เรื่องสั้น | แม่กับลูก (1)

มองดูนางแม่วัวตัวนี้เสียก่อนเป็นลำดับแรก นอนเอกเขนกตะแคงข้างอยู่ที่นั่นใต้ร่มมะขามใหญ่อันเก่าแก่คร่ำคร่าริมลานโบสถ์ด้านทิศตะวันออกของวัดแพรกหนามแดง สำราญ อิริยาบถอยู่บนหลุมหล่มบนพื้นทรายใต้ต้นมะขามนั้น ก็นางตัวนี้แหละที่ชื่ออีฝุ่น แม่วัวอันมีกิตติศัพท์ลือชา ชื่ออีฝุ่นนี้หลวงพ่อเทียนเป็นคนตั้งให้ ดวงตาทั้งสองข้างของมันหรี่ปรือ สะบัดหัวบ้างเป็นบางครั้ง เพราะใบมะขามแก่หรือฝักมะขามแก่ร่วงลงมาโดนหัวของมัน แกว่งหางเป็นบางคราวไล่แมลง ถอนหายใจบ้างเป็นบางที เรออีกเป็นบางหน ตลอดเวลาเอาแต่เคี้ยวเอื้องหยับๆ มันเป็นแม่วัวตัวโต กระดูกกระเดี้ยวน้อยใหญ่อันประกอบกันขึ้นมาเป็นโครงสร้างของเนื้อตัวและแข้งขาและหัวทุยๆ ของมันนั้นแข็งแกร่งบึกบึน เขาของมันคู่นั้นยาวสักสองคืบเหยียดตรงขึ้นไปและมีปลายเรียวแหลม นั่นคือดาบคู่ นั่นคือศาสตราวุธอันน่าเกรงขาม เห็นไหมนั่นมันโงหัวของมันขึ้นมาแล้ว ยืดคอขึ้น เอี้ยวคอมองไปทางด้านนั้นด้านนี้ เบิกเบิ่งดวงตาอันแสนสวยและแสนเศร้าของมันออกเขม้นมอง นัยน์ตาของมันนั้นมีประกายดุดัน เป็นแววตาของเพชฌฆาต เป็นแววตาที่พร้อมที่จะส่อแสดงความไม่เป็นมิตร แววตาเช่นนี้เองที่เคยขู่ขวัญผู้คนมากหลายให้ย่นระย่อและพรั่นพรึง และเขาคู่นั้นของมันเล่าก็ฆ่าคนตายมาแล้วถึงสองคน ไม่ใช่เด็กๆ ไม่ใช่ผู้หญิงผู้หยัง คนที่ถูกมันขวิดเอาถึงตายสองคนนั้นคือชายฉกรรจ์ผู้มีเรือนกายบึกบึนและสูงใหญ่ปานผีโขมด มันส่งเสียงร้องออกมาแล้ว ฟังซี กึกก้อง ยาวนาน หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง มอ-มอ-มอ-โสตประสาทอันทื่อมะลื่อของคนทั่วไปฟังออกเพียงแค่นั้นเอง ฟังไม่เป็นภาษา แต่เทวาอารักษ์ซีท่านฟังออก เด็กๆ ชาวแพรกหนามแดงบางคนก็ฟังออก เสียงนั้นคือเสียงร้องเรียกหาลูกของนางผู้เป็นแม่อย่างไรเล่า ลูกอยู่ไหนน่ะ อย่าเที่ยวซุกซนให้มากนักนะ ไม่มีอะไรหรอก แม่เพียงแต่อยากรู้ว่าลูกอยู่ไหนเท่านั้นเอง มีเสียงลูกวัวร้องตอบมาจากที่ไกล ดังมาจากแถวพงหญ้าใต้ต้นตะโกริมสระน้ำทางด้านทิศเหนือของวัดโน่น ฉันอยู่นี่จ้ะแม่ ลูกวัวตอบ แถวนี้มีหญ้าดกงามทั้งหญ้าหวายและหญ้าสายน้ำผึ้ง ทั้งหอมหวานและสดฉ่ำ ดีแล้วลูกเอ๋ย อย่าออกนอกเขตวัดเป็นอันขาดนะ นางแม่กำชับ ดวงตาของมันหรี่ปรือลงอีก หัวของมันโงกหงุบต่ำลง แล้วมันก็สำรอกเอาหญ้าที่มันได้สวาปามเข้าไปออกมาเคี้ยวเอื้องหยับๆ ต่อไปอีกอย่างไม่อนาทร แดดยามเช้าของปลายเดือนกุมภาพันธ์มีสีเหลืองขุ่นมัวซัวและช่างอ่อนโรยเสียนี่กระไร ฤดูหนาวยังคงอ้อยอิ่งอาลัยอาวรณ์อยู่ ทุ่งแพรกหนามแดงทั้งทุ่งยังมีไอหมอกขมุกขมัว ซึ่งเพียงแต่กำลังเลือนละลายอย่างพิรี้พิไร ทุกทิศทุกทางมีแต่เสียงนกต่างๆ นานาร้องเซ็งแซ่ นกบ้านนอก กางเขน เอี้ยง กิ้งโครง เขาใหญ่เขาเล็ก เขาเปล้า พิราบ กระจิบกระจอก หัวขวานปรอดและโพระดก ฯลฯ ไม่ใช่วิหคสวรรค์วิเศษวิโสอันใด ที่กังวานแว่วไม่รู้สร่างก็คือเสียงดุเหว่าอันก้องระงมมาจากที่ทางอันใกล้บ้างและไกลบ้างทุกทิศทาง ยังมีเสียงหมูร้องอู๊ดๆ แทรกเข้ามาอยู่อีกด้วย หมูวัด เสียงหมาแง่งแง่เข้าใส่กัน หมาวัด เสียงวัวตัวอื่นร้อง วัววัด เสียงไก่แจ้ขัน ไก่วัด เสียงแมวกัดกัน แมววัด ที่นี่เป็นเขตอภัยทาน นั่นไอ้นกเขาเปล้าตัวนั้นมันนึกอะไรของมันขึ้นมาน่ะ มันถึงได้กุ้กกุ้กกู้ของมันขึ้นมาเป็นการใหญ่ มันคงรำคาญเสียงดุเหว่าแว่วเหล่านั้นดอกกระมัง เสียงปรบปีกของนกต่างๆ ก็ดังอยู่ไม่ขาดสายเลย เสียงผึ้งดังหึ่งๆ ขณะที่มันไต่ตอมอยู่ในกลีบดอกบัวหรือเกลือกตัวอยู่ในละอองเกสรของดอกบัวในสระน้ำของวัด เสียงปลาแมลงภู่ฮุบเหยื่อโผงผางอยู่ในสระน้ำของวัด เสียงทั้งหมดเหล่านี้ไร้ระบบระเบียบ แต่ก็บันเทิงโสตถึงระดับเอกอุถ้าหากว่าเราไม่ได้คาดหมายระบบระเบียบอันใดจากมัน นางแม่วัวนอนฟังเสียงเหล่านั้นแน่นิ่งราวกับเข้าฌาน ซึมกระทืออยู่ในบรมสุขอย่างน่าอิจฉา เสียงลมพัดใบตาลเสียดลำต้นแกรกกราก เสียงลูกตาลสุกหล่นจากขั้วดังตุ้บถนัดใจ ลูกตาลสุกนี้เป็นอาหารโปรดของมันเสียด้วย และแม้ว่ามันจะได้ตะกรามกินหญ้าในบริเวณวัดมาเสียอิ่มจนเรอ แต่มันก็ยังอยากกินน้ำเนื้ออันหอมหวานของลูกตาลสุกอยู่นั่นเอง มันส่งเสียงกำชับลูกของมันออกไปอีกครั้งหนึ่ง กระแสเสียงของมันในคราวนี้มีความงัวเงียอยู่บ้างเล็กน้อย ถ้าหากจะกินลูกตาลสุกก็กินเฉพาะลูกตาลสุกที่หล่นอยู่ในบริเวณวัดเท่านั้นนะ อย่าออกไปกินนอกบริเวณวัดเป็นอันขาด จ้ะแม่ ฉันรู้หรอกน่า เสียงลูกวัวตอบมา ในน้ำเสียงมีความรำคาญและความเย่อหยิ่งถือดีเจือปนอยู่หน่อยๆ ด้วยเหมือนกัน ลมหนาวยังคงถะถั่งเรื่อยรินมาสม่ำเสมอ ดวงตะวันดูราวกับว่าเกียจคร้านที่จะทำหน้าที่ของตนเอง แล้วนั่นเสียงอะไร ดังตุ้บใหญ่ถนัดใจอีกเหมือนกัน อ้อ เสียงลูกมะขวิดสุกมันร่วงลงมานั่นเอง