เรื่องสั้น | แม่กับลูก (จบ)

นางแม่วัวและลูกของมันระหกระเหินซมซานเข้าสู่เขตวัดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ยังเช้าอยู่มาก แต่พระ-เณรบางรูปก็กลับมาจากการบิณฑบาตแล้ว เด็กนักเรียนเหงาๆ ห้าหกคนก็มาโรงเรียนแล้ว ครูสองสามคนก็มาแล้วเพราะขณะนี้ใกล้จะถึงกำหนดสอบไล่เต็มที ชาวบ้านอีกหกเจ็ดคนที่ออกมาทำธุระในไร่นาของตนซึ่งได้เห็นการไล่ล่าครั้งนี้เขาก็เตร่เข้ามาดู มันไม่ได้ขึ้นสะพานและวิ่งข้ามสะพานทางทิศตะวันตกนั่นเข้ามาหรอก มันต่างตื่นเพริดสุดขีด มันพากันถลากไถลมาจากตลิ่งริมคลองอันเหือดขอดซึ่งมีแต่ซากปลาตายและวัชพืชน้ำเน่าเปื่อย มันดิ้นรนขลุกขลักอยู่ในหล่มโคลนกลางคลอง กระเสือกกระสนจะขึ้นตลิ่งอีกฟากหนึ่งให้จงได้ แต่ก็กลับลื่นไถลตกกลับลงไปอยู่หลายครั้งอย่างน่าอนาถ พอตะเกียกตะกายขึ้นมาได้มันก็วิ่งเลียบแนวกำแพงวัด ผ่านประตูทางทิศตะวันตก ผ่านหมู่กุฏิสงฆ์ทางด้านขวาและศาลาการเปรียญทางด้านซ้าย วิ่งต่อไปบนลานโบสถ์และไปหยุดยั้งจนมุมอยู่ที่ต้นมะขามใหญ่หน้าโบสถ์ต้นนั้น เหล่าผู้ไล่ล่ายังคงติดตามมา พวกเขาปรากฏตัวขึ้นในละอองหมอกอันรางเลือนราวกับว่าพวกเขาเป็นภูตผี เขาเหล่านั้นแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิงจากมนุษย์อื่นๆ ที่เราได้เคยพบเห็น! เขาเหล่านั้นทั้งโกรธเกรี้ยวและเหนื่อยหอบ เขาแต่ละคนต่างดูดุดันโกกเกก ทมิฬหินชาติและไร้น้ำใจไมตรี เขาต่างมีบาดแผลถลอกปอกเปิกจากการพลัดตกรอยระแหง จากการสะดุดหัวคันนา จากการโดนหนามเกี่ยว จากการโดนใบหญ้าคาบาด เสื้อผ้าของเขาแต่ละคนฉีกขาดและเปียกเหงื่อจนชุ่มโชก เนื้อตัวหน้าตาและผมเผ้าของเขาแต่ละคนเต็มไปด้วยฝุ่น เขาไม่ได้พูดด้วยการออมเสียงอีกแล้ว สุ้มเสียงของเขาแต่ละคนมีกังวานอำมหิต เขาสบถ เขาด่าทอหยาบคาย เขาต่างพากันประทับปืนยาวไว้กับไหล่ เขากระจายกำลังกันโอบล้อมนางแม่วัวและลูกวัวไว้ทุกทิศทาง กูจะยิงอีนางตัวแม่ละนะ หนึ่งในนั้นพูดหอบๆ ขึ้นด้วยเสียงอันดัง มีเสียงหนึ่งพูดหอบๆ ว่ายิงเลย อีนางนี่ทำให้กูเหนื่อย ทำให้กูยุ่งยาก ทำให้กูเสียเวลา อีกเสียงหนึ่งในนั้นพูดหอบๆ ว่ามึงต้องแน่ใจนะว่าโป้งเดียวจอด อีกเสียงหนึ่งพูดว่าอย่าเพิ่งยิงมันเลย ยิงวัวในวัด ชำแหละซากในวัด ไม่ดี พระ-เณรมากันนั่นแล้ว เด็กนักเรียนและพวกครูๆ ก็มากันนั่นแล้ว ชาวบ้านก็มากันนั่นแล้ว ขืนยิงโดนด่าตายห่า อย่าเพิ่งใจร้อน เชือกป่านศรนารายณ์ขดยาวใหญ่ของเราน่ะ ทำเป็นบ่วงเข้าซี คล้องคออีนางแม่มัน เอามันกลับโรงฆ่าสัตว์ ได้ตัวอีนางแม่แล้วก็เท่ากับได้ไอ้ตัวลูก แล้วเขาเหล่านั้นก็จึงขมีขมันคลี่ขดเชือกออก ตัดแบ่งให้เป็นเชือกเส้นสั้นๆ ยาวราวสามสี่วาได้สามสี่เส้นและอย่างชำนิชำนาญ เขาจัดแจงทำบ่วง นางแม่วัวจำต้องหยุดอยู่ที่ใต้ต้นมะขามนั้นก็เพราะว่าถึงเวลานี้ลูกของมันบอบช้ำอิดโรยเสียจนไม่อาจหนีต่อไปได้อีกแล้ว ตัวมันเองเล่าก็ทั้งเหน็ดเหนื่อยและเจ็บปวดสุดกำลัง นางแม่วัวไม่เข้าใจหรอกว่าชายฉกรรจ์เหล่านั้นเขาจะทำอะไรกับมันและลูกของมัน มันรู้แต่เพียงว่าสิ่งที่เขากำลังทำกันอยู่และจะทำต่อไปนั้นเป็นอันตราย มันเอาปากของมันดันลูกของมันให้เบียดชิดต้นมะขามและตัวมันก็ออกมายืนเบียดอยู่ทางด้านนอกเป็นการปกป้องลูกของมันไว้ เป็นการกระทำที่สิ้นคิด มันไม่อาจทำอันใดอื่นที่ชาญฉลาดได้มากยิ่งไปกว่านั้นอีกแล้ว ไอ้เจ้าลูกวัวไม่เข้าใจว่าแม่ของมันทำเช่นนั้นเพื่ออะไร มันเอาแต่พยายามมุดหัวเข้าใต้ท้องแม่และซุกไซ้ปากแสวงหาเต้านมเพราะมันทั้งหิวและกระหายสุดกำลัง แต่แม่ของมันไม่ได้อยู่นิ่งๆ เพราะคนที่ตามล่ามันเขารายล้อมอยู่ทุกทิศทาง ประเดี๋ยวๆ หนึ่งนางแม่วัวก็ชะเง้อคอมองออกไปยังหมู่ผู้ไล่ล่าซึ่งอยู่อีกทางหนึ่งของต้นมะขาม ประเดี๋ยวๆ หนึ่งมันก็หันหลังกลับชะเง้อคอมองออกไปยังหมู่ผู้ไล่ล่าอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่อีกทางหนึ่งของต้นมะขาม มันกระสับกระส่ายและร้อนรนแทบจะคลั่งใจตาย เขาเหล่านั้นแลเห็นได้ชัดเจนว่านางแม่วัวกลัว มันเป็นห่วงชีวิตของมัน แต่มันก็เป็นห่วงชีวิตลูกของมันด้วย บอกได้ไม่ชัดเจนว่ามันห่วงอะไรมากกว่ากัน ที่แน่นอนก็คือกิริยาอาการของมันกำลังคลั่งหนักข้อยิ่งขึ้นทุกทีและมันเป็นสัตว์อันตราย บัดนี้เขาเหล่านั้นได้ตกลงใจกันแล้วว่าเขาจะเอาบ่วงเชือกคล้องคอมัน แต่การที่มันเอาแต่ยืนชิดต้นมะขามและเอาแต่หมุนตัวกลับไปกลับมาอยู่เช่นนั้นทำให้การโยนบ่วงเชือกคล้องคอมันไม่อาจกระทำได้โดยสะดวก เขาก็จึงไล่ตะเพิดมันฮึยๆ เขาจึงตะคอกมันด้วยการเข่นเสียงเลียนแบบเสียงตะคอกของเสือ เขาจึงระดมขว้างปามันด้วยก้อนดิน ก้อนหินและท่อนไม้ ด้วยมีดพร้าและขวานที่เขาพกพามา เขาต่างไปหาไม้รวกลำยาวๆ มาและฟาดตีและกระแทกกระทุ้งเข้าตามเนื้อตัวหน้าตาของมันและลูกของมันไม่เลือกที่อย่างไม่บันยะยันยัง เขาทุกคนโกรธ ความอดทนอดกลั้นของเขาไม่มีหลงเหลืออยู่เลย เขาทุกคนต่างฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด ตั้งแต่เขามาถึงเขายังไม่ได้พูดอะไรกับพวกเราซึ่งเป็นเจ้าถิ่นเลยสักคำ เขาไม่กล้าเข้าไปคล้องมันใกล้ๆ เขาประเคนของหนัก ของมีคมประดังประเดเข้าใส่มันและลูกของมันอย่างไม่ยับยั้ง นางแม่วัวทั้งเจ็บ กลัวและโกรธ มันวิ่งไล่ขวิดชายเหล่านั้น มันวนเวียนหันเหียนและเห็นพวกเขาเข้าทางไหนมันก็วิ่งเข้าใส่ เสียบเสยเขาวืดวาด มันห่วงหน้าพะวงหลัง ไม่กล้าวิ่งไล่ตามเขาเหล่านั้นออกไปไกลจากต้นมะขามนัก มันเหม่อมองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มันเห็นองค์พระปรางค์เก่า ศาลาตั้งศพ วิหาร ต้นสำโรงใหญ่ สนามหญ้าเกรียนๆ และเว้าๆ แหว่งๆ ของโรงเรียน ตัวอาคารโรงเรียนวัดแพรกหนามแดงอันทั้งคร่ำคร่าทะมอทะแม เลยจากนั้นไปคือแนวเขตรั้วของวัด พ้นไปอีกก็คือทุ่งที่มีแต่ป่าสะแกและดงตาล และเลยออกไปอีกไกลแสนไกลในทิศทางนั้นก็คือบ้านเกิดของมัน มันคิดที่จะเตลิดแหกด่านไปทางทิศนั้น และมันก็หยุดยืนนิ่งอยู่บนลานทราย ห่างจากมะขามต้นนั้นสักเจ็ดแปดก้าว ส่งเสียงร้องเรียกลูกของมัน ไอ้เจ้าลูกวัวนั้นก็แข็งใจลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เมื่อมันยืนขึ้นได้ก็ปรากฏว่าตัวของมันส่ายโงนเงน มันออกเดินได้เพียงก้าวเดียวเท่านั้นมันก็ล้มแผละลง นางแม่วัวจำต้องเดินกลับไปยังโคนต้นมะขามอีก มันก้มลงเลียเนื้อตัวลูกของมัน เอาจมูกดุนดันร่างของเจ้าลูกวัวให้ชิดต้นมะขามเข้าไปอีกครั้งหนึ่งและมันก็ยืนคร่อมลูกของมันไว้ หัวของมันก้มต่ำ ดวงตาของมันขุ่นขวางและแดงก่ำ ปลายเขาทั้งสองข้างของมันยังมีคราบเลือดแห้งกรัง เนื้อตัวของมันมีแต่บาดแผลน้อยใหญ่ซึ่งเลือดยังคงไหลอยู่และเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยขี้โคลนขี้เลน มันหอบหายใจรุนแรงจนซี่โครงเยี่ยงลูกระนาดของมันนั้นกระเพื่อมขึ้นลง ลมหายใจของมันดังฟืดฟาดถี่เร็ว ส่วนเจ้าลูกวัวนั้นมาทีนี้นอนตะแคง กะพริบตาปริบๆ มีน้ำลายใสๆ ไหลยืดยาวออกมาจากปากซึ่งกำลังอ้าพะงาบๆ อยู่ของมัน

มีเลือดเป็นลิ่มๆ ทะลักปะปนออกมากับน้ำลายของมันด้วย

หลวงพ่อเทียนมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ทีแรกฉันยังไม่เห็นหลวงพ่อเทียน ในมือของแกถือไม้กวาดด้ามยาวอยู่อันหนึ่ง นุ่งแต่เพียงสบงและใส่อังสะ ไม่ได้ครองจีวรให้เรียบร้อย ฉันเห็นแกยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กับพระภิกษุหนุ่มๆ สี่รูปและสามเณรโค่งอีกรูปหนึ่งและสามเณรน้อยอีกรูปหนึ่ง