรื่องสั้น | คืนวันศุกร์

ฉันยืนอยู่บนทางเท้าริมคลองน้ำเน่า เบื้องหน้าเป็นตึกเก่าสีเปลือกไข่ สถาปนิกคงได้แรงบันดาลใจจากรีโมตทีวี ตึกนี้มีช่องสี่เหลี่ยมเต็มไปหมด ระเบียงเล็กเกินกว่าจะว่างเก้าอี้นั่งจิบกาแฟ เล็กกว่าจะร่วมรักท่ายืนด้วยซ้ำ ฉันมาก่อนเวลานัด ตอนนี้เธอกำลังละหมาดที่มัสยิดใกล้ๆ กัน มองไปยังชั้น 13 เธอบอกให้มองหาระเบียงที่มีนกกรงหัวจุกแขวนไว้ กวาดตามองปราดเดียวก็พบ ไม่ได้ยินเสียงนกร้อง ได้ยินแต่เสียงเรือด่วนริมคลองแล่นผ่านไป เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า

ฉันนั่งรอเธอบนราวกั้นริมคลอง ค่ำนี้ลำคลองกลิ่นหอมประหลาด คงหอมกลิ่นรักที่สุกงอมระหว่างเรา ความรักมันมีกลิ่นแบบนี้นี่เอง ว่าแล้วฉันก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะไอโขลกๆ เพราะสำลักกลิ่นโสมมที่ทับถมกันในลำคลอง เสียงละหมาดค่ำเงียบลงแล้ว ร้านน้ำชาริมคลองทยอยเปิดเพลงจากยูทูบ ทางเดินริมคลองมีเพียงหลอดไฟส่องสว่างสีส้มจาง ทางเดินที่แคบจนเดินได้เพียงสองคน ฉันเห็นเธอเดินเคียงมากับเพื่อนสนิท ฮิญาบหลายสี ส่วนสีของเธอมักจะเป็นสีดำ เธอเคยบอกว่าเธองามจากข้างใน ใส่ผ้าคลุมอะไรก็สวย

ดวงไฟสีส้มขับเน้นใบหน้าคมเข้มของเธอ สวยปลั่งกว่าดวงจันทร์คืนนี้เสียอีก เธอถามฉันว่ารอนานไหม ฉันบอกเธอว่ารอไม่นาน นั่งเป่าใบไม้ ฟังเสียงทำนองของลำคลองและเรือ แล้วเราก็ออกเดินไปร้านน้ำชา ทุกสัปดาห์คืนวันศุกร์หลังเธอละหมาดใหญ่ เรามักจะนัดเจอกันช่วงเวลานี้ ด้วยภาระหน้าที่การงานที่โอบรัดเราไว้ คืนวันศุกร์จึงคืนความสุขแก่สองเราอย่างแท้จริง (โดยไม่ต้องเปิดทีวีดูรายการท่านผู้นำที่เพิ่งลาจอไป)

เราเดินเคียงกันไป ผ่านผู้คนส่วนใหญ่ที่เพิ่งกลับจากมัสยิด เป็นที่รับรู้ของผู้คนริมคลองว่าฉันเป็นคนรักของเธอ แต่เราไม่ได้เป็นไปมากกว่านั้น เราไม่ได้พักด้วยกัน ฉันพักคอนโดฯ อีกฝั่งคลอง ส่วนเธออยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด พ่อเธอตกเรือตายเมื่อปีก่อน ในลำคลองที่เห็นชินตาอยู่ทุกวัน มรดกของพ่อไม่มีอะไรมากนัก นอกจากห้องที่ซื้อไว้ และนกกรงหัวจุกที่ตกเป็นภาระของเธอ