มีเสียงฝีเท้าคนดังตึ้กตั้กๆ ติดตามมา เสียงฝีเท้ามนุษย์น้อยสามสี่คู่ เสียงเด็กนักเรียนโรงเรียนประชาบาลวัดแพรกหนามแดงนั่นเอง ไอ้พวกนี้มาโรงเรียนแต่ไก่โห่ เด็กบ้านนอก อยู่บ้านมันคงเหงาถึงได้รีบมาโรงเรียนตั้งแต่เช้าเช่นนี้ มาหาเพื่อนเล่น ไม่ได้ขยิกขยันเล่าเรียนเขียนอ่านอะไรหรอก และตะกละ และเสียงดัง มะขวิดลูกนี้ของกู กูมาถึงก่อน อะไรกัน ของกูต่างหาก กูหมายตาของกูไว้หลายวันแล้วตั้งแต่มันยังกำลังห่ามอยู่บนต้น อย่างไรก็เถอะ แบ่งให้กูบ้าง พระพุทธองค์ตรัสว่ามีของอร่อยไม่ควรเก็บไว้กินคนเดียว

ทีนี้ก็ขอให้มองดูลูกวัวตัวนั้นบ้าง มันชื่อไอ้โคลน และเนื้อตัวของมันก็มอมๆ เหม่ๆ สมกับชื่อของมันเป็นอันดี ชื่อของมันนี้หลวงพ่อเทียนก็เป็นคนตั้งให้อีกเช่นกัน เป็นชื่อที่ไม่น่าฟังเลย แต่เวลาหลวงพ่อเทียนเรียกชื่อของมัน กังวานเสียงอันแหบเครือและแผ่วเบาของแกนั้นก็อ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง ไอ้โคลน ไอ้โคลน ไอ้โคลน มานี่มา และมืออันเหี่ยวย่นและสั่นระทกด้วยความชราภาพของแกนั้น ไอ้โคลนก็มักจะเข้าใจผิดไปตามประสาถึกทุยของมันว่าเป็นโรงงานผลิตขนม เพราะว่าหลังจากที่มันเข้าไปหาหลวงพ่อเทียนตามเสียงร้องเรียก หลังจากคำพูดที่ว่าไอ้โคลนมานี่มาแล้วนั้น มันก็มักจะได้กิน “ขนม” อะไรอย่างหนึ่งทุกทีไป กล้วยน้ำว้าสุกสี่ห้าผล ขนุนสุกแกะเมล็ดออกแล้วห้าหกยวง แตงโมแดงฉ่ำเสี้ยวหนึ่ง ยอดก้ามปูอ่อนกำหนึ่ง ฝักก้ามปูเจ็ดแปดฝัก ใบข้าวโพดอ่อนหนึ่งฟ่อนน้อย ฯลฯ และไอ้โคลนก็จะสวาปามเข้าไปอย่างตะกละตะกลาม และหลวงพ่อเทียนก็จะพูดกับมันว่า หม่ำๆ หม่ำๆ พูดว่าเอ็งนี่กินจุนะ พูดว่าอย่าเคี้ยวเสียงดังนักซีวะ กินให้มันมีมารยาทหน่อย และแกก็มักจะพูดกับมันว่า อย่าดื้อนะ อย่าซนนะ อย่าไปเที่ยวเล่นไกลๆ นังแม่เอ็งเขาเป็นห่วง ไอ้โคลนนี่มันพ้นวัยลูกแหง่มาแล้วละ เพราะว่าเขาทั้งสองข้างของมันงอกออกมาแล้ว ยาวสักข้างละหนึ่งองคุลีกว่าๆ เห็นจะได้ ขนสีดำของมันนั้นมีอยู่ที่สองข้างลำตัวเป็นหลัก และดำอีกที่หัวและที่พู่ปลายหาง แต่ขนที่ข้างใต้ท้องและที่ข้างขาทั้งสี่ของมันนั้นมีสีเหลือง สีดำ และสีเหลืองนี้เวลามันอาบน้ำใหม่ๆ และนอนเก็บขาขดตัวทำให้มันดูคล้ายลูกตาลสุกลูกใหญ่ แต่เนื่องจากมันไม่ชอบอาบน้ำเอาเสียเลยและมันซน สีเหลืองและสีดำอันเป็นสีขนที่แท้จริงของมันจึงมีแต่มลทินเปรอะเปื้อนอยู่ดารดาษไป