เรื่องสั้น | จะไม่พรากจากกัน (จบ)

อ่าน เรื่องสั้น | จะไม่พรากจากกัน (ตอนแรก)

เช้าวันนี้อากาศดีกว่าทุกวัน อยู่ๆ อัยย์ก็ทำผมประหลาดใจ เธอมีรอยยิ้มบางๆ แต้มที่มุมปาก ทั้งที่เมื่อวานเธอเหมือนถูกดวงอาทิตย์หล่นทับ เธอเอ่ยชวนผมออกไปขับรถเล่น ผมไม่ถามเหตุผลเธอสักคำ อย่างที่บอก ทุกอย่างที่น้องต้องการผมยินดีเสมอ อัยย์หยิบกุญแจรถของพ่อซึ่งจอดทิ้งร้างไว้หน้าบ้านหลายเดือน รถคันเก่าอายุร่วมสิบห้าปีที่เคยพาพ่อออกไปหาเงิน พาคนที่พ่อรักไปดื่มดวงอาทิตย์ในวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่ตอนนี้มันนอนหมอบนิ่งเงียบด้วยจำนนต่อสังขาร เครื่องติดยากสักหน่อย แต่ไม่เกินความพยายามของเธอ

เสียงเครื่องยนต์กระหึ่มขึ้น อัยย์เดินมารวบตัวรวบแขนและขาที่ลีบยาวของผม ตัวผมเล็กเมื่ออยู่ในอ้อมแขนของน้อง เธอยกแล้ววางผมไว้ที่เบาะหน้าข้างคนขับ คาดเข็มขัดนิรภัยให้ แล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูรถนั่งเบาะคนขับ อัยย์เคลื่อนรถออกจากบ้าน

สถานที่ที่อัยย์ไปนั้นมีหลายแห่ง แต่ละแห่งเธอยืนพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แล้วเธอก็ส่ายหน้า เธอสอดตัวเข้ามานั่งด้านคนขับแล้วออกรถต่อ โดยไม่สนใจสายตาชวนสงสัยของผม จนมาถึงแห่งที่สามซึ่งเป็นแม่น้ำกว้าง เวิ้งน้ำเบื้องหน้าสงบเยือกเย็น แดดสีทองส่องกระทบผิวน้ำเกิดประกายระยิบระยับ เธอยืนมองอย่างพอใจ

อัยย์ถามผมว่า ตายด้วยกันได้ไหม ผมเอาแต่นิ่งเงียบ

ใจผมเต้นแรงขึ้น แต่เมื่อนึกถึงตัวเองที่เป็นภาระน้องมานานผมก็คล้อยตาม ประโยชน์อย่างเดียวจากความพิการนับสิบปีของผมก็คือเงินจากสิทธิยังชีพ

“ตายด้วยกันก็ได้” ผมว่าอย่างนั้น

และเมื่อตัดสินใจได้ ผมก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดอัยย์ถึงเลือกบึงกว้างแห่งนี้ นอกจากความเงียบสงบแล้วยังสามารถนำรถมาจอดใกล้ได้ สะดวกกับเธอที่ไม่ต้องหอบหิ้วผมมาไกล

อัยย์ให้ผมขึ้นขี่หลัง เธอค่อยๆ เดินลงน้ำด้วยก้าวที่มั่นคง ผมเกาะน้องแน่น เกรงสายน้ำจะพรากเราจากกัน ผมไม่อยากนอนหนาวอย่างว้าเหว่ที่ก้นบึง น้องบอกผมไม่ต้องกลัว อย่างไรเธอจะไม่ปล่อยมือจากผมจนกว่าลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะขาดหาย

ผิวน้ำนิ่งสงบ หากแต่ใต้น้ำนั้นเชี่ยวแรงและเย็นเยียบ ตัวผมถูกแรงน้ำพยายามกระชากออกจากหลังน้องอยู่หลายครั้ง เราสองคนคล้ายถูกดึงต่ำลงเรื่อยๆ มือผมหลุดจากร่างของน้อง ผมหลับตาแน่น กดลมหายใจไว้ในปอด พลางคิดว่าน้องตายแล้วหรือยัง จนที่สุดผมก็กลั้นไว้ไม่ไหวจนต้องปล่อยลมออกจากปอด ผมไม่กล้าสูดน้ำเข้า ผมดิ้นพยายามพาตัวขึ้นเหนือน้ำหากทำไม่ได้ ตัวผมหมุนคว้างไปตามแรงน้ำ อีกกี่นาทีผมจะตายนะ ผมจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว

อัยย์ตายหรือยัง ผมกำลังจะตายแล้ว

คล้ายคอเสื้อผมถูกดึงขึ้น พอพ้นผิวน้ำผมก็หายใจเฮือกใหญ่ กรีดเสียงร้องด้วยความกลัว อัยย์ดึงแล้วลากผมขึ้นฝั่ง ผมนอนหายใจอีกหลายเฮือกใหญ่ ไอและสำลัก น้องซึ่งอยู่ในสภาพไม่ต่างกันเข้ามากอดผม แรกผมเข้าใจว่าเธอเปลี่ยนใจ แต่ไม่เลย เธอบอกว่าเธอไม่อยากทิ้งพ่อกับแม่ไว้

เธอรวบรวมแรงที่มีอุ้มผมขึ้นรถแล้วขับกลับบ้าน พบพ่อนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร กำลังพยายามตักข้าวเข้าปากด้วยมือที่สั่นเทา ดูพ่อใช้ความพยายามอย่างมากบังคับช้อนไม่ให้ข้าวร่วงหล่น แม่นั่งกินข้าวเงียบๆ ไม่สนใจสิ่งรอบตัวราวกับไม่มีใครอยู่ในบ้าน อัยย์อุ้มผมลงนั่งบนรถวีลแชร์ข้างพ่อ แล้วเดินไปทรุดนั่งข้างแม่ พ่อเหลือบมองสภาพเนื้อตัวเปียกเลอะดินโคลนของเรา คล้ายจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็เปลี่ยนใจ กลับไปจดจ่อกับจานข้าว น้องไม่ปล่อยให้ความเงียบทำงานนาน เธอเล่าเรื่องบึงน้ำกว้างใหญ่ให้พวกท่านฟัง สถานที่ที่จะได้นอนพักด้วยกัน เราจะไม่พรากจากกันไปไหน เธอเอื้อมมือไปจับต้นแขนแม่เบาๆ

“แม่คะ ช่วยตายด้วยกันได้ไหม”

“ได้สิ” – แม่ตอบด้วยสีหน้าไม่ยินดียินร้าย

ผมไม่รู้ว่าแม่เข้าใจสิ่งที่น้องพูดแค่ไหน แต่น้องก็ถือว่านั่นคือการตัดสินใจของแม่แล้ว ส่วนพ่อพยักหน้ารับ เหมือนตัดสินใจไม่ยาก พ่อคงสังเวชตัวเองที่เคยทำงานมีรายได้เลี้ยงลูก-เมียไม่ให้ต้องอด การอยู่อย่างไร้ประโยชน์ทำเรารู้สึกไร้ค่า พ่อคงคิดเหมือนผมที่ไม่อยากเป็นภาระของน้องอีกต่อไป

แล้วเราก็พากันขึ้นรถ โดยมีผมนั่งข้างน้องซึ่งเป็นคนขับ พ่อกับแม่นั่งด้านหลัง น้องพาเรากลับมายังสถานที่เดิม บึงน้ำเงียบเชียบ บรรยากาศโดยรอบเอื้อต่อการนั่งพักมองผิวน้ำรับสายลมเย็น เด็กหนุ่มสองคนร่อนหินบนผิวน้ำแข่งกัน เราอยู่ในรถรอจนพวกเขาเบื่อแล้วชวนกันกลับ แล้วผมก็นึกบางอย่างขึ้นได้ ผมบอกกับอัยย์ว่าพวกเขาเห็นเราแล้ว น้องพยักหน้าแล้วออกความเห็นว่าจะขับรถลงน้ำ ไม่ทิ้งสิ่งใดไว้ให้ใครเห็น สายน้ำไม่อาจดึงใครออกจากรถได้ เราจะไม่พรากจากกัน ผมเห็นด้วย พ่อกับแม่ก็เห็นด้วย

เรารอจนกระทั่งความมืดโรยตัวลงปกคลุมโดยรอบ ถนนสายนี้มีไฟประดับเพียงไม่กี่ดวง ซ้ำรถราสัญจรน้อยคัน คงไม่มีใครสังเกตเรา อัยย์ติดเครื่องอีกครั้ง ค่อยๆ เคลื่อนรถลงน้ำ แม่มองผ่านกระจกออกไปแล้วเอาแต่ถามว่าน้ำเย็นไหม หรือแม่จะรู้ตัวแล้วว่าการตอบลูกสาวไปก่อนหน้านี้คือการตัดสินใจที่ผิด แม่นั่งกระสับกระส่าย ความหวาดกลัวแสดงออกมาทางสีหน้าและดวงตา ริมฝีปากแม่สั่นระริก พ่อนั่งหลับตาคล้ายจำนนต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ผมพยายามควบคุมสติไม่ให้กระเจิงไปกับความกลัวเหมือนก่อนหน้านี้

อยู่ๆ รถก็เคลื่อนต่อไปไม่ได้ น้ำสูงท่วมล้อ อัยย์ตัดสินใจลงไปดันท้ายรถ ผมได้ยินเสียงน้องขณะออกแรงอย่างสุดกำลัง แล้วรถก็เคลื่อนตัวต่อไปได้ รถค่อยๆ ไหลจมลึกลงเรื่อยๆ ผมได้ยินแต่เสียงแม่ที่ร้องให้คนช่วย

น้ำโหมทะลักไหลเข้ามาในรถ

?