เธอเป็นแบบอย่างมุสลิมที่ดี ละหมาดห้าเวลาต่อวัน เธอเคยถามฉันบ่อยครั้ง ว่าฉันนับถืออะไร ฉันก็ตอบไปตามศาสนา ตามบัตรประชาชน เธอบอกว่าความรู้สึกตอนนี้ ยึดถืออะไรไว้บ้าง ฉันเคยตอบว่านับถือบ่อยครั้ง เวลาเพื่อนที่ทำงานยื่นซองกฐินให้ บ่อยครั้งจนเพื่อนร่วมงานเชื่อว่าฉันนับถือผีจริงๆ มีเพื่อนร่วมงานเคยสอบถามเรื่องลัทธินี้ด้วย เธอบอกให้ฉันตอบจริงใจหน่อย ตอนนี้ยึดถืออะไรอยู่? ผมก็ตอบไปตามตรงว่ามีเธอเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว นับถือศาสนาเธอ เชื่อฟังคำสอนคำสั่งเธอ เธอยิ้มปากไม่หุบ เหมือนไมยราพที่ไม่รู้หน้าที่ตนเองว่าต้องหุบใบเมื่อมีใครสัมผัส

เราเดินข้ามสะพานเหล็กสีเขียวใบตอง สะพานที่เชื่อมสองฝั่งคลองเข้าด้วยกัน ท่าเรือใกล้สะพานนี้แหละที่พ่อเธอตกเรือตาย เธอเห็นพ่อจมลงไปกับตา ฉันรู้ว่าเธอทำใจได้แล้ว แต่ทุกครั้งที่เราเดินข้ามฝั่ง ขาเธอจะสั่นเมื่อก้าวย่างไปบนสะพาน ปลายนิ้วก้อยของเราเกี่ยวกันนิดหน่อยเมื่อถึงช่วงเวลานี้ เธอคงอยากยึดเหนี่ยวฉันไว้ป้องกันความกลัว เราจับมือกันแบบคู่รักทั่วไปไม่ได้หรอก เป็นเงื่อนไขที่ฉันเข้าใจดี เรื่องกินหมูก็เหมือนกัน ไม่ได้กินนานจนลืมรสชาติไปแล้ว ฉันอยากให้เธอสบายใจเมื่อเราคบกัน ในเมื่อฉันสถาปนาตนเองว่าไม่มีศาสนา

มีแต่เธอเป็นที่ยึดเหนี่ยว ฉันจึงเชื่อฟังคำสั่งของเธอ

เราข้ามฝั่งสู่ทางเดินเท้าอีกฝั่ง เดินเรื่อยเฉื่อย ลมริมคลองโชยบางเบา ฉันซุกสองมือในกระเป๋ากางเกง เบื้องหน้าเราเป็นต้นฉำฉาใหญ่ มีแสงไฟโอบรัดไว้ ดูคล้ายหิ่งห้อยนับพันบินรอบต้นไม้ เสียงผู้คนในร้านน้ำชาและเสียงเพลงดังแว่วมา เรือด่วนอัดแน่นไปด้วยผู้โดยสาร จนพนักงานเก็บเงินผู้หญิงต้องไปยืนตรงหัวเรือ เธอชี้ให้ฉันดูพนักงานก้มหน้ากดมือถือ อีกมือจับเรือไว้หลวมๆ ฉันบอกเธอว่า หล่อนคนนั้นอาจจะเป็นแม่ย่านางเรือยุคนี้ เธอไม่ขำ หรืออาจไม่เข้าใจเรื่องตลกที่ฉันเล่า เธอสูดหายใจ บอกฉันว่าคืนนี้ริมคลองหอมกว่าทุกวัน เรือด่วนคงทำรอบได้เยอะ ยิ่งเรือวิ่งได้มากเท่าไหร่ จะช่วยเพิ่มอากาศในน้ำได้มากเท่านั้น อย่าแปลกใจถ้าเกิดมีใครตกปลาในคลองสายนี้ เขาคงจะเอาไปทำปลาเค็มใช่ไหม ฉันหัวเราะชอบใจ เธอทำหน้าเฉยเมย ก่อนจะบอกว่าหลังเรือเที่ยวสุดท้าย ยิ่งดึกลำคลองยิ่งเหม็นบรรลัย เธอบ่นแล้วทำจมูกฟุดฟิด ฉันหัวเราะท่าทางเธออีกรอบจนโดนเธอผลักเซไปยันค้ำไว้กับราวกั้น

