เรื่องสั้น | ถนนที่หายไป

ผมจำเดือนธันวาคมของปี ค.ศ.1986 ได้ดี ผมกับเพื่อนมหาวิทยาลัยฝ่าลมหนาวไปร่วมประท้วงรัฐบาลที่มีการเสนอให้ปฏิรูปการศึกษาและขึ้นค่าเล่าเรียน และเหตุการณ์ยิ่งบานปลายเมื่อมีเพื่อนนักศึกษาถูกตำรวจฟาดด้วยกระบองจนเสียชีวิต อีกคนถูกฟาดจนเสียตาไปข้าง และอีกคนเสียมือ ฝ่ายตำรวจเองก็บาดเจ็บเป็นร้อย บางคนอาการสาหัส มีการเผารถยนต์และทำลายร้านค้าในเขตละตินควอเตอร์ ผมเองก็วิ่งเตลิดหนีตำรวจไปตามซอกซอยเล็กๆ ของเขตนั้นจนพลัดกับพวกเพื่อนๆ พอตั้งหลักได้ก็รู้ตัวว่ามายืนอยู่บนถนนเล็กๆ ห่างไกลจากเสียงอึกทึกของการจลาจล เมื่อมองดูป้ายชื่อถนนก็รู้สึกไม่คุ้นเคยมาก่อน “ถนนแบรสต์” ความเงียบสงบเชิญชวนให้ผมเดินเข้าไป สองฟากของถนนเป็นร้านค้าเล็กๆ เรียงรายต่อกันไป มีหน้าต่างและประตูกระจก ม่านลูกไม้บังตา เมื่อเดินผ่านบ้านที่เป็นตึกแถวชั้นเดียวลึกเข้าไปในถนน ซึ่งน่าจะเรียกว่าซอยมากกว่า มีบ้านหลังใหญ่ รั้วสูงมองเห็นแต่ยอดต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกไว้ภายในบริเวณ ผมเดินไปสุดถนนเพื่อดูว่าจะเชื่อมไปสู่ถนนอื่นได้อีกหรือเปล่า ก็พบว่าสุดปลายถนนเป็นคูน้ำเล็กๆ มองไม่เห็นว่าเริ่มต้นจากที่ไหน เป็นอันว่าเจอซอยตัน เมื่อผมเดินย้อนกลับขึ้นมา และผ่านบ้านหลังใหญ่ ผมก็ได้ยินเสียงเด็กผู้หญิงร้องขึ้น “ช่วยรับแมวให้ด้วยค่ะ” แล้วอยู่ๆ แมวที่ว่าก็กระโดดผลุงจากกำแพงเข้ามาในอ้อมแขนของผม เป็นแมวสีขาวปนเทาตัวอ้วนใหญ่

เสียงเด็กผู้หญิงดังจากกิ่งไม้ใหญ่ใกล้รั้วบ้าน “เมอซิเออร์ เข้ามาช่วยหนูลงจากต้นไม้ที”

ผมอุ้มแมวแล้วเดินเปิดประตูรั้วเข้าไป เมื่อหันไปปิดประตูแล้ว จึงปล่อยให้เจ้าแมวกระโจนลงวิ่งหายไปทางตัวบ้าน ส่วนผมก็เดินไปที่ต้นไม้ มองขึ้นไปเห็นเด็กผู้หญิงอายุราว 7-8 ขวบ ผูกผมเปียสองข้างอยู่บนกิ่งไม้ ไม่สูงจากพื้นนัก ผมจึงช่วยรับเธอลงมา “ขอบคุณมากค่ะ เมอซิเออร์” เธอกล่าวพร้อมทำท่าถอนสายบัวเล็กน้อย

“เจ้ามิชมันซนปีนต้นไม้แล้วลงไม่ได้ หนูเลยปีนขึ้นไปช่วย พอดีคุณเดินผ่านมามันเลยกระโดดลงไปหา โชคดีที่คุณรับไว้ได้ แล้วก็มาช่วยหนูลงจากต้นไม้ทันเวลาอาหารเที่ยง ไม่งั้นมาดมัวแซลล์คงโกรธมากแน่ๆ”

เธอพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีเสียงหญิงสาวแทรกขึ้นมาว่า “มาดมัวแซลล์โกรธแน่ ที่หนูซุกซนจนอาจเจ็บตัว ต้องขอบคุณคุณคนนี้ที่มาช่วยทันเวลา” ผมหันไปมอง พบว่าเป็นหญิงสาวร่างเล็ก ผมดำเกล้ามวยไว้ที่ท้ายทอย

ใบหน้าสวยอ่อนหวาน ด้วยดวงตาโตสีดำซึ่งเมื่อมองดูอีกทีกลับเป็นสีม่วงเข้มอย่างประหลาด มีแววขบขันอยู่ที่ริมฝีปากแดงคู่นั้น ในวงแขนอุ้มเจ้ามิชอยู่

“ขอบคุณมากค่ะเมอซิเออร์…?…” “มิแชลครับผม”

“มารีเน็ตค่ะ ยินดีได้รู้จัก สาวน้อยซุกซนของเราชื่ออันนา เรากำลังจะกินข้าวเที่ยง เข้ามากินข้าวนั่งคุยกันก่อนนะคะ”

ผมเดินตามเข้าไปอย่างเต็มใจ นึกในใจว่าช่างโชคดีจริง ได้เจอสาวสวยและกินข้าวในบ้านหลังใหญ่ ไม่ต้องกลับไปเจอขนมปังแห้งแข็งที่หอพักนักศึกษา

ภายในบ้านสองชั้นทรงโบราณ มีกลิ่นหอมอบอวล เราสามคนนั่งกินอาหารและคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ผมได้ฟังเรื่องของบ้านผ่านเจ้าบ้านสาวว่า เจ้านายของบ้านคือคุณพ่อฟรองซัวเดินทางไปติดต่อด้านธุรกิจที่ต่างประเทศและพาคุณแม่ไปด้วย ตอนนี้จึงเหลือแต่สองสาว โดยอันนาเป็นญาติห่างๆ ที่ถูกพามาฝากไว้เพราะโรงเรียนปิดจากผลการประท้วง กลิ่นหอมภายในบ้านเกิดจากสบู่ที่เป็นธุรกิจในครัวเรือน เราคุยกันจนเวลาบ่ายคล้อยโดยผมไม่รู้ตัว จนมารีเน็ตลุกขึ้นพร้อมมองนาฬิกาข้อมือ เกือบบ่ายสามโมงแล้ว เธอต้องไปทำงานที่ค้างไว้ต่อ ผมเองก็ไร้ข้ออ้างที่จะอยู่ต่อไปได้ เลยต้องลุกขึ้นและพึมพำกล่าวลาเจ้าของบ้าน

“คุณมาเยี่ยมเราอีกสิคะ” อันนาเอ่ยเชิญชวน “ที่บ้านจะได้ไม่เหงา”

“อันนา เมอซิเออร์มิแชลคงมีธุระยุ่ง อย่ารบกวนเขาดีกว่า”

“โอะ ไม่เลยครับ ถ้าไม่รังเกียจ ผมจะแวะผ่านมาเยี่ยมอีก”

“ไม่รังเกียจเลยค่ะ” อันนารีบบอก พร้อมกับเจ้าบ้านสาวที่เดินออกมาส่งผม “รีบกลับมาเยี่ยมเราอีกนะคะ” อันนารีบพูดย้ำ

“แน่นอนครับ แล้วพบกันครับ”

หลังจากการพบกันในวันนั้น ผมก็ไม่มีโอกาสแวะไปเยี่ยมสองสาวอีก จนกระทั่งการประท้วงจบลงเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม โดยฝ่ายรัฐบาลยอมยกเลิกโครงการปฏิรูปการศึกษา แต่ทั้งสองฝ่ายก็สะบักสะบอมกันทั้งคู่

บรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ที่ดูจะคึกคักเพราะชัยชนะของเหล่านักศึกษา ทำให้ผมหวนระลึกถึงบ้านที่ถนนลึกลับนั้น และคิดว่าจะแวะเวียนไปเยี่ยม พร้อมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เป็นข้ออ้าง