แกมองดูแม่วัวและลูกวัวเหม่อเฉยอยู่และดูเหมือนว่าจิตใจของแกจะล่องลอยไปอยู่แห่งหนอื่น บางทีแกอาจจะหวนนึกไปถึงวัวสี่ตัวที่แกเคยเป็นเจ้าของเมื่อครั้งที่แกยังคงครองเพศฆราวาสอยู่ดอกกระมัง แกเดินออกไปอย่างลังเล แต่แล้วก็เดินกลับเข้ามาอีก เมื่อแกพูดกับบรรดาชายฉกรรจ์เหล่านั้น แกก็พูดด้วยท่าทางของคนใจลอย แกเอาไม้กวาดเกลี่ยทรายแกรกกรากๆ โดยไม่เข้าใจว่าแกทำเช่นนั้นทำไม แกใช้ถ้อยคำไม่ถูกต้อง แกพูดว่าโยม ฉันขอบิณฑบาตวัวสองตัวนี่จะได้ไหมเล่า เขาเหล่านั้นสะดุดกึก เขาเหล่านั้นอึกอัก เขามีท่าทางลำบากใจ เขามองตากันอย่างปรึกษาหารือ เขาบางคนในกลุ่มเคยได้ยินชื่อเสียงกิตติศัพท์ของแกมาอยู่บ้าง เขาคนหนึ่งพูดออกมาอย่างเหลืออดว่าอะไร! ของอย่างนี้มาขอบิณฑบาตได้อย่างไรกัน หลวงพ่อเทียนต้องพูดเสียใหม่ว่า ฉันขอโทษ-ถ้าฉันจะขอไถ่ชีวิตวัวสองตัวนี้ฉันจะต้องเสียเงินสักเท่าไหร่ อย่าเรียกร้องค่าไถ่ให้มันสูงเกินกำลังของฉันนะ ประโยคหลังนี้แกพูดอ้อมๆ แอ้มๆ ไม่เต็มเสียง แกไม่อยากได้ยินถ้อยคำเช่นนั้นจากปากของแกเลย ชายฉกรรจ์เหล่านั้นเดินห่างออกไปจากแก และเขาก็จับกลุ่มพูดคุยกัน เขาทุ่มเถียงกันอย่างเร่าร้อน เขาตกลงกันในเรื่องตัวเลขที่แน่นอนไม่ได้ สีหน้าสีตาของเขาแต่ละคนเข้มเครียดขมึงทึง เขาแต่ละคนต่างกะดำกะด่างกระมอมกระแมม แต่แม้กระนั้นเขาแต่ละคนก็ต่างเรืองรังสีอำมหิต ในที่สุดคนที่มีท่าทางเป็นหัวหน้าก็เดินเข้ามาหาหลวงพ่อเทียนพร้อมกับพูดด้วยเสียงห้วนๆ ว่าหมื่นห้า หลวงพ่อสู้ไหวไหมเล่า อีนางแม่วัวน่ะมันขวิดลูกน้องผมเจ็บปางตายไปถึงสองคนและทำให้พวกพ่อค้าเนื้อแม่ค้าเนื้อเจ็บไปอีกหลายคน หลวงพ่อเทียนพยักหน้า สำแดงอาการว่าเข้าใจ แต่แม้กระนั้นแกก็ยังมีท่าทีลังเล ฉัน (ฉันเองนี่แหละ) จึงโพล่งออกไปว่า หลวงพ่อ หมื่นห้าก็หมื่นห้า จ่ายๆ ให้เขาไปเถอะ หลวงพ่อเทียนพูดเหมือนพูดกับตนเองว่าหกห้าหกสี่แปดลบด้วยหนึ่งห้าศูนย์ศูนย์ศูนย์เหลือห้าศูนย์หกสี่แปดใช่ไหม ตกลง ตกลง พูดเหมือนพูดกับตนเองอีกว่าเหลือแค่นี้ก็ยังถือได้ว่าเหลืออยู่อักโข มากพอที่จะซ่อมแนวกำแพงทางทิศตะวันตกนั่นได้ แล้วแกก็บอกฉันนี่แหละให้ไปตามตัวตาโชติมัคนายกมาโดยเร่งด่วน ให้ตาโชติเอากุญแจมาไขตู้รับบริจาค แกถึงกับไปเป็นเจ้ากี้เจ้าการกำชับกำชาตาโชติให้นับเงินซ้ำถึงสองครั้งให้ถูกต้องละเอียดลออและให้ฉันช่วยนับซ้ำอีกทีหนึ่ง แล้วแกก็มอบเงินหนึ่งหมื่นห้าพันบาทให้แก่บรรดาชายฉกรรจ์จากโรงฆ่าสัตว์ไป