ทราย เจริญปุระ | ช่อดอกไม้เร่อร่า ในมือแม่

ทราย เจริญปุระ

ฉันตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วเหมือนเพิ่งคิดได้ว่าแม่จากไปแล้วจริงๆ

จะว่าไปช่วงหลังมานี้เราก็ไม่ได้สื่อสารอะไรกันมาก และก็ไม่ได้ปุบปับฉุกเฉิน

แต่จะไม่บอกว่าสูญเสียก็คงไม่ได้

นาทีแสนแปลกคือตอนพยายามจัดมัดช่อดอกไม้ให้อยู่ในมือไร้ชีวิตของแม่

-ไม่สวยเลย-นี่คือความคิดที่แวบเข้ามาในหัว

ดอกไม้ดูเร่อร่า ใหญ่โต และผิดที่ผิดทางไปหมดเมื่ออยู่ในมืออันผอมเซียวของแม่ นิ้วเล็กๆ นั้นดูเปราะบางไม่ต่างจากก้านพืชอ่อนเยาว์

ความหวังทำร้ายคนได้ยับเยินขนาดนี้

หรือจะให้ถูก คงต้องเรียกว่าความสิ้นหวังนั่นละ

เราต่างดำเนินชีวิตเรียบเรื่อย เส้นกราฟชีวิตคงเป็นแค่คลื่นอ่อนๆ ดั่งแรงกระเพื่อมของหยดน้ำในทะเล แต่ความหวังนั้นพัดให้เส้นกราฟพุ่งขึ้น แรงดึงดูดจากดวงจันทร์งดงามดึงระดับน้ำขึ้นสูงเหมือนจะแตะนวลของจันทร์ได้

แต่ก็ไม่ได้, ความจริงเป็นเช่นนี้เสมอ

แต่คนเราก็ยังหวัง

ฉันคิดซ้ำไปมา ว่าหรือนี่คือผลตอบแทนของการยอมรับความจริง ทึบทื่อ ราบเรียบ ไม่ระยิบวิบวาวเช่นความฝัน และไม่อาจหล่อเลี้ยงหัวใจได้อย่างนั้น

ฉันคิดว่า, หรือที่จริงแล้ว ฉันเป็นคนที่ทำให้ความตายของแม่มาถึงเร็วเกินควร

แม่เหมือนจะครอบครองอะไรมากมายในชีวิต แต่ครั้นเอามาแยกดูกันจริงๆ แล้วก็แทบจะไม่มีอะไรถาวร การลงทุนดีที่สุดที่แม่ทำ คือการลงทุนกับตัวเอง ดูแลตัวเอง ควบคุมอาหาร รักษาสุขภาพ ลงทุนกับฉันให้มั่นใจได้ว่ายังไงแม่ก็จะมีหลักให้เกาะยึด ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่แปลกอะไร คุณจะคาดหวังอะไรกับชีวิตผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ลาออกจากงานทันทีที่มีลูก ไม่มีงานประจำ ไม่ได้เอาความรู้ที่ร่ำเรียนมาใช้ทำมาหากิน แบ่งชีวิตครึ่งหนึ่งให้กับลูกคนโต ความฝันในชีวิตคืออีกยี่สิบสามสิบปีต่อมา จะยังแข็งแรงพอเก็บดอกผลที่งอกเงยจากทุนที่ได้ลงไป ได้เป็นที่รัก ได้ใช้ชีวิต

ฉันเป็นคนไร้ฝันมาแต่ไหนแต่ไร อาจเพราะการเติบโตมาแบบไม่จำเป็นต้องพึ่งพาฝัน ความจริงมันอยู่ตรงหน้าให้เราเห็นทุกวี่วัน ความฝันเป็นเรื่องเสียเวลา ฉันไม่เคยคิดอยากเป็นอะไร หรืออยากทำอะไรเป็นพิเศษ เพราะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าฉันต้องดูแลแม่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีอะไรก็ตาม

ความจริงของฉันคือแม่ แต่ความฝันของแม่ไม่มีฉัน

พูดอะไรแบบนี้ออกจะนอกรีตและไม่โรแมนติกเสียเลย แต่ความโรแมนติกไม่ได้ถูกติดตั้งมากับการเป็นมนุษย์ สัญชาตญาณการมีชีวิตต่อไปต่างหากที่ใช่ ตัดเรื่องรักๆ หวานๆ ออกไปแล้ว ชีวิตก็เหลือแค่ปัญหาให้เราแก้ไขอย่างที่เห็นมันเป็นปัญหาจริงๆ ไม่ใช่บทเรียนสอนใจ ไม่ใช่ประสบการณ์ชีวิต

แต่ก็นั่นละ, ถ้าชีวิตฉันถูกรดด้วยความจริง ชีวิตแม่ก็ติดตา แตกกอ และถูกค้ำจุนด้วยความฝัน แม่อดทนรอให้ถึงวันที่จะมีครบทุกอย่าง เงิน เวลา ชีวิต

แล้วก็เหมือนเรื่องเล่าทุกเรื่อง นั่นคือมันต้องมีจุดหักมุม

ฉันยังจำช่วงเวลาที่ขับรถพาแม่ไปโรงพยาบาลทุกวันได้ ไปทั้งที่ไม่มีนัด ไม่มีเป้าหมาย ไปทุกชั้น ทุกหมอ ทุกแผนก เพื่อขออะไรซักอย่างกลับมา อะไรก็ได้, แม่บอก

อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่สิ่งที่แม่กำลังเป็นอยู่

ความซึมเศร้าและความคิดร้ายๆ ยังเอ่อตัวอยู่ไม่สูงนัก แม่ยังพอประคองตัวลอยคออยู่ได้ด้วยความหวังว่าที่จริงแล้วแม่อาจจะแค่มีปัญหาสายตา อาจจะแค่ปวดไขข้อ อาจจะเพราะเปลี่ยนหมอ อาจจะมีเส้นเลือดไม่รักดีซักเส้นที่ดื้อดึงหลุดจากการควบคุมของแม่ แอบโป่งพองเบียดเพื่อน ซึ่งถ้าเพียงหมอจะตัดมันทิ้ง ความราบรื่นในชีวิตก็จะหวนคืนมา และแม่จะได้มุ่งหน้าสู่ความฝันต่อไป

พร้อมๆ กับที่พากันไปโรงพยาบาล ความเครียดระหว่างสองเราก็สูงขึ้น แม่หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยความฝัน

ในขณะที่ฉันเห็นแต่ความจริง

แม่โกรธที่ฉันไม่ร่วมฝันไปกับแม่ และฉันก็โกรธที่แม่ไม่ยอมรับความจริง

-ยอมรับซะ จะได้ค่อยๆ ประคองชีวิตไปต่อ กับอะไรก็ตามที่ชะตากรรมเหลือทิ้งไว้ให้- ฉันคิดเช่นนี้

แต่มันไม่ใช่สิ่งที่แม่ต้องการ ผู้หญิงดื้อๆ แบบแม่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

แต่พอถึงจุดหนึ่ง ที่แม่ขับรถที่ไปซื้อมาเองอีกคัน เพราะคันอื่นโดนฉันเก็บกุญแจไปหมดแล้ว แม่จะไปธนาคาร ไปโอนเงินทุกบาททุกสตางค์ในทุกกองทุนมาดูแลเอง แม่ไม่ไว้ใจฉัน แม่วางใจในความฝันของตัวเองมากกว่า แต่แม่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน

รถน่ารักสวยสดคันใหม่ของแม่ยังถอยไปไม่พ้นประตูบ้านด้วยซ้ำไป ตอนแม่ชนมันเข้ากับประตูบ้านและยับเยินอยู่ตรงนั้น

นั่นละจุดเปลี่ยน

แม่เห็นความจริง

และฉันเริ่มขายฝัน

ขับไม่ได้ก็ไม่เป็นไร, เดินเร็วไม่ได้ก็เดินช้าลง, นึกคำไม่ออกก็ช่างมัน สารพัดคำปลอบที่ฉันส่งต่อให้กับแม่ แม่ยังมีอะไรเหลืออยู่ แม่ยังมีชีวิตให้ใช้ ยังมีฉัน มีน้อง มีโลกข้างนอก มันอาจจะสนุกน้อยลง ไม่แวววาววิบวับอย่างที่แม่เห็นในห้วงฝัน แต่มันก็ยังพอใช้ได้

แต่มันไม่พอหรอก

คุณจะบอกให้คนที่ฝันมาสามสิบสี่สิบปีได้ยังไง ว่าฝันนั้นเป็นไปไม่ได้ และที่เป็นไปไม่ได้ เพราะโรคบ้าๆ โรคหนึ่งที่เล็ดลอดความระมัดระวังทุกอย่างแล้วลอบจู่โจม

นั่นละ ที่แม่ฉันเริ่มใฝ่ฝันถึงความตาย

ทุกวัน ทั้งวัน ทุกห้วงหายใจ

ไม่พยายาม ไม่มีอะไรให้แม่รออีกต่อไป

ไม่ใช่ฉันที่แม่รอ

โรคซึมเศร้าที่อยู่ข้างเคียงแม่ตั้งแต่ยังสาว

เป็นผู้ชนะไปในท้ายที่สุด

และทั้งที่พนมมือว่าตามคำส่งแม่ไปไหว้พระ สมองดื้อๆ ของฉันก็ยังแอบคิดค้านคำที่กำลังพูดออกจากปาก

แม่ไม่ชอบไปวัด แม่ไม่ชอบไหว้พระ และดอกไม้ที่จะเอาให้แม่ไปไหว้พระนี่ก็ไม่สวยเสียเลย

ความฝันมากมายเหลือแค่ดอกไม้ไม่กี่ดอกเท่านั้นเอง

“เป็นธรรมดาชีวิตคนเรา” แม่บอกกล่าว เมื่อคราวฉันร้องไห้ในอ้อมกอดท่าน “ลองนึกถึงดอกไม้ที่ปลูกไว้ ในแต่ละปี มันมีคติสอนใจ ว่าคนเรานั้นไซร้ต้องแห้งเหี่ยว ร่วงโรย หยั่งราก งอกเงย แล้วจึงผลิบาน”*

เป็นธรรมดาชีวิตคนเรา

ฉันเคยบอกแม่เช่นนี้ เพราะแม่ไม่เคยบอกฉัน

ความจริงของแต่ละคนมีหนทางของตัวเอง

“ในมือเธอมีดอกทานตะวัน” (The Sun and Her Flowers) เขียนโดย Rupi Kaur แปลโดย พลากร เจียมธีระนาถ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 โดยสำนักพิมพ์ Her Publishing, มีนาคม 2562

*ข้อความจากในหนังสือ

บทความก่อนหน้านี้“นอนไม่หลับ ทำยังไง” | ธุรกิจพอดีคำ
บทความถัดไปการเกิดขึ้น ของ ‘พระไตรปิฎก’ เกิดขึ้นที่ไหน-อย่างไร ?