ด้วยงบจำกัดจำเขี่ย ผมซื้อต้นสวีตไวโอเล็ตในกระถางเล็กๆ สำหรับมารีเน็ต เพราะคิดถึงสีตาของเธอและเป็นเครื่องหมายแสดงความจริงใจ กับกระพรวนอันน้อยสำหรับอันนาไว้ผูกคอแมว

ผมเดินวนเวียนหาถนนแบรสต์อยู่หลายตลบ จนมองเห็นแสงไฟที่ผูกเป็นราวเต็มถนนที่ถูกแปรเป็นตลาดนัดชั่วคราว มีการตั้งโต๊ะขายของที่ระลึกสำหรับเทศกาลปีใหม่ ส่วนใหญ่เป็นของทำมือที่แปลกตา หรือพวกของเก่าเก็บ ที่พวกร้านขายของแอนติกคงชอบมาคุ้ยหาเผื่อเจอของดีราคาถูก มีนักท่องเที่ยวที่มาเดินดูตลาดนัดยามเย็น แม้จะไม่หนาตานัก แต่ก็ช่วยให้ถนนที่เคยเงียบสงบคึกคักกว่าเดิม ผมเดินหลีกผู้คนไปจนเห็นมารีเน็ตยืนอยู่หลังโต๊ะที่ตั้งสบู่ขาย เธออยู่กับชายร่างสูง ผมสีบลอนด์ หน้าตาดี เขากำลังก้มศีรษะเล่าบางอย่างที่ทำให้เธอหัวเราะออกมา ผมรีบเดินไปหา เมื่อเธอเงยหน้ามาทักทายและแนะนำให้รู้จักอองรี ลูกพี่ลูกน้องของอันนา ซึ่งมาเยี่ยมในช่วงปีใหม่

เธอกล่าวขอบคุณและแสดงความพอใจกับต้นสวีตไวโอเล็ตที่ผมยื่นให้ ดูนาฬิกาข้อมือแล้วบอกว่าได้เวลาเก็บโต๊ะขายของแล้ว พร้อมทั้งเชิญผมไปร่วมรับประทานอาหารค่ำที่บ้าน ซึ่งผมกับอองรีก็ช่วยกันเก็บของและโต๊ะนำกลับไปที่บ้านหลังใหญ่

ผมได้รับการแนะนำให้รู้จักเจ้าของบ้าน เมอซิเออร์ฟรองซัวและมาดามมารี ครอบครัวเล็กๆ อบอุ่นในแบบฉบับชนชั้นกลางธรรมดา นั่นคือสิ่งที่ผมคิดในตอนแรก เรานั่งกินอาหารค่ำ คุยเรื่องทั่วๆ ไป เพื่อทำความรู้จักเบื้องต้น เมื่อของหวานหมดจานแล้ว เจ้าของบ้านก็เสนอให้ย้ายไปนั่งในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่เพื่อรับเครื่องดื่มที่แรงขึ้น มาดามมรีขอตัวพาอันนาไปเข้านอน แม้เด็กหญิงจะอิดออด แต่ก็ต้องกล่าวราตรีสวัสดิ์ และเดินมาขอบคุณผมเป็นพิเศษอีกครั้งสำหรับของขวัญ

ผมไม่แน่ใจว่าหัวข้อสนทนาในห้องนั่งเล่นเริ่มต้นอย่างไร แต่จำได้ว่าเจ้าของบ้านถามถึงเรื่องการประท้วงของนักศึกษา ซึ่งผมมีส่วนอยู่ด้วย

“มิแชล ตกลงนักศึกษาที่ประท้วงการปฏิรูปของรัฐบาลคราวนี้ เพียงแค่เพราะไม่ยอมรับที่จะต้องเสียค่าเรียนเพิ่มหรือว่าเพราะไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยกันแน่”