วัวสองตัวนี้ก็เลยกลายเป็นวัววัดอย่างที่เห็นกันอยู่ในทุกวันนี้ อีนางแม่น่ะมันไม่ได้ยอมเป็นวัววัดโดยง่ายหรอกนะ มันอยู่ที่นี่ได้สักสามวันเท่านั้น พอมันและลูกเริ่มจะแข็งแรงขึ้นมาได้สักหน่อยมันก็ตั้งท่าจะพาลูกของมันกลับบ้านเกิดของมันอีก รุ่งสางวันหนึ่งนางแม่ก็พยักพเยิดเรียกลูกของมันและมันทั้งสองตัวก็ตีหน้าซื่อพากันเดินตัดทุ่งไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้โน่น และกลับไปถึงบ้านของมันจนได้ หลวงพ่อเทียนและตาโชติและฉันเป็นคนไปตามมันกลับมา ฉันถึงได้ไปรู้จักมักจี่กับชายเงียบขรึมคนนั้น หญิงเงียบขรึมคนนั้นและเด็กชายว้าเหว่ผู้มีนัยน์ตาเศร้าๆ คนนั้น (ซึ่งได้สารภาพให้ฉันฟังว่านับตั้งแต่วันที่นางแม่วัวและลูกวัวจากบ้านไปเขาฝันเห็นมันทุกคืน) เจ้าของของมันและหลวงพ่อเทียนต้องขู่และปลอบนางแม่วัวและเจ้าลูกวัวอยู่นานครันมันถึงได้ยอมกลับมา

ฉันเองก็ช่วยเขาขู่และปลอบมันบ้างด้วยเหมือนกัน

นายปริญญา ศรีสุคนธ์ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ “เพชรภูมิ” อันเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นรายวัน ล็อตเตอรี่ฉบับหนึ่งของจังหวัดเขาไปหาข่าวที่โรงพยาบาลและเขาก็ได้ข่าวนางแม่วัวขวิดลูกจ้างของโรงฆ่าสัตว์เทศบาลตายไปสองคนและทำให้คนอีกหกคนได้รับบาดเจ็บสาหัสและเขาก็เขียนข่าวดังกล่าวนี้โดยละเอียด เขาถึงกับเดินทางมาถ่ายภาพนางแม่วัวและลูกวัวและหลวงพ่อเทียนเพื่อเอาไปประกอบรายงานข่าวของเขา นายอุดมเดช เกตุแก้ว ผู้สื่อข่าว “สาส์นเพชร” อันเป็นนิตยสารรายปักษ์ของท้องถิ่นฉบับหนึ่งของจังหวัดเขาก็ได้นำเอาเรื่องราวของแม่วัวและลูกวัวคู่นี้ไปเขียนเป็นสารคดีประจำฉบับอีกด้วยเช่นกัน นายสุรพล นาคนคร ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์จากส่วนกลางที่ประจำการอยู่ที่จังหวัดนี้เขาก็ได้เขียนข่าวนี้ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” ที่เขาสังกัดอยู่ซึ่งทำให้วัวสองตัวนี้เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ ท่านพระครูประกาศสมาธิคุณพระนักเทศน์ชื่อดังซึ่งจัดรายการธรรมะเย็นใจอยู่เป็นประจำทุกคืนอยู่ที่สถานีวิทยุ ปชส.