เรื่องสั้น | จะไม่พรากจากกัน

จะไม่พรากจากกัน (1)

ตอนที่เธอถามว่า ตายด้วยกันได้ไหม ผมเอาแต่นิ่งเงียบ

เวิ้งน้ำเบื้องหน้าสงบเยือกเย็น แดดสีทองส่องกระทบผิวน้ำ เกิดประกายระยิบระยับก่อนล่าถอยกลับไป ก่อนหน้านี้ผมกับอัยย์-น้องสาวผู้น่าสงสารของผม เราตระเวนหาที่เงียบสงบอยู่หลายแห่งแต่เธอไม่ชอบ ถึงไม่รู้เจตนาเธอแต่ผมไม่คิดถาม ทุกสิ่งที่น้องต้องการหากให้ได้ผมไม่รีรอ เธอเหนื่อยกับผมมามาก ทั้งชีวิตของผมต้องพึ่งพาเธอ แต่หลังจากเธอบอก ผมกลับลังเล

กระแสน้ำไหลบนท่วงทำนองของความเงียบ ยินเพียงเสียงนกตัวเล็กๆ ที่บินโฉบเฉี่ยวไปมาเท่านั้น ลึกลงไป น้ำจะเยียบเย็นแค่ไหนกันนะ แต่นั่นคงไม่น่าหวาดหวั่นเท่ากับความคิดของอัยย์ในเวลานี้ ผมหันไปมองน้องที่ยืนหลังพิงกระโปรงหน้ารถ สีหน้าเธอเรียบนิ่ง

อัยย์เคยเป็นเด็กสดใสร่าเริง เธอเรียนเข้าขั้นเก่งเลยทีเดียว ขยันทั้งงานนอกบ้านและในบ้าน จนคนรอบข้างเอ่ยชื่นชมโดยเฉพาะพ่อกับแม่ แต่เธอกลับไม่กล้ารับคำชื่นชม ไม่กล้าแสดงออกถึงความรู้สึกปลื้มปริ่มอิ่มใจ เธอเป็นห่วงความรู้สึกของผม เกรงนึกน้อยใจตามประสาคนพิการที่ไม่สร้างประโยชน์หรือความภูมิใจให้ใครได้เลย น้องจะคอยเอาใจใส่และคอยช่วยเหลือทุกอย่างในชีวิตประจำวันของผม จนผมไม่กล้าคิดอิจฉาเธอ เธอเป็นน้องที่แสนดีของผม

แต่ตั้งแต่เราพบว่าแม่เริ่มมีอาการของโรคอัลไซเมอร์จนต้องลาออกจากงานในวัยใกล้เกษียณ อัยย์ก็ต้องปันเวลาที่เสียไปกับผมดูแลแม่ ส่วนพ่อต้องทำงานเสริม หารายได้ทดแทนส่วนของแม่ที่ขาดหาย ผมเห็นใจน้องที่ต้องรับภาระดูแลทั้งคนพิการและคนสมองเสื่อม แต่กระนั้นเธอก็ยังยิ้มได้ เธอยังคงความสดใสไว้ได้ขณะมีเรื่องกังวลเต็มอก ผมเห็นมันจากแววตาของน้อง เธอก็อย่างนั้นแหละ ไม่เคยปริปากบอกใคร เป็นห่วงความรู้สึกของคนอื่นเกรงจะกังวลใจไปด้วย

