เรื่องสั้น l โรคร่วมสมัย (contemporary syndrome)

“เหลืองจ๋อยมาเลยเชียวคุณ เย็นนี้ไม่ไปงานศพรึไง”

คำทักทายแหวกเสียงจอแจออกมาพอได้ยิน บรรยากาศในโรงอาหารยามเช้าก็เป็นอย่างนี้ทุกวัน ทั้งครูและนักเรียนมักไปชุมนุมกันอยู่ที่นั่น พูดคุยหยอกล้อเจี๊ยวจ๊าวราวฝูงนกเอี้ยงบนต้นอินทนิลริมถนน คนถูกทักชะเง้อหาต้นเสียงแวบหนึ่ง ก่อนตรงไปยังร้านอาหารแล้วกลับมาพร้อมถ้วยกาแฟดำกับขนมปังปิ้ง เขาหย่อนร่างลงร่วมกลุ่มกับเพื่อนครูที่นั่งอยู่ก่อนแล้ว

“เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ มีงานศพเหรอ” ผู้มาใหม่ถาม ขณะวนช้อนในถ้วยกาแฟ

“อือ, แม่ยาย ผอ. เสียตั้งแต่เมื่อวาน คืนนี้โรงเรียนเราเป็นเจ้าภาพ” ครูหนุ่มร่างอ้วนและดำเหมือนหมี บอกพลางใช้ปลายส้อมแคะเศษหมูทอดออกจากซอกฟัน

“ไม่เห็นมีหนังสือเวียน ผมผ่านมาทางบอร์ดประชาสัมพันธ์ก็ไม่มีข่าว” เขากัดขนมปังคำโต แล้วซดกาแฟตามลงไปเกือบครึ่งแก้ว

“โบราณจริงคุณ…ไม่มีใครเขาใช้วิธีแบบนั้นกันแล้ว ข่าวแจ้งกันโครมๆ ในไลน์กลุ่มน่ะเปิดอ่านมั่งซี่ อย่าเอาไว้แชตกับหญิงอย่างเดียว” เจ้าของร่างกำยำในชุดวอร์มของโรงเรียนแกล้งเย้า เขาลุกออกไปถ่มน้ำลายปริ๊ดนอกชายคา แล้วกลับมายกน้ำชาอุ่นๆ ขึ้นซดกลั้วปาก

“หญิงอะไรกันพวกคุณก็พูดกันไปเรื่อย ผมกำลังตามข่าวหวยสามสิบล้านอยู่ต่างหาก กำลังเข้มข้นเลยเชียว ว่าก็ว่าเถอะ, ล็อตเตอรี่นั่นต้องเป็นของครูชัวร์ หลักฐานที่แกเอามาแสดงกับสื่อน่ะแน่นเปรี๊ยะ”

“เฮ้ย, แต่ฝั่งตำรวจเขาก็มีหลักฐานนะคุณ ผมว่ามันอาจเป็นของนายดาบนั่นก็ได้ คุณเสพสื่อให้มันหลายช่องหน่อยซี่ อย่าดูแต่ที่ชอบรายการเดียว” เพื่อนร่วมวงแย้ง ก่อนกวาดสายตามองคนอื่นเพื่อหาแนวร่วม

“แหม, โชว์โง่อีกแล้วนะคุณ หลักฐานน่ะมันสร้างกันได้ ยิ่งตำรวจน่ะตัวดีเลย ประเด็นนี้เขาแชร์กันทั่วโซเชียลแล้วนะไม่รู้เหรอ” ถ้วยกาแฟดำถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง หลังตอกกลับคู่โต้แย้งอย่างอร่อยปาก

สายลมยามเช้าพัดผ่านโรงอาหารเย็นชื่น แต่อุณหภูมิในวงสนทนาเริ่มระอุ และก่อนที่เหตุการณ์จะดำเนินต่อไปถึงขั้นวงแตก ครูหนุ่มเจ้าของแว่นสายตาหนาเตอะก็เอ่ยขัดขึ้น