เจ็ดเอเอ็มร้อยเจ็ดจุดห้าเมกะเฮิร์ตซ์ ท่านได้อ่านข่าวนี้เข้า ท่านก็สะดุดใจและท่านก็จึงเอาไปเทศนาให้ญาติโยมแฟนรายการของท่านฟังโดยพิสดาร ผู้คนในจังหวัดนี้จากอำเภอและตำบลไกลๆ ก็จึงเดินทางมายังวัดแพรกหนามแดงและบริจาคเงินให้กับหลวงพ่อเทียนอยู่เนืองๆ ยังมีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่เดินทางมาจากส่วนอื่นๆ ของประเทศเพื่อมาดูแม่วัวและลูกวัวคู่นี้ ชายหญิงคู่หนึ่งเดินทางมาจากอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งจำนวนห้าสิบสองคนเช่ารถสองแถวสองคันเดินทางมาจากอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช พระภิกษุห้ารูป สามเณรสี่รูปและอุบาสกอุบาสิกาอีกจำนวนยี่สิบเจ็ดคนเช่ารถบัสเดินทางมาจากวัดแห่งหนึ่งในอำเภอทับทัน จังหวัดอุทัยธานี หญิงสองแม่ลูกคู่หนึ่งขับรถยนต์ส่วนตัวมาจากอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ นายทหารยศพันเอกคนหนึ่งขับรถยนต์ส่วนตัวพาแม่ของเขามาจากค่ายธนะรัชต์ อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สมาชิกชมรมผู้ปฏิบัติธรรม กระทรวงศึกษาธิการจำนวนสองร้อยหกสิบสี่คนเช่ารถบัสคันใหญ่สี่คันเดินทางมาจากกรุงเทพฯ พวกเขามักจะมากันมากในวันหยุด ฉันเองนี่แหละเป็นมัคคุเทศก์น้อย (ก็เป็นๆ มันไปอย่างนั้นแหละ แบบว่าตกกระไดพลอยโจน) ฉันพาผู้คนเหล่านั้นไปดูนางแม่วัวและลูกของมัน ฉันเล่าเรื่องราวของมันให้พวกเขาฟัง หลายต่อหลายคนพูดว่าฉันเป็นมัคคุเทศก์ที่มีแวว เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของวัวราวกับว่าฉันพูดภาษาวัวได้ มีคนแห่กันมาทำบุญที่วัดแพรกหนามแดงมิใช่น้อยๆ เลย ฉันพาเขาไปดูแนวเขตรั้ววัดทั้งสามด้านที่ยังไม่มีกำแพง ฉันพาเขาไปดูโบสถ์อันทรุดโทรมของวัด ฉันพูดถึงความทุกข์กังวลของหลวงพ่อเทียน ผู้ได้สู้อุตส่าห์ตัดใจใช้ “เงินของสงฆ์” ไถ่ชีวิตวัวสองตัวนี้ไว้ แต่ฉันไม่ได้บอกพวกเขาหรอกว่าตัวเลขล่าสุดที่ฉันได้ยินหลวงพ่อเทียนพึมพำออกมาก็คือสามสองเจ็ดหนึ่งเจ็ดสี่ ฉันไม่ได้บอกพวกเขาอีกเช่นกันว่า ฉันเองก็ได้เงินบ้างเหมือนกันในฐานะมัคคุเทศก์น้อย ฉันไม่ได้เรียกร้อง เขาให้แค่ไหนก็แค่นั้น บางวันฉันก็ได้มากถึงห้าสิบบาท ฉันแบ่งทำบุญเสียครึ่งหนึ่ง ไม่ได้ทำบุญทั้งหมด ฉันแบ่งให้แม่ของฉันบ้าง ไม่ได้ให้ทั้งหมด ก็ฉันต้องเก็บเงินไว้ซื้อขนูกขนมอะไรๆ ที่ฉันอยากกินเสียบ้างน่ะซี

อุลิต จันทร์แดง

บทความก่อนหน้านี้ประวัติความเป็นมาที่หลายคนอาจไม่เคยทราบของ ‘พระอัฏฐารส’ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
บทความถัดไปเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | พื้นที่วัฒนธรรม