จนกระทั่งเดือนก่อน พ่อมีอาการมือสั่น นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ถูกันไปมา เดินลากเท้า ก้าวเดินของพ่อสั้นลงและเชื่องช้า เจ้าของบริษัทมองว่าศักยภาพของพ่อลดถอยลงเรื่อย ส่งผลกับคุณภาพของงานที่ทำ แม้พ่อพยายามยื้อไว้ด้วยการขยันขันแข็งขึ้น ไปโรงงานแต่เช้า ยอมทำงานล่วงเวลาโดยไม่รับเงินพิเศษ แต่ที่สุดพ่อจำต้องลาออกจากงานด้วยความเจ็บปวดเพราะคำขาดของเจ้าของบริษัท แม้จะออกมาด้วยความเข้าใจแต่ก็รู้สึกเศร้าเสียใจที่ไม่อาจหาเงินมาให้ครอบครัวได้ ภาระค่าใช้จ่ายในบ้านกลายเป็นของอัยย์ การต้องแบกความหิวโหยของคนทั้งครอบครัวทำให้อัยย์กลายเป็นคนละคน คนที่ดื่มกินแต่ความเศร้าคงไม่ต้องอธิบายหรอกว่าเธออยู่สภาพไหน รายได้เบี้ยยังชีพคนพิการของผมในจำนวนน้อยนิดช่วยแบ่งเบาภาระเธอได้เพียงซื้อข้าวสารไม่กี่ถุง แต่อีกไม่กี่ปีหรอกสิทธิรับเบี้ยคนชราของพ่อกับแม่จะมาช่วยอัยย์อีกแรง พ่อให้กำลังใจขอให้อัยย์อดทน เธอพยักหน้ารับและยิ้มให้ ผมมองน้องอย่างปวดร้าวใจ หากมีวิธีใดผ่อนแรงเธอได้ก็คงดี

และแล้วผมก็รู้ปัญหาของอัยย์ สิ่งที่เธอเก็บไว้ในใจไม่ยอมบอกใคร วันหนึ่งเธอระบายมันออกมา เธอคงหมดแรงที่จะเก็บสิ่งใดไว้ในอกอีกต่อไปแล้ว ผมเพิ่งรู้ว่าเธอเปลี่ยนที่ทำงานถึงสามบริษัท เธอว่าเธอรู้สึกกังวลกับสายตาคนอื่นระหว่างทำงาน ผมถามถึงสาเหตุความกังวลนั่น หรือเธอมีเรื่อง มีปากเสียงกับใคร เธอเอาแต่ส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะปกปิด แต่เธอเองก็ไม่รู้สาเหตุของความรู้สึกนั้น ผมได้แต่นิ่งฟังอย่างช่วยอะไรไม่ได้ นั่นทำให้ผมรู้สึกแย่มากขึ้นไปอีก และความกังวลต่อสายตาเหล่านั้นก็ส่งผลให้เธอทำงานที่นั่นต่อไปไม่ได้ ซ้ำเธอยังไม่สามารถผ่านการสัมภาษณ์งานจากที่ไหนได้อีกเลย เธอขาดรายได้ นั่นทำให้ครอบครัวเรายิ่งแย่ไปกันใหญ่

อัยย์ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดของเธอไปกับงานบ้าน เธอเช็ดถูทุกห้องอย่างหมดจด ตามพื้นกระดาน ใต้ตู้ ขอบบานหน้าต่าง ซอกร่องกระเบื้องห้องน้ำ เช็ดแล้วเช็ดอีก ราวกับเรี่ยวแรงเหลือไม่รู้จะทำสิ่งใด เธอพยายามดูแลแม่ไม่ให้เผลอเดินออกนอกบ้าน ช่วยพยุงพ่อลงนั่งเมื่อเห็นพ่อเดินขาสั่นเหมือนยากจะควบคุม ส่วนผม-น้องยกตัวและรวบขาที่ลีบเล็กยาวราวขาแมงมุมขึ้นวีลแชร์ พาผมไปให้อาหารปลาที่สวนหลังบ้านเป็นประจำทุกเย็น เวลาเธอมาช่วยเหลือผม ผมจะรีบใช้สองมือที่แรงยังดีเข็นล้อพาร่างกายไป ไม่อยากเป็นภาระหรือสร้างปัญหาให้กับเธอ แต่ผมก็เคยพลาดสร้างเรื่องขึ้นจนได้ เมื่อสามปีก่อนนั่นไง เรื่องไม่ควรเกิดขึ้นแท้ๆ ผมกำลังให้อาหารปลา เทอาหารเม็ดเล็กๆ จากซองลงอุ้งมือ แล้วออกแรงหว่านลงบ่อน้ำ บ่อนี้พ่อขุดและก่ออิฐสร้างไว้เมื่อครั้งแรงยังดี ปลาส่วนใหญ่เป็นพวกปลาคู้ ปลาที่แหวกว่ายไปมาด้วยกันเป็นฝูง ไม่ยอมห่างกัน ไม่มีตัวใดอยากจากไปไหน ราวกับพวกมันไม่สนใจอาหาร พวกมันชวนกันว่ายไปเกือบสุดบ่อ ผมโมโหที่พวกมันไม่สนใจผม ผมเลยเทอาหารเม็ดใส่เต็มกำมือ แล้วออกแรงสาดซัดใส่พวกมัน แล้วผมก็พลาดพลัดตกจากวีลแชร์คะมำลงบ่อน้ำ หัวผมทิ่มจมลงก้นบ่อ ขณะสะโพกและขาคาอยู่ที่ขอบ ดีที่ตอนนั้นมีอัยย์อยู่ด้วย