สีเขียวจากใบไม้สารพัน สีแดงจากดอกพู่ระหง สีเหลืองจากดอกดาวเรือง สีม่วงจากลูกชำมะเลียงสุก ฯลฯ ขาของมันก็มีคราบแหนและสาหร่ายจากน้ำริมสระใต้ต้นกร่างอันเป็นบริเวณที่มีน้ำตื้นซึ่งเป็นที่ที่มันมักไปกินน้ำและคลุกโคลนเสียบ้างเพื่อลดอาการคันคะเยอตามเนื้อตัวของมัน และทุกขุมขนของมันนั้นเล่าก็มีแต่ฝุ่นเพราะมันมักนอนคลุกฝุ่นเล่นเสียบ้างเพื่อลดอาการคันคะเยอตามเนื้อตัวของมัน หัวหูและหน้าตาของมันนั้นออกจะมะลอกมะแลกเพราะว่ามันกำลังชอบขวิดดิน มันคันคะเยอที่โคนเขา มันกำลังเรียนรู้ว่าเขาคู่นั้นของมันจะทำอะไรได้บ้าง มันไม่เพียงแต่ชอบขวิดดินเท่านั้น มันยังชอบที่จะเอาหัวหูและหน้าตาของมันแถกไถพื้นดินเพื่อคลุกฝุ่นเล่นอีกด้วย มันเป็นลูกวัวตัวอ้วน มันดูเหมือนตุ๊กตาตัวใหญ่ที่ทั้งกระมอมกระแมมและปุกปุย มันชอบกินเกลือทะเลเป็นเม็ดๆ บางทีหลวงพ่อเทียนก็เอาเกลือกำมือหนึ่งป้อนมัน มันกินเกลือราวกับเด็กกินน้ำตาล มันอยากได้กินเกลือมากกว่านั้นอีก แต่มันไม่รู้จะพูดกับหลวงพ่อเทียนว่าอย่างไรดี มันจึงมักที่จะขวิดหลวงพ่อเทียนเบาะๆ เข้าสักทีหนึ่ง นั่นแน่ะ ดูมันซี มันกำลังปีนขึ้นไปบนเนินดินสูงอันมีจอมปลวกใหญ่น้อยรูปทรงแปลกประหลาดขึ้นอยู่เป็นดงนั่น เหยียบย่ำจอมปลวกเหล่านั้นขึ้นไป เบิกเบิ่งดูทัศนียภาพอันเวิ้งว้างอลังการของแพรกหนามแดง แล้วมันก็โดดลงมายังผืนดินเบื้องล่าง เซซวนเล็กน้อย ครั้นตั้งหลักได้ มันก็วิ่งวนเวียนหันเหียน ส่งเสียงร้องก้อง และมันก็โดดข้ามแนวรั้วทางด้านทิศตะวันออกของวัดออกไป (แนวเขตวัดทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออกนั้นไม่มีกำแพงอิฐฉาบปูนขาวหรอก มีแต่เพียงเสาไม้เก่าๆ ปักไว้แต่พอเป็นพิธี แนวกำแพงอิฐฉาบปูนขาวของวัดมีอยู่เพียงด้านเดียวคือด้านทิศตะวันตก แต่แม้กระนั้นกำแพงดังกล่าวนี้ก็ร้าวแยกเอนเอียงและทรุดซวน) มันวิ่งเต็มเหยียดไปในทุ่งนารกร้างทางทิศตะวันออก เร็วและแรงสุดกำลัง และมันก็พลันหยุดกึก โลดเต้นผกหน้าผกหลังอย่างลำพอง แล้วมันก็ทำเช่นนั้นในทิศทางอื่นๆ อีก มันเริงเล่นโดยไม่มีสาเหตุเช่นนี้ก็เพราะว่ามันกินอิ่มนอนหลับและปราศจากความกลัว ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันเคยหวาดกลัวเสียจนฝันร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วนั่นใครน่ะ อ๋อ นางแม่ของมันน่ะเอง