ผมเดินกลับบ้านด้วยความอ่อนแรง เหนื่อยหน่าย ทรุดลงนั่งที่สวนหลังบ้าน สุดท้ายผมก็กลายเป็นปลาคู้โดดเดี่ยวที่ไม่ยอมว่ายตามฝูงไป ผมจ้องมองที่บ่อเลี้ยงปลา ที่ก้นบ่อนั้นมีคนนอนอยู่อย่างว้าเหว่หลังถูกโบกทับด้วยปูนซีเมนต์

“อัยย์” เสียงพ่อเรียก ทำเอาสะดุ้ง

“กับข้าวทำเสร็จแล้ว ไปกินข้าวสิ” – พ่อพูดแล้วหมุนตัวเดินผ่านกรอบประตูกลับไป พยายามควบคุมร่างกายไม่ให้สั่น

พ่อเรียกผมว่าอัยย์ หรือพ่อสับสน พ่อนั่นแหละเป็นคนเก็บอัยย์ไว้ในบ่อปลา เพราะปลาคู้พวกนั้นแท้ๆ ที่ว่ายหนีอาหาร พ่อจำไม่ได้หรืออย่างไรกันนะ วันนั้นนั่นไง วันที่อัยย์ออกไปให้อาหารปลา เธอห่อตัวอยู่บนวีลแชร์กำลังโปรยเม็ดอาหารปลาลงบ่ออยู่ดีๆ พอเห็นพวกมันว่ายหนีก็รีบเทอาหารเม็ดลงเต็มกำมือแล้วซัดใส่พวกมัน อัยย์เสียหลักตกรถหน้าคว่ำลงบ่อ เธอดิ้นพยายามจะยืน เธอทำไม่ได้หรอก ขาเธอลีบเล็กยาวระเกะระกะเหมือนขาแมงมุมอย่างนั้น ไม่นานเธอก็นิ่งไป ผมยืนอยู่ตรงนั้น เหนื่อยเกินกว่าจะช่วยใคร แม่ร้องไห้ พ่อก็ร้องไห้ เศร้าอยู่พักหนึ่งพ่อก็รีบจัดการย้ายปลาออกจากบ่อ แล้วทุบพื้นซีเมนต์ที่ก้นบ่อ ดินร่วนปนทรายขุดง่ายกว่าที่คิด ผมกับแม่ยืนมองพ่อขุดดิน ขุดลึกลงไปเรื่อยๆ กว้างและยาวพอสำหรับน้อง อัยย์นอนอย่างโดดเดี่ยวตรงนี้มาเป็นปีที่สี่แล้ว และต้องนอนอย่างนั้นไปอีกไม่รู้เมื่อไหร่ หรืออาจนานเท่าที่ผมหางานทำได้โดยไม่ต้องพึ่งเงินเบี้ยยังชีพของเธอ ผมมองร่างน้องที่ถูกซ่อนตัวจากความรับรู้ของคนทั้งโลกอย่างผู้เสียสละ ปลอบประโลมเธอ เราไม่ได้ห่างกันไปไหน ผมยังมาให้อาหารปลาทุกวันพร้อมกับทักทายเธอ

“พี่คะ ขอโทษนะ” เสียงจากภายในดังขึ้น

ผมมองแผ่นหลังของพ่อพลางคิดถึงบึงน้ำ เดินตามไปที่โต๊ะอาหาร พ่อประคองตัวนั่งลงบนเก้าอี้ บอกว่ากับข้าวมื้อนี้แม่เป็นผู้ทำทั้งหมด โดยมีพ่อเป็นผู้กำกับการปรุง พ่อหยิบช้อนตักข้าวสอดเข้าปากด้วยมือสั่นเทา ใช้ความพยายามอย่างมากบังคับช้อนไม่ให้ข้าวร่วงหล่น ผมทรุดนั่งข้างแม่และเล่าเรื่องบึงน้ำกว้างใหญ่ให้พวกท่านฟัง สถานที่ที่เลือกจะหลีกหนีจากความสาหัสสากรรจ์ของชีวิต ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย ไม่ต้องกังวลต่อสายตาใครอีกต่อไป ไม่ต้องรู้สึกสังเวชใจกับตัวเอง

ตอนที่ถามพ่อว่า ตายด้วยกันได้ไหม พ่อเอาแต่นิ่งเงียบ อึดใจหนึ่งก็พูดขึ้นว่า

“กินข้าวกันเถอะ”

บทความก่อนหน้านี้ทราย เจริญปุระ | รสชาติความทรงจำ
บทความถัดไปยุทธนา บุญอ้อม : “ทุกวันนี้ ลูกสอนผมมากกว่าผมสอนลูก”