ทุกๆ วัน อัยย์จดจ่อกับการทำความสะอาด เธอเผาผลาญเรี่ยวแรงหมดแล้วก็เข้านอน ผมเริ่มเห็นอาการของน้องชัดขึ้นจนรู้สึกกังวล

กลางดึกคืนหนึ่งเธอลุกขึ้นนั่ง ใช้ความคิดอย่างหนัก ผมเรียกเธอเบาๆ จากฟูกนอนที่เต็มไปด้วยหยากไย่มุมหนึ่งของห้อง เราคุยกันแล้วเธอก็เริ่มร้องไห้

“พี่คะ ขอโทษนะ”

สิ่งที่เธอพูดจับใจความไม่ได้สักอย่าง ผมถามน้องไปตรงๆ ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเธอ แรกเธอโกรธและแสดงท่าทีแข็งกร้าว แต่ในเวลาไม่นานเธอก็อ่อนลง ไม่ว่าอย่างไรเธอต้องไปพบหมอ

ไม่เช่นนั้นครอบครัวเราจะยิ่งแย่ลง หากมีแต่คนป่วยไข้

อัยย์ยอมไปพบหมอและผลก็ออกมาอย่างที่ผมคิด ผมสงสารน้องที่ต้องพบความจริงเช่นนี้ หากเป็นคนอื่นคงยากจะรับ เธอยอมเข้ารับการรักษา กินยาอย่างมีวินัย ระหว่างนั้นอัยย์กังวลเรื่องขาดรายได้ ผมไม่รู้จะแนะนำเธออย่างไร นอกจากการเข้ารับสิทธิคนพิการกับภาครัฐเหมือนผม อย่างน้อยทุกเดือนก็มีเงิน แม้จะเล็กน้อยแต่ยังดีกว่าพึ่งรายได้จากสิทธิของผมเพียงคนเดียว อัยย์ยอมทำตามอย่างว่าง่าย

แต่เหมือนผมคิดผิดที่แนะนำน้องไปอย่างนั้น

หลังจากได้สิทธิรับเงินเบี้ยยังชีพและเข้ารับการรักษาตัว อัยย์ดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดอยู่เป็นปีทีเดียว จนหมอประเมินว่าเธอดีขึ้นจนสามารถใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้ เธอยิ้มรับ เป็นรอยยิ้มที่เคยหายไป ผมแนะว่าเธอควรไปยกเลิกและย้ายตนเองออกจากสิทธิคนพิการ แล้วกลับไปสมัครงาน เธอเห็นดีด้วย หากแต่อยากให้ได้งานก่อนค่อยดำเนินการ เธอรอบคอบเสมอ