กำลังยืนขมึงทึงนัยน์ตาบูดบึ้ง มานี่ บอกให้มานี่ก็จงมาเสียดีๆ แม่สั่งไว้ว่าอย่างไร ดูไอ้โคลนซี เดินคอตกหางซุกหว่างขาเข้าไปหานางแม่ของมัน หูลู่ลง โดนเข้าให้แล้วปะไร แต่ละทีหนักๆ ทั้งนั้น นางแม่ขวิดไอ้โคลนเข้าอย่างไม่ยั้งเต็มหน้าแง ซ้ำอีกที่คอ อีกทีหนึ่งที่สีข้าง อีกทีหนึ่งที่สะโพก ไอ้โคลนโขยกหนี นางแม่ไล่ตามติด แต่เจ้าลูกวัววิ่งได้เร็วกว่านางแม่ของมันอยู่เป็นอันมาก มันหนีออกไปหยุดยืนอยู่ในระยะปลอดภัย ครู่หนึ่งต่อมามันก็เดินกล้าๆ กลัวๆ เข้าไปหาแม่ของมัน โขยกเขยกเล็กน้อย มีอาการขัดยอกที่ขาหลัง ท่าทีรีๆ รอๆ นัยน์ตาสลด แม่ ฉันเอง ฉันลูกแม่ไงล่ะจ๊ะ ทำไมขวิดฉันเอาเจ็บปวดขัดยอกไปหมด ทำยังกะฉันไม่ใช่ลูกแม่งั้นแหละ แล้วมันก็เข้าไปบดเบียดเนื้อตัวคลอเคลียกับแม่ของมัน งุดหน้าลงหาเต้านม นางแม่ไม่มีน้ำนมให้มันแล้ว จึงรู้สึกจั๊กจี้แกมรำคาญ อะไรของเอ็งนี่ โตจนจะเป็นหนุ่มแล้ว นางแม่เบี่ยงตัวหนีและก้มลงเลียหัวหูหน้าตาให้ลูกของมัน มันยังไม่หายโกรธ มันจึงสำทับอีกครั้งหนึ่งว่า ขืนเอ็งออกไปอีก เอ็งก็จะโดนหนักกว่านี้อีก

ดูพระภิกษุชรารูปนั้นเสียอีกสักหน่อย แก่ชราถึงขีดสุดแล้ว แต่แม้กระนั้นก็ดูราวกับว่ายังสามารถที่จะแก่ชราได้ต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างช้าๆ แต่ทว่าแน่นอนโดยไร้ขีดจำกัดจนกระทั่งชวนให้คิดต่อไปได้อีกว่าวันหนึ่งหากว่าแกตายลงแกก็จะยังคงแก่ชราต่อไปได้เรื่อยๆ อยู่อีกจนตราบชั่วนิรันดร์ มีบางสิ่งบางอย่างในรูปลักษณ์ของแกซึ่งทำให้เราอดไม่ได้ที่จะนึกถึงซากมัมมี่ที่เราเคยเห็นในจอหนังกลางแปลง แกกำลังพูดอะไรน่ะ กำลังบริกรรมภาวนาอะไร พุทธานุสสติ ธรรมานุสสติ สังฆานุสสติ อย่างนั้นหรือ ไม่ใช่นี่นา หรือว่าสีลานุสสติ จาคานุสสติ มรณานุสสติ ไม่ใช่อีกน่ะแหละ ริมฝีปากนั้นเคลื่อนขยับแผ่วเบา สุ้มเสียงที่เล็ดลอดออกมานั้นก็แผ่วเบา หกห้าหกสี่แปด หกห้าหกสี่แปด หกห้าหกสี่แปด นี่เป็นจำนวนเงินที่แกมีอยู่ทั้งหมดนี่นา จะพูดว่าเป็นเงินของแกก็ได้ แต่ก็ไม่สู้จะถูกต้องนัก เป็นเงินที่แกได้รับบริจาคมาเพื่อการสร้างโบสถ์หลังใหม่ต่างหาก ซึ่งมีทั้งธนบัตรราคาต่างๆ กันและเศษเงินย่อยราคาต่างๆ กันถูกเก็บรวมไว้ในตู้รับบริจาคใบใหญ่คล้องกุญแจสายยูแน่นหนา ลูกกุญแจแกก็ไม่ได้เป็นคนเก็บ ลูกกุญแจอยู่ที่ตาโชติมัคนายก มันเป็นเงินของวัด