“ก็จะว่าใช่และไม่ใช่ทั้งสองอย่างแหละครับ คงต้องยอมรับว่าเรื่องเสียค่าเรียนเพิ่มเป็นประเด็นที่สามารถเรียกนักศึกษาให้มารวมตัวประท้วงได้กว้างขวาง เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกันชัดเจนโดยตรง แต่จะว่านักศึกษาไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงเลยก็คงไม่ใช่ พวกเรานักศึกษาเป็นพวกที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดีกว่าเดิม อย่างนั้นแหละครับ”

“แต่กระบวนการเปลี่ยนแปลงในสังคมต้องผ่านการเจ็บปวดเสมอนี่คะ” มารีเน็ตเอ่ยขึ้น “อย่างที่เรากว่าจะเปลี่ยนมาเป็นสังคมอุตสาหกรรมได้ก็บาดเจ็บล้มตายไม่รู้เท่าไหร่”

“ใช่ครับ นั่นแหละ ผมเชื่อว่าสปิริตของนักศึกษาคือความต้องการการเปลี่ยนแปลง แม้จะต้องเจ็บปวดก็ตาม คราวนี้ก็เหมือนกัน เพื่อนของเราบาดเจ็บไปหลายคน และยังเสียชีวิตอันวัยเยาว์อีกด้วย”

“แต่ผมกลับเห็นว่านักศึกษายุคนี้คือพวกย่ำรอยเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย พวกเขาคงวนเวียนซ้ำรอยเดิมเหมือนที่นิทเช่* ว่าไว้ในทฤษฎีวัฏจักรนิรันดร** นั่นแหละ” อองรีเอ่ย

“นิทเช่ก็เป็นแค่พวกบ้าทฤษฎีลมๆ แล้งๆ น่ะ ผมว่า เขาอ้างว่าทฤษฎีวัฏจักรนิรันดรเป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด แต่ไม่เคยมีการพิสูจน์หรือมีน้ำหนักทางวิทยาศาสตร์อะไรเลย คุณต้องยอมรับนะว่าพวกนาซีน่ะบูชานิทเช่ว่าเป็นศาสดาพยากรณ์ทีเดียว”

ถึงตอนนี้ ทั้งผมและอองรีต่างก็จ้องหน้ากันไม่ลดละ อาจจะเป็นเพราะเครื่องดื่มทั้งไวน์ที่โต๊ะอาหารและที่ตามมาในห้องนั่งเล่น ทำให้ต่างฝ่ายหน้าแดงและเริ่มเสียงดังจนเมอซิเออร์ฟรองซัวรีบขัดขึ้นว่า

“เอาละๆ เรื่องทฤษฎีของนิทเช่นี้น่าสนใจอยู่น่ะ แต่ผมว่ามันเป็นเพียง…”

มารีเน็ตกล่าวขึ้น “ส่วนตัวแล้ว ดิฉันเห็นว่า นิทเช่เสนอทฤษฎีนี้เพียงเพื่อสนับสนุนแนวคิดด้านจริยธรรมของเขาน่ะค่ะ แม้จะพิสูจน์ไม่ได้ทางวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่มองในด้านพฤติกรรมศาสตร์ มนุษย์เรามีแนวโน้มที่จะทำอะไรตามที่เคยทำ หรือตามแบบแผนเดิมๆ พวกเราไม่กล้าตัดสินใจหรือทำอะไรนอกเหนือจากความเคยชิน หรือที่เรียกว่าเดินออกไปนอกระยะของความรู้สึกปลอดภัยของแต่ละคน เพราะฉะนั้น การเสนอทฤษฎีนี้แม้ในยุคสมัยของเราจะเห็นเป็นเรื่องน่าขำ แต่ว่าโดยพื้นฐานแล้วมันมีเหตุผลพอสมควร”

ผมมองมารีเน็ตอย่างสนใจและพูดขึ้นว่า “ผมอยากทราบความเห็นของคุณเพิ่มเติมอีกหน่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้”

“แหม เดี๋ยวจะเคร่งเครียดเกินไปนะคะ เราคุยเรื่องอื่นดีกว่าค่ะ”

อองรีรีบเสริม “ผมว่ากำลังสนุกทีเดียว เราคงอยากรู้จักนักปรัชญาคนนี้อีกสักหน่อย ใช่ไหมมิแชล”