แล้วเราก็เดินมาถึงร้านน้ำชา เลือกนั่งโซนนอกร้านโต๊ะไม้เล็กๆ ริมราวกั้น การจัดวางทำให้เราวางใจว่าเมื่อเรือแล่นผ่าน เกลียวคลื่นจะไม่กระฉอกใส่เรา เธอสั่งโรตีและเครื่องดื่มให้ฉันเป็นภาษายาวี ฉันได้แต่ยิ้มให้เด็กเสิร์ฟหน้าตาขึงขัง ทว่ารอยยิ้มนุ่มนวล เธอมักจะบอกฉันทุกครั้งว่าให้หัดพูดภาษาของเธอ ฉันมักจะบอกเธอว่าให้พูดภาษาของฉันให้ชัด จนเธอพูดภาษาฉันชัดแล้ว ฉันก็ยังพูดภาษาของเธอไม่ได้

เธอสั่งแตออร้อน ซึ่งเป็นชาหวานใส่น้ำตาลแดง ส่วนฉันสั่งอเมริกาโน่ร้อน ขอน้ำตาลและครีมเทียมแยกซอง ฉันเทน้ำตาลหนึ่งช้อนใส่ช้อนชา ตักเข้าปาก ตามด้วยครีมเทียมอีกหนึ่งช้อน ก่อนจะซดกาแฟขมร้อนไล่ความหวานตามลงไป เธอเคยถามฉันว่าได้วิธีดื่มกาแฟแบบนี้มาจากไหน? ฉันบอกว่าจากพ่อ พ่อเคยดื่มวิธีนี้ พ่อฉันก็ไม่อยู่แล้ว แต่สูตรการดื่มของพ่อยังคงอยู่กับฉัน ฉันเคยชวนเธอลองดื่มแตออตามแบบวิธีดื่มกาแฟของฉัน แต่เบ้ปากและส่ายหน้า

ฉันบอกเธอว่า ที่นี่แปลกอยู่อย่าง ผู้คนมักจะชอบจิบชาหรือนั่งร้านกาแฟตอนค่ำ ต่างจากฉันที่มักจะชอบดื่มตอนเช้า เธอบอกว่าเป็นธรรมดาของผู้คนที่นี่ วิถีชีวิตของพวกเราเป็นแบบนี้ เธอถามฉันว่าลองจิบแตออดูไหม ฉันพยักหน้า ยกแก้วของเธอดื่ม ความหวานแผ่ซ่านใต้โคนลิ้น เมื่อเห็นฉันสีหน้าไม่ยินดียินร้าย เธอถามฉันว่ารสชาติเป็นไงบ้าง? ฉันตอบว่าหวานไปหน่อย เธอหัวเราะ แล้วบอกว่าชาที่นี่มีสูตรพิเศษ เพราะบางครั้งน้ำที่ใช้ต้มชาหมด ก็ตักน้ำในคลองมาต้มนี่แหละ เมื่อเธอเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนของฉัน เธอหัวเราะออกมาอีกครั้ง ดังกลบเสียงเรือและเสียงเพลงในร้าน เธอช่างมีความสุขเหมือนทุกศุกร์ที่เราเจอกัน

เราต่างมองออกไปอีกฝั่ง ท่าเรือที่พ่อเธอทอดร่างอยู่ใต้ฉัน ผู้คนสัญจรขึ้นลงเรือเที่ยวแล้วเที่ยวเล่า ฉันอยากให้เรือวิ่งตลอดทั้งคืน จะได้ใช้เวลากับเธอให้นานที่สุด แต่เธอบอกเสียงเรือจะทำให้คนแถวนี้ตื่น ขอกลางคืนที่สงบสุขเถอะ เวลาที่เธอดื่มแตออ ดวงตาเธอจะยิ้มเปี่ยมสุข สีหน้าเธอจะบ่มด้วยความสุข เธอเคยบอกว่าพ่อเธอชงแตอออร่อยมาก ไม่มีร้านไหนชงอร่อยเท่ารสมือพ่อ เธอคงคิดถึงพ่อของเธอเหลือเกิน เพราะทุกครั้งที่เราพบกัน เธอมักจะสั่งแตออร้อนทุกครั้ง