“เถียงกันอยู่ได้พวกคุณ…ไร้สาระน่า ได้ส่วนแบ่งกับเขาสักบาทนึงรึก็ปล่าว มีแต่ข่าวเขาว่ากันทั้งนั้น ไม่มีใครรู้จริงสักคน เอาเรื่องที่ชัวร์ๆ ตอนนี้ก่อนดีกว่า ไป…หน้าเสาธง”

พร้อมกันนั้นสัญญาณเรียกเข้าแถวก็ก้องสะท้อนไปทั่วโรงเรียน

รถบัสมาจอดรออยู่หน้าโรงเรียนตั้งแต่บ่ายแก่ๆ เป็นรถขนาดสี่สิบที่นั่ง เพนต์สีสันลายพร้อยทั้งคัน ชวนให้สงสัยว่าหน่วยงานที่รับจดทะเบียนจะระบุเป็นสีอะไร หลังเลิกเรียน บุคลากรทางการศึกษาก็ทยอยกันขึ้นไปจับจองที่นั่งจนเต็ม เสียงทักทายพูดคุยดังระงมไปทั้งคัน

วัดที่ตั้งงานศพอยู่ต่างอำเภอ ระยะทางกว่าเก้าสิบกิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางไม่น้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง ทุกคนจึงมาพร้อมกันตามเวลานัด เพียงไม่นานคนขับวัยห้าสิบเศษขึ้นนั่งประจำที่ เสียงเครื่องยนต์ครางครืน แล้วรถบัสก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

รถแล่นไปอย่างช้าๆ เพราะยังไม่พ้นเขตชุมชน โรงเรียนถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในระยะมองเห็น แต่เสียงพูดคุยกลับแผ่วลงจนเงียบไปทั้งคัน บรรดาผู้โดยสารต่างปลีกเร้นอยู่ในโลกส่วนตัว ราวเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน บ้างล่องลอยอยู่กับทัศนียภาพนอกหน้าต่างที่เคยเห็นจนชินตา บ้างหลับตานิ่งคล้ายกำลังดิ่งลึกในฌานขั้นสูง

หลังถูกจำกัดอยู่บนที่นั่งแคบๆ มาพักหนึ่ง โรคประจำตัวของใครหลายคนก็เริ่มกำเริบ บางคนออกอาการกระสับกระส่าย มือที่ว่างเปล่าทั้งสองข้างเริ่มเกะกะ ไม่รู้จะจัดวางไว้ตรงไหนราวเป็นอวัยวะส่วนเกิน แล้วเขาก็ค่อยๆ หยิบเอาสมาร์ตโฟนเครื่องบางๆ ออกจากกระเป๋าอย่างเคยชิน เอนหลังพิงพนัก จมหน้าลงในแผ่นจอแก้วที่ประคองอยู่ในมือ เริ่มต้นทักทายเพื่อนร่วมรถบัสที่นั่งอยู่ใกล้กันผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ แล้วหลังจากนั้นการสื่อสารกันโดยข้อความก็ดำเนินไปอย่างเพลิดเพลิน

ถึงตอนนั้น ผู้โดยสารทั้งคันก็ล้วนตรึงนิ่งอยู่ในท่าทางเดียวกัน ประหนึ่งตุ๊กตาปูนปลาสเตอร์ที่ถูกหลอมออกมาจากเบ้าเดียว!

รถเคลื่อนเข้าสู่ถนนสี่เลนเชื่อมระหว่างอำเภอ ภาพสองข้างทางเปลี่ยนเป็นสวนยางพาราครึ้มเขียว ทางหลวงแผ่นดินยามเย็นมีเพื่อนร่วมทางผ่านไปมาเป็นระยะ พอไม่ให้โดดเดี่ยวจนเกินไป คันเร่งถูกกดย้ำลึกลง ถนนสีดำเบื้องหน้าวิ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วคงที่ คนขับรถหยุดฮัมเพลงหงิงๆ แล้วเอื้อมหยิบอุปกรณ์เชื่อมต่อโทรศัพท์จากช่องเก็บของหน้ารถขึ้นมายัดใส่รูหู เขาประคองโทรศัพท์ไว้ในอุ้งมือ กระดิกหัวแม่มือเลื่อนหน้าจออย่างชำนาญ กดโทรออกแล้ววางเครื่องลงข้างตัว