มารีเน็ตหัวเราะเบาๆ “ตายละ ดิฉันอ่านงานของนิทเช่มาไม่กี่เล่ม คงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้ไม่ได้แน่ พอจะพูดได้แค่ว่า แนวคิดของเขามีเสน่ห์น่าสนใจ ก็เรื่องแนวคิดวัฏจักรนิรันดร มันเชื่อมโยงให้เห็นว่า นิทเช่ต้องการให้เรากล้าพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิต เหมือนวาทกรรมของเขาที่ว่า พระเจ้าตายแล้ว ก็เพื่อให้มนุษย์มีอิสระที่จะกระโดดข้ามความเคยชินเดิมๆ ไม่ต้องอยู่ใต้อาณัติของพระเจ้า อย่างที่เขาเรียกว่าเป็นก้าวกระโดดแห่งศรัทธา*** เพื่อให้มนุษย์สามารถพัฒนาไปสู่วิถีที่สูงกว่าเดิม ก้าวไปสู่การเป็นซุปเปอร์แมน ซึ่งจะเป็นผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง”

“อธิบายได้ดีมาก” เมอซิเออร์ฟรองซัวกล่าวชมพร้อมปรบมือ “แต่เราคงไม่เอาทฤษฎีของนิทเช่มาปฏิบัติกันในยุคสมัยนี้หรอกนะ พ่อว่า”

“ทำไมล่ะครับ ผมกลับเห็นว่า เราน่าจะมาพิสูจน์แนวคิดนี้ได้อย่างแจ่มแจ้งทีเดียว ถ้าคุณมิแชลจะกล้าพอมาเล่นด้วย” อองรีพูดเชิงท้าทาย

“คุณจะเล่นอะไรล่ะ” ผมถามอย่างฉุนๆ

“นี่ไง ผมมีปืนกับกระสุนพกติดตัวเสมอ ยิ่งตอนนี้มีจลาจลประท้วง ยิ่งต้องมีไว้ เรามาลองเล่นรัสเซียนรูเล็ตต์กันดีกว่า ผมท้าคุณน่ะ”

“คุณจะบ้าหรือไง ผมคงไม่เล่นด้วยหรอก”

ก่อนที่จะมีใครทักท้วง อองรีเอาปืนออกจากเข็มขัดใต้เสื้อนอก หมุนกระสุนออกหมดเหลือเพียงลูกเดียว แล้วปั่นลูกโม่ให้หมุนวน พร้อมท้าทายต่อ “ผมจะเริ่มก่อนนะ แล้วจะดูว่าคุณจะยอมออกจากกรอบของนักศึกษาผู้ท้าทายสังคมในแบบของคุณได้แค่ไหน” เขาพูดแล้วยกปืนขึ้นจ่อขมับตัวเองพร้อมลั่นไก เสียงปืนดังก้องไปทั้งบ้าน ร่างของอองรีเซไปจากจุดที่ยืนก่อนที่จะล้มลง รอยเลือดซึมออกจากบาดแผลที่ศีรษะลงบนพรม

เสียงมารีเน็ตกรีดร้อง เสียงของฟรองซัวตะโกนอะไรบางอย่าง ส่วนตัวผมยืนสั่นเทาก่อนที่จะก้มลงสำรวจร่างของอองรี ดวงตาสีฟ้าของเขายังเบิกโพลง มือกำปืนแน่น ผมพึมพำว่าให้เรียกตำรวจหรือรถพยาบาล แต่ฟรองซัวยืนกรานปฏิเสธทั้งสองอย่าง

“มันไม่ดีต่อชื่อเสียงของตระกูล”

เหตุการณ์หลังจากนั้นดูสับสน และผมจำได้เพียงเล็กน้อย มารีเน็ตยังคงปิดหน้าสะอึกสะอื้น ส่วนฟรองซัวให้ผมช่วยม้วนพรมห่อร่างของอองรี แล้วช่วยกันกึ่งแบกกึ่งลากออกไปที่สวนข้างนอกบ้าน ผมเป็นคนขุดหลุมใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วช่วยกันฝังกลบร่างของอองรี ผู้ที่บัดนี้จะหายสาบสูญไปตลอดกาล