เป็นเงินซึ่งแกได้สั่งให้ตาโชติมัคนายกเอาออกมานับให้ถ้วนถี่อยู่ทุกบ่อยๆ เป็นเงินรับบริจาคซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างช้าเชือนเสียเหลือเกิน ทั้งที่โครงการรับบริจาคนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน จนหลายต่อหลายครั้งแกเองก็ถึงแก่ทอดอาลัยว่าในชีวิตนี้แกคงไม่มีโอกาสได้เห็นโบสถ์หลังใหม่ (อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนหกหมื่นห้าพันหกร้อยสี่สิบแปดบาทนี้ก็จะได้ใช้เป็นทุนรอนในโครงการดังกล่าวนั้นต่อไปได้อยู่ดีถ้าหากว่าแกจะเก็บงำไว้ให้จงดีและไม่เอาไปใช้ในทางอื่นเสีย) โบสถ์ที่มีอยู่ในขณะนี้หลังเล็กมากและทรุดโทรมคร่ำคร่า ปูนขาวที่ฉาบทาผนังลอกล่อน เม็ดทรายหลุดร่วงจนเห็นอิฐดินเผาสีแดงทำให้ดูเป็นสีด่างแดงอยู่เป็นหย่อมๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง หลังคากระเบื้องก็ผุโหว่เปิดเปิง บานหน้าต่างทำจากไม้ที่เคยมีภาพแกะสลักลงรักปิดทองงามวิจิตรก็เหลือแต่เพียงแผ่นไม้เกลี้ยงๆ มีแต่ร่องรอยแตกร้าว ภาพจิตรกรรมบนผนังโบสถ์ด้านในเลอะเลือนเสียหายทั้งหมด พื้นโบสถ์เองก็มีแต่ร่องรอยแตกร้าว และมีบางจุดที่ทรุดเอียง กระจกสีที่ประดับอยู่บนภาพแกะสลักไม้บนหน้าบันทั้งทางตะวันตกและตะวันออกลอกล่อนเหลือแต่ความกะดำกะด่างไม่เจริญนัยน์ตา ตัวแผ่นไม้ที่ทำเป็นหน้าบันและมีลวดลายฉลุฉลักนั้นก็ถูกมอดกินและโดนแดดโดนฝนจนผุโหว่กลายเป็นที่อุบแอบทำรังของนกพิราบ ตัวเลขหกห้าหกสี่แปดนี้รบกวนจิตใจของแกจนในระยะหลังๆ มานี้การปฏิบัติสมาธิภาวนาของแกปราศจากความชุ่มชื่นใจและความเบิกบานอันละเอียดอ่อนและเงียบสงบ แกกลายเป็นผู้กระเหม็ดกระแหม่และตระหนี่ถี่เหนียว เงินนิตยภัตอันน้อยนิดที่แกได้รับในฐานะพระครูชั้นประทวนและในฐานะเจ้าอาวาสวัดบ้านนอกแห่งหนึ่งนั้นแกหยอดใส่ตู้บริจาคทั้งหมด แกกลายเป็นพระละโมบเพราะแกยังคงรับกิจนิมนต์โดยไม่ว่างเว้นแม้ว่าสังขารของแกจะไม่เอื้ออำนวย เงินจากกิจนิมนต์ที่แกได้มานั้นแกหยอดใส่ตู้บริจาคทั้งหมด ตัวเลขหกห้าหกสี่แปดนี้แกจดจำมันได้แม่นยำเพราะมันเคยทำให้แกถึงแก่นอนละเมอ นี่เป็นจำนวนตัวเลขของเงินเท่าที่แกมีอยู่ทั้งหมดก่อนการมาถึงของอีฝุ่นและไอ้โคลน

บทความก่อนหน้านี้เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ | พันธะที่ทุกรัฐบาลต้องทำ
บทความถัดไปสารพัดโรครุมเร้า ‘จูเลีย โรเบิร์ตส์’