“ฮาโล่!” เอ่ยทักปลายสายอย่างอารมณ์ดี “…ขับรถอยู่นิน้อง เขาเหมาไปฮานศพ ฮาย, ไม่พรือพูดได้ ปี้ใช้บูทู้ดนิ รับรองปลอดภัยร้อยเบอเซ็น…”

แล้วการสนทนาก็เรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้นตลอดชั่วโมงการเดินทาง

ตอนที่ใครบางคนกดเช็กอินนั้นรถบัสกำลังเลี้ยวลอดผ่านซุ้มประตูวัด ฟ้ามืดแล้ว หลอดไฟหลากขนาดส่องสว่างอยู่ทั่วบริเวณงาน มีรถยนต์ของแขกกลุ่มอื่นๆ จอดอยู่ในลานวัดก่อนแล้วนับสิบคัน ในสนามหญ้าห่างออกไปไม่ไกล เต็นท์หกหลังเรียงรายกันอยู่ตรงนั้น มีผืนผ้าสีขาว-ดำจับจีบเป็นดอกไม้อย่างประณีต ผูกประดับไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วบริเวณ บนศาลาถัดออกไป โลงศพสีขาวสะท้อนไฟกะพริบหลากสีดูมลังเมลือง วางอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้สด

ผู้โดยสารค่อยๆ ทยอยลงจากรถอย่างอืดเอื่อย หลายคนลงมายืนบิดร่างคลายเมื่อยอยู่ด้านล่าง แต่บางคนยังคงก้มหน้าติดพันอยู่กับโทรศัพท์ในมือ เมื่อใครคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเป็นเชิงหารือว่าควรถ่ายภาพหมู่ร่วมกันก่อนเข้าไปในงาน ทุกคนก็เห็นพ้องอย่างเอกฉันท์ แล้วต่างเร่งจัดแถวกันโดยอัตโนมัติราวกองทหารที่ฝึกวินัยมาอย่างดีเยี่ยม พวงหรีดดอกไม้ระบุชื่อโรงเรียนชูประดับอยู่กลางแถว คนขับรถถูกเรียกให้มาทำหน้าที่ตากล้องจำเป็น เมื่อแบบพร้อมกล้องพร้อม…

“เอ้า, ทุกคนกดไลก์พร้อมๆ กัน นึง…ส่อง…ซ่ำ…”

สมาร์ตโฟนเครื่องแล้วเครื่องเล่าผลัดเปลี่ยนกันบันทึกภาพแห่งความประทับใจ เสร็จแล้วแถวเกียรติยศจึงถูกปล่อยให้ทยอยเดินเข้าไปในงานอย่างเป็นระเบียบ

เจ้าภาพหลายคนยืนรับแขกอยู่บริเวณหน้างาน ท่าน ผอ.แนบหูอยู่กับโทรศัพท์สีหน้าเคร่งเครียด ออกท่าทางชี้มือชี้ไม้สั่งการเหมือนว่าคนปลายสายมายืนอยู่ตรงหน้า เมื่อเหลือบมาเห็นแขกกลุ่มใหญ่ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านจึงรีบสาวเท้าออกมาพลางยกมือไหว้ต้อนรับ แล้วออกปากเชิญชวนให้เข้าไปในเต็นท์เพื่อร่วมรับประทานอาหาร

ทุกคนกระจายกันเข้านั่งประจำที่อย่างเร่งรีบ บริกรประจำงานทำหน้าที่อย่างขันแข็ง อาหารหลากชนิดถูกลำเลียงออกมาเสิร์ฟจนเต็มโต๊ะ กว่าจะถึงงานก็ล่วงเลยเวลาอาหารเย็นมาพอสมควรแล้ว ครั้นกลิ่นอาหารเพิ่งปรุงสดใหม่กรุ่นกำจายเข้าแตะจมูก ท้องของใครบางคนก็ครวญลั่นอย่างไม่ไว้หน้า มีเสียงเปรยขึ้นแก้เก้อว่า สงสัยคืนนี้ฝนจะตกหนัก เรียกเสียงเฮฮาให้ระเบิดครืนขึ้นกลางโต๊ะอาหาร