แต่เมื่อสิ่งที่คาดหวังไม่เป็นอย่างที่คิด เราก็ได้แต่เก็บกักไว้ในอก แม้เธอจะได้งานแต่กลับรู้สึกหดหู่ใจ บริษัทไม่ได้บรรจุเธอเข้าทำงานรวมกับผู้ร่วมงานคนอื่นๆ แต่ย้ายให้เธอไปทำงานบริการสังคมที่โรงพยาบาล ภายใต้การดูแลของหมออย่างใกล้ชิด ซึ่งผมพอเข้าใจ บริษัทอาจยังไม่ไว้วางใจ คนป่วยทางจิตอาจสร้างปัญหาหรือความยุ่งยากใจให้กับผู้ร่วมงานคนอื่นเมื่อใดไม่มีใครรู้ได้ พวกเขาคงหวาดหวั่นกับจิตใจที่อาจพลิกเปลี่ยนขั้วไปมาอย่างฉับพลัน ไม่มีใครกล้าเสี่ยงหรอก อย่างมากก็ช่วยหางานอื่นให้เพื่อมนุษยธรรม แต่มันกลับสร้างความหดหู่ใจให้กับน้องสาวของผม ความกังวลจากสายตาผู้อื่นระหว่างทำงานเกิดขึ้นกับอัยย์อีกครั้ง แม้พยายามอดทน แต่ที่สุดเธอก็ลาออก

“พี่คะ ขอโทษนะ”

ผมได้ยินเสียงเธอล่องลอยมากับสายลม เธออาจซุกมุมไหนสักแห่งของบ้าน

อัยย์กลับมาจดจ่อกับการทำความสะอาดบ้านอีกครั้ง เธอเก็บเสียงของตัวเองไว้ไม่ให้ใครได้ยิน ไม่มีเสียงร่ำไห้คร่ำครวญ หรือแสดงออกถึงความเสียใจที่กลับมาอยู่ในสภาพเดิม เธอเพียงก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดบ้านอย่างพิถีพิถัน ทุกซอกมุม โดยเฉพาะบริเวณบ่อเลี้ยงปลาที่สวนเล็กๆ หลังบ้าน เธอเก็บกวาดเศษใบไม้ร่วงไม่เหลือไว้สักใบ รดน้ำใส่แปลงผักสวนครัวที่เหลือเพียงต้นตะไคร้ไม่กี่กอ

ความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวเรา ลอดรอยต่อก้อนอิฐที่ก่อขึ้นเป็นกำแพงกั้นระหว่างเพื่อนบ้างข้างเคียง ก่อกำเนิดเป็นเสียงเล่าส่งต่อกันไปในท่วงทำนองเพลงเศร้า เหล่าคนที่ได้ยินคงต่างน้ำตาซึม รันทดหดหู่กับชะตากรรมของคนป่วยไข้ในบ้านเรา จนเรื่องเล่าล่องลอยไปถึงหูคนในหน่วยงานภาครัฐ พวกเขาพากันบุกมาที่บ้านด้วยใบหน้าเห็นอกเห็นใจอย่างที่สุด ลูบแขนลูบมือของแม่ โน้มกายเข้าหา โอบไหล่กอดบ่าของอัยย์อย่างผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม พวกเขาขอให้เราเล่าเรื่องราวในชีวิตเพื่อแลกกับการขอรับเงินสวัสดิการ ยิ่งเล่ายิ่งรู้สึกว่าพวกเราน่าสังเวช อัยย์คงคิดเช่นกัน พวกเขาจดทุกอย่างที่เราเล่าลงในสมุดเล่มเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อย

หลังพวกเขาจากไป ผมเห็นบางอย่างในแววตาของอัยย์ บางอย่างที่ผมได้รู้ในเวลาต่อมา

บทความก่อนหน้านี้ทราย เจริญปุระ | “ยา” ที่หยุดไม่ได้
บทความถัดไปผมรักประชาธิปไตย แต่ประเทศไทยจะขาดทหารไม่ได้ | ฉมณ์คิด แผนสมบูรณ์