บทสนทนาด้านบทคือสิ่งที่เราคุยกันเมื่อพบกันครั้งแรกๆ ผมเพียงเล่าให้ฟัง ระยะหลังเราไม่ค่อยคุยกันมากนัก ปล่อยให้ความเงียบงันอันงดงามระหว่างเราพูดแทน นั่งทอดอารมณ์ฟังเสียงรอบข้าง แขวนสายตาไว้กับฝั่งและลำคลอง ฉันมองไปยังหอพักร้างที่รอวันทุบทิ้ง สร้างใหม่เป็นคอนโดฯ เธอเคยบอกฉันว่าคนรักเก่าเธอเคยพักที่นั่น ทุกครั้งที่เธอมองมัน แววตาเธอเศร้าโหยหา เธอคงคิดถึงรักแรกของเธอ ส่วนฉันไม่มีให้คิดถึง เพราะรักแรกของฉัน ก็คือเธอ

ผมนั่งมองเรือแล่นผ่านไป ใกล้ถึงเวลาของเรือเที่ยวสุดท้ายแล้ว แตออของเธอเกลี้ยงแก้ว ส่วนอเมริกาโน่ของผมเหลือเพียงก้อนน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นหยดน้ำสีคล้ำ โรตีกล้วยเกลี้ยงจาน เธอเรียกเด็กหนุ่มคนเดิมเช็กบิล โดยจ่ายด้วยเงินของฉัน เราเดินกลับทางเดิม คืนนี้ลมพัดเย็นสบาย เสียงโมบายเปลือกหอยบ้านริมคลองดังกระทบกันดั่งเสียงเคาะจังหวะท่วงทำนองของกลองสแนร์ เดินขึ้นสะพานแห่งเดิมที่ตอนนี้มีแมวจรจัดหลากสีนอนเต็มไปหมด เธอบอกว่าแมวชอบนอนที่นี่ ฉันบอกเธอว่าพ่อเธออาจเกิดใหม่เป็นแมวสักตัวแถวนี้นะ เอาปลาทูมาให้บ้าง

แต่แววตาของเธอไม่ตลกกับถ้อยคำของฉัน ฉันจึงเดินก้มหน้าล้วงมือในกระเป๋ากางเกง เดินตามเธอไปจนถึงที่พัก

ทุกครั้งที่พบกันฉันจะเดินมาส่งเธอ แม้ว่าจะต้องเดินย้อนกลับไปขึ้นเรือเที่ยวสุดท้าย เธอเคยบอกฉันว่าเราควรแยกกันที่ร้านน้ำชา แต่ฉันยืนยันว่าจะต้องส่งเธอให้ถึงที่พักโดยปลอดภัย เธอไม่ได้โบกมือให้ ไม่ได้อาลัยอาวรณ์ เธอแค่เข้าห้องไปนอน พรุ่งนี้ตื่นไปทำงานตามปรกติ ไม่ได้ไปต่างประเทศหรือดาวอวกาศ เราเลยไม่สวมกอด ไม่บอกลา เธอบอกเพียงว่าไว้พบกันใหม่ศุกร์หน้า ฉันพยักหน้า ก่อนเธอจะเร้นกายหายไปในตึกเก่าริมคลอง ฉันนั่งรออยู่สักระยะ จุดบุหรี่สูบ พ่นควันเชื่องช้าลอยสู่ผืนฟ้าไร้ดาว เมื่อเห็นแสงไฟจากห้องที่มีนกกรงหัวจุก ฉันจึงลุกและดีดก้นบุหรี่ลงในคลอง