หลังจากข้าวสวยร้อนๆ ถูกแจกจ่ายมาวางไว้ตรงหน้า หลายคนก็ไม่รีรอที่จะจ้วงตักคำแรกเข้าปาก แต่แล้ว…

“เดี๋ยวก่อน!” เสียงร้องห้ามหยุดช้อนทุกคันให้คาค้างอยู่ที่ริมช่องปาก “…กับข้าวน่ากินอ่ะ ขอโพสต์รูปลงเฟซก่อนนะ”

และแล้วพิธีกรรมก็ถูกประกอบขึ้นอีกครั้ง สมาร์ตโฟนหลายเครื่องถูกยกขึ้นมากดชัตเตอร์รัวๆ ไปที่ถ้วยอาหารจนหนำใจ หลังเสร็จพิธีอันขรึมขลังนั่นแล้ว ทุกคนจึงได้ฤกษ์ลงมือจัดการกับอาหารตรงหน้าอย่างคล่องคอ

มื้อเย็นดำเนินไปท่ามกลางเสียงพิธีกรประจำงาน ซึ่งกำลังทำหน้าที่อย่างเมามัน ทั้งกล่าวต้อนรับและขอบคุณผู้มาร่วมงานคณะแล้วคณะเล่า สลับด้วยการแจ้งกำหนดการของเจ้าภาพในแต่ละคืน ระหว่างนั้นพิธีกรโฆษณาย้ำอยู่เป็นระยะว่า ก่อนสวดพระอภิธรรมในคืนนี้ จะมีพระนักเทศน์ชื่อดังมาแสดงธรรมให้แขกทุกคนได้สดับกัน หลังยินชื่อหลายคนถึงกับเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ เพราะท่านเป็นพระหนุ่มซึ่งกำลังมีชื่อเสียงโด่งดัง ทั้งยังปรากฏตัวทางสื่อทีวีและโซเชียลอยู่ทุกวัน โอกาสที่จะได้เห็นเซเลบสายธรรมะตัวเป็นๆ อย่างคืนนี้จึงมีไม่บ่อยนัก

หลังจัดการกับอาหารจนอิ่มแปล้แล้ว บรรดาแขกต่างทยอยกันเข้าไปยังศาลาที่ตั้งศพเพื่อเลือกหาทำเลที่เหมาะสม ใครไปก่อนมีสิทธิจองที่นั่งแถวหลังตามประเพณีนิยม ระหว่างรอความพร้อม กิจกรรมผลาญเวลาก็จะเกิดขึ้นเป็นระยะ บางกลุ่มจัดแถวถ่ายรูปหมู่โดยมีโลงศพเป็นแบ๊กกราวด์อย่างสวยงาม บางคนกุลีกุจอถ่ายภาพคู่กับผู้มีชื่อเสียงในท้องถิ่นที่แวะมาร่วมงาน หรือแม้แต่การฉกตัวเจ้าภาพมาบันทึกหลักฐานรับมอบซองทำบุญ

ไม่นานต่อมา รถตู้หรูสัญชาติยุโรปคันหนึ่งก็โฉบเข้ามาเทียบอยู่ด้านหน้าศาลา ไฮไลต์ของงานเดินทางมาถึงแล้ว แขกเหรื่อด้านนอกต่างกรูกันเข้ามาสมทบจนต้องเสริมที่นั่ง ด้วยต่างหวังว่าอย่างน้อยหลังกลับจากงานศพคืนนี้ ตัวเองคงอวดโอ่กับใครได้ว่า เคยเห็นตัวจริงเสียงจริงของคนดังมาแล้ว