ผมกลับมาบ้านได้อย่างไร ตอนไหน ก็ไม่แน่ใจ รู้แต่ว่านอนกระสับกระส่าย พอรู้สึกตัวลืมตา กลับพบว่าไม่ได้นอนอยู่ในหอพัก เพราะรอบๆ ตัวมีแต่สีขาวสว่าง เสียงผู้หญิงในชุดพยาบาลอุทานด้วยความดีใจว่า “ฟื้นแล้วหรือคะ” หลังจากนั้นอีกสองวัน ผมก็รับรู้ว่าผมได้รับบาดเจ็บจากการประท้วง ถูกตำรวจปราบจลาจลตีด้วยกระบองจนสลบไปตั้งแต่วันแรกๆ ของการประท้วง และไม่ได้สติจนกระทั่งถึงวันที่ทางการยอมประกาศยกเลิกแผนปฏิรูปการศึกษา และเป็นวันที่นักศึกษาได้รับชัยชนะ

เพื่อนๆ นักศึกษาพากันมาเยี่ยมเมื่อรู้ข่าวว่าผมฟื้นแล้ว แต่ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถนนแบรสต์กลับยังแจ่มชัดอยู่ในหัวของผม ซึ่งผมยังไม่เข้าใจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและไม่กล้าเล่าให้ใครฟัง แม้การเช็กสมองจะมีค่าปกติและดูเหมือนหมอจะอนุญาตให้กลับบ้านได้เร็วๆ นี้ แต่อาการเหม่อลอยของผมชัดเจนจนหมอลงความเห็นให้ผมไปพบกับจิตแพทย์ก่อนกลับบ้าน ทำให้ผมได้มีโอกาสเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คุณหมอปิแอร์ฟังอย่างละเอียดเท่าที่จำได้ คุณหมอปิแอร์นั่งฟังอย่างสนใจเมื่อผมเล่าจบลง และถามคำถามว่า “เรื่องพวกนี้ ผมฝันไปใช่ไหมครับ แต่ทำไมมันถึงได้เหมือนเกิดขึ้นจริงๆ ทุกคนดูมีตัวตนเหลือเกินครับ”

“เรื่องนี้เป็นกลไกของสมองที่ได้รับความกระทบกระเทือนและป้องกันตัวเองน่ะครับ เป็นการสร้างสิ่งที่เรียกว่าความทรงจำเทียม เหมือนเวลาที่เราหลับฝันไป และจำได้แม่นยำราวกับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ เพราะเป็นความฝันใกล้ตื่น เรื่องของคุณก็คงเป็นการสร้างเรื่องราวจากความทรงจำในอดีตหรือมาจากจิตใต้สำนึก ถ้าคุณไม่หมกมุ่นกับมันมากนัก และปล่อยให้มันผ่านเลยไป โดยหันมาสนใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ความทรงจำเทียมเหล่านี้ก็จะจางหายไป และไม่ส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันของคุณ แต่หากคุณยังหมกมุ่นฝังใจกับมัน ก็อาจทำให้สภาพจิตของคุณสับสน ดังนั้น หมอขอแนะนำให้คุณพยายามลืมความทรงจำเทียมพวกนี้แล้วจดจ่อกับการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติจะดีกว่าครับ แต่ถ้าคุณยังไม่สามารถปรับจิตใจความคิดได้ หมอก็จะสั่งยาคลายความเครียดอย่างอ่อน เพื่อให้คุณสามารถหลับได้ตามปกติ และจะช่วยในการปรับตัวของคุณกับโลกของความเป็นจริง”

ผมฟังแล้วก็ได้แต่พึมพำขอบคุณ แต่ในใจยังคงนึกค้านอยู่ว่า ผมควรจะได้คำอธิบายหรือคำแนะนำที่ดีกว่านี้