ทันเรือเที่ยวสุดท้ายพอดี เรือเชื่องช้าทำให้ฉันมองเห็นเธออีกรอบ เธอกำลังล้างกรงและให้น้ำนกกรงหัวจุก ฉันชะเง้อคอแล้วเรียกชื่อเธอ เธอยิ้มบางๆ แล้วปิดประตูเข้าห้อง ฉันรู้สึกเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูก หกปีแล้วที่เราคบกัน วันแรกที่รัฐบาลยึดอำนาจ ฉันขอเธอเป็นแฟนที่มหาวิทยาลัย ดอกรักเบ่งบานในระบอบเผด็จการ แม้ปัจจุบันระบอบนี้ยังอยู่ แต่ดอกรักเราหยั่งรากลึกในดินและออกดอกชูช่อสีสันสดใส ฉันเฝ้ารอวันที่ดอกรักดอกนั้นงอกออกมาอีกดอก แม้ความเชื่อที่ต่างจะกดทับเราไว้ แต่ฉันยอมทุกสิ่ง ในเมื่อฉันมีเธอเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ

น้ำครำในคลองกระเซ็นเลอะใบหน้า ความขมปร่าเข้าปากจนฉันอาเจียน ควานหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าเสื้อ เจอเพียงกระดาษหอมสีชมพู ฉันเช็ดหน้าเช็ดปาก ก่อนจะรู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ฉันจะบอกเธอวันนี้ แต่ฉันลืม กระดาษใบนั้นเป็นการ์ดที่ฉันจ้างโรงพิมพ์ทำ ใส่ชื่อของพ่อ-แม่ฝ่ายฉัน ฉันไม่รู้ชื่อฝ่ายเธอด้วยซ้ำ เลยมาถามเธอวันนี้ จะได้ส่งให้โรงพิมพ์แก้ไข แต่ฉันก็ลืมเรื่องนี้ไป เหมือนทุกเรื่องที่ฉันมักทำหล่นหายในสายคลองระหว่างนั่งเรือมาหาเธอ ฉันปล่อยโปสการ์ดใบนั้นให้ลอยไปตามกระแสน้ำ ไม่นานคงลอยผ่านที่พักของเธอ ผ่านท่าเรือที่พ่อเธอทอดร่างใต้นั้น ผ่านร้านน้ำชาที่ยิ่งดึกยิ่งคึกคัก และผ่านเลยไปไม่มีใครได้อ่าน

หรือที่เป็นแบบนี้มันดีอยู่แล้ว ใช้ชีวิตวันต่อวัน พบกันเมื่อหลุดพ้นจากหน้าที่การงาน แค่เวลาไม่นานที่ใช้เวลาร่วมกัน หล่อเลี้ยงเติมกำลังใจและไฟฝันให้กัน เรื่องลงหลักปักฐานฉันคงคิดไปเอง ยังไม่ทันจะได้คิดข้ามขั้นไปเรื่องมีลูก เสียงเจ้านายโทร.มา ปลายสายบอกฉันว่าพรุ่งนี้และมะรืนเข้ามาที่ทำงานหน่อย มีงานให้ช่วยแก้ ไม่ได้บอกว่างานของผมหรืองานของใคร ผมตอบรับเพียงคำว่าครับ ปลายสายตัดไป ผมรู้เพียงแค่ว่า ช่วงเวลาแห่งความสุขพ้นผ่านไปแล้ว

นับวันรอคืนวันศุกร์ที่ความสุขจะคืนกลับมาอีกครั้ง ส่วนเรื่องขอเธอแต่งงาน ฉันว่าเริ่มจากเดินจับมือข้ามสะพานก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน

บทความก่อนหน้านี้ขีปนาวุธอแวนการ์ดของรัสเซีย – จรวดตงเฟิงของจีน : การป้องปรามการโจมตีก่อนของสหรัฐ
บทความถัดไปฟังจากปาก “โดม ปกรณ์ ลัม” ฟังเรื่องที่ “ผมไม่จำเป็นต้องแคร์”