พระหนุ่มก้าวย่างอย่างสำรวมขึ้นไปประจำบนธรรมาสน์ด้านหน้า แสงไฟสีขาวนวลสาดส่อง ขับเน้นให้เห็นผิวพรรณอันผ่องแผ้ว ภาพลักษณ์โดยรวมของท่านจัดเป็นพระหน้าตาดี มีออร่าอย่างที่ทุกคนรับรู้ได้ทันทีที่พบเห็น ท่านปรายตามองญาติโยมแล้วโปรยยิ้มที่มุมปากอย่างมีเมตตา ถึงตอนนั้นสีกาหลายคนที่กำลังจับจ้องก็หัวใจแทบละลาย พากันขยับลุกจากที่นั่ง คลานเข้าไปคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าธรรมาสน์ ล้วงสมาร์ตโฟนออกมากระชับมั่น จัดท่าทางเบิ่งตาโตบ้องแบ๊ว ห่อริมฝีปากเป็นวงคล้ายกำลังอุทานออกมาว่า “จู๋” แล้วกดถ่ายเซลฟี่อย่างฉับไว หลวงพี่ช่ำชองกับการรับมือในสถานการณ์อย่างนี้ดีอยู่แล้ว ท่านเพียงแต่นั่งอมยิ้มบางๆ ก็บังเกิดเป็นคอมโพสิชั่นอันงดงามไร้ที่ติ

หลังจากปล่อยให้ญาติโยมชื่นชมบารมีจนพอใจแล้ว บทบาลีก็เริ่มต้นขึ้นผ่านไมโครโฟน น้ำเสียงของพระนักเทศน์นุ่มทุ้มมีจังหวะชวนฟังยิ่งนัก นับว่าท่านเป็นพระของคนรุ่นใหม่โดยแท้ รอบรู้ทั้งข่าวสารบ้านเมืองและละครออนแอร์ อุทาหรณ์ที่ยกขึ้นแสดงก็ล้วนเป็นเหตุการณ์ร่วมสมัยที่ผู้ฟังต่างอินไปด้วยกัน อย่างเรื่องของออเจ้าการะเกดกับคุณพี่หมื่นนั่นปะไร ท่านก็นำมาสอดใส่ไว้ในบทเทศนาได้อย่างเข้าถึงอารมณ์ ขนาดฟินจิกหมอนกันเลยทีเดียว

ธรรมเทศนาผ่านไปได้เพียงครู่ ญาติโยมต่างนั่งเงียบจนยินเสียงหายใจของคนรอบข้าง แต่สิ่งที่สะกดทุกคนเอาไว้ในอาการสงบหาใช่ความซาบซึ้งจากบทพระธรรม แต่กลับเป็นจอสมาร์ตโฟนที่ประคองอยู่ในมือ ทั้งแอพพ์ไลน์ เฟซบุ๊ก ยูทูบ ฯลฯ ถูกคลิกเปิดวนไป จนกระทั่งประโยคสำคัญแว่วผ่านเข้ามาในหู

“เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้…” สิ้นคำของหลวงพี่ บรรดาญาติโยมพากันขยับร่างเปลี่ยนอิริยาบถพลางถอนหายใจ กอบกำสมาร์ตโฟนในมือแล้วยกขึ้นพนม

ในขณะที่ความเงียบกำลังครอบครองศาลา เสียงหนึ่งก็พลันร้องเรียกออกมาจากย่ามสีชมพูสดใส ซึ่งวางอยู่ข้างกายพระหนุ่ม ทุกคนล้วนคุ้นเคยดี เพราะเป็นเสียงเตือนข้อความเข้าจากแอพพลิเคชั่นไลน์ยอดนิยม ส่ำเสียงของมันดังพอที่จะได้ยินกันทั่วทั้งศาลา

“ติ๊งต่อง…ติ๊งต่อง!”

แล้วในห้วงเวลาอันเปี่ยมด้วยบุญกุศลนั้น บรรดาญาติโยมก็ต่างพร้อมใจกันกล่าวสมาทานขึ้นโดยพร้อมเพรียง

“สาธุ!”

บทความก่อนหน้านี้สรุปข่าวในประเทศ : สมัคร ส.ว.ยังไม่คึก / หลายพรรคไม่ร่วมถก คสช. / ปิดตำนาน “ผู้กำกับฯ ซาดิสม์”
บทความถัดไปวัฒนธรรมความสั้นยาวของเพลงป๊อป : ข้อจำกัด ศิลปะ หรือผลประโยชน์?