ในที่สุดผมก็ออกจากโรงพยาบาล โดยมีเพื่อนๆ ที่หอพักมารับ ส่วนครอบครัวของผมที่นอร์มังดี ไม่มีใครรู้เรื่องที่ผมต้องอยู่โรงพยาบาลหลายสิบวัน เพราะเป็นปกติที่ผมมักจะเงียบหายไม่ส่งข่าวในช่วงเกิดการชุมนุมของนักศึกษา ผมมีโอกาสคุยโทรศัพท์กับทางบ้านเพื่อยืนยันว่าปลอดภัยดี แล้วก็กลับไปใช้ชีวิตนักศึกษาตามเดิม แต่ในช่วงว่างเว้นจากการเรียน ผมยังคงเฝ้าค้นหาบ้านที่ถนนแบรสต์ ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ว่าจะวนเวียนหาสักเพียงใด กลับไม่เจอถนนและบ้านที่ต้องการหาอีกเลย ผมยังคงเที่ยวถามไถ่ผู้คนที่น่าจะอยู่ใกล้เคียงถนนที่ตามหา แต่กลับพบแต่คำปฏิเสธ ไม่เคยมีถนนนี้ในย่านละตินควอเตอร์ ไม่มีใครรู้จักเลยสักคน แถมยังทำหน้าประหลาดใจว่าผมคงสับสนชื่อถนนกับย่านอื่นๆ ผมลงทุนไปที่ศาลากลาง เพื่อค้นหาแผนที่ของย่านนี้ รวมถึงย่านอื่นๆ ก็ไม่พบหลักฐานอะไร แม้แต่ไปลองถามบุรุษไปรษณีย์ ก็ไม่มีใครเคยเห็นหรือได้ยินชื่อถนนนี้ เพื่อนสนิทของผมเห็นว่าอาการย้ำคิดย้ำทำของผมเป็นผลจากการบาดเจ็บทางสมองเมื่อผมเล่าเรื่องให้ฟัง จนผมต้องล้มเลิกที่จะคุยเรื่องนี้กับใครๆ และพยายามแสดงให้ทุกคนเห็นว่าเลิกคิดจะตามหาถนนที่หายไปแห่งนี้ แต่ในใจของผมยังคงเฝ้าฝันถึงดวงตาสีม่วงเข้มคู่นั้น และในบางครั้งดูเหมือนว่าผมจะเห็นแมวสีขาวเทาตัวอ้วนมีกระดิ่งผูกคอวิ่งผ่านหน้าไป แต่แม้จะพยายามวิ่งตามหาก็ไม่เคยวิ่งไล่ทัน…

เอาละ คุณฟังเรื่องทั้งหมดของผมแล้ว ถ้าบังเอิญคุณไปเห็นถนนนี้ที่ไหนสักแห่ง ลองเดินสำรวจดูว่ามีบ้านใหญ่รั้วสูงอยู่สุดถนนหรือเปล่า หากมีละก็ ขอร้องช่วยส่งข่าวให้ผมด้วย

บางทีสาวน้อยนัยน์ตาสีม่วงเข้มคนนั้นอาจกำลังเฝ้ารอคอยผมในจักรวาลคู่ขนานที่ใดที่หนึ่งก็เป็นได้

*Friedrich Wilhelm Nietzsche นักปรัชญาชาวเยอรมัน ค.ศ.1844-1900

**Eternal Recurrence แนวความคิดเสนอโดยนิทเช่ ที่อธิบายว่าเป็นการวนซ้ำอย่างไม่สิ้นสุดของสรรพสิ่งและสถานการณ์ ภายในจักรวาลที่มีขอบเขต

***Leap of Faith ก้าวกระโดดแห่งศรัทธา คือการกระทำโดยความเชื่อหรือศรัทธาในบางสิ่งที่อาจไม่น่าเชื่อถือ

บทความก่อนหน้านี้“สมชัย”เตือนปชป. อย่าฝันแก้รธน.จะทำได้ง่ายๆ คนสัญญารับปากจะแก้ ถามส.ว.หรือยัง
บทความถัดไปวิษณุยกพม.จ้าวยุทธจักรสังคม ฝากการบ้านเตรียมรับรมว.ใหม่