สวยเผ็ด! ด้วยพริกไทย ฉบับคัมภีร์แพทย์แผนโบราณ

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ
โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย

มักมีคนตั้งข้อสังเกตอยู่เนืองๆ ว่า ยาสมุนไพรไทยที่ช่วยบำรุงร่างกายให้อ้วนท้วนสมบูรณ์นั้น มีอยู่มากมายหลายขนาน แต่ยาไทยที่ช่วยให้เอวบางร่างน้อยนั้น แทบไม่มีกล่าวไว้ในตำรับยารุ่นโบราณ ส่วนใหญ่ที่อวดอ้างสรรพคุณลดความอ้วน ลดไขมันนั้น มักเป็นยาสมุนไพรที่มิได้กล่าวไว้ในคัมภีร์แพทย์แผนไทยเลย เช่น มะขามแขก ส้มแขก เป็นต้น

โดยที่สมุนไพรเหล่านี้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ จึงพากันเข้าใจว่าน่าจะช่วยระบายไขมันในร่างกายออกมาด้วย

ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น สิ่งที่ระบายออกมาส่วนใหญ่จะเป็นน้ำและอาจจะช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย ช่วยชะลอน้ำหนักร่างกายไม่ให้เพิ่มขึ้นเร็วเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ไขมันที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย มิได้ระบายออกมาด้วย ยังมีอยู่ครบถ้วนเหมือนเดิม

อาจจะลดลงได้บ้าง ในกรณีที่เมื่อไม่มีการนำเข้าไขมันจากภายนอกเป็นเวลาหลายวัน ไขมันที่เก็บตุนในร่างกาย ก็จะถูกดึงมาใช้เป็นพลังงาน ช่วยลดความอ้วนได้ทางอ้อม

ถ้าถามว่าในคัมภีร์แพทย์แผนโบราณ มีกล่าวถึงสมุนไพรที่ระบุสรรพคุณลดความอ้วนบ้างไหม ก็ตอบได้ว่ามีอยู่ 2-3 ตำรับในคัมภีร์แพทยศาสตร์สงเคราะห์ ที่น่าสนใจคือสมุนไพรลดไขมันเหล่านั้น มิใช่ยาระบายที่มีรสเปรี้ยว แต่มีรสเผ็ดร้อน ได้แก่ พริกไทย เครื่องเทศในครัวเรานี่เอง

ดังนั้นการที่มีผู้นำพริกไทยมาใช้เป็นยาลดความอ้วนจึงพอมีเค้ามูลอยู่บ้าง เพราะในคัมภีร์วรโยคสาร กล่าวไว้ว่า พริกไทยใช้เข้าตำรับยาที่ “แก้ถุลภาพ ให้ผอมแน่น” อันว่าถุลภาพนั้น ท่านผู้รู้แปลไว้ถูกใจเหล่าธิดาช้างว่า “โรคอ้วน” นั่นเอง ซ้ำยังบอกอีกด้วยว่า ช่วยให้ผอมแน่น มีเนื้อมีหนัง มิใช่ผอมเหี่ยวแห้ง

กลไกการออกฤทธิ์ลดไขมันของพริกไทยนั้น ยังไม่มีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อคัมภีร์แพทย์อันเก่าแก่บ่งบอกสรรพคุณไว้อย่างไร ก็ย่อมเป็นที่น่าเชื่อถือได้ เพราะที่ผ่านมาผลงานวิจัยมักจะยืนยันตรงตามสรรพคุณที่ปรากฏในคัมภีร์เสมอ

พริกไทย มิใช่มีแต่รสเผ็ดอย่างเดียว หากมีรสสุขุมแทรกอยู่ในรสเผ็ด ทำให้ไม่แสบร้อนในท้อง และไม่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ที่สำคัญในคัมภีร์ยังกล่าวไว้อีกว่า พริกไทยมีคุณสมบัติเบา ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีอายุรเวท ที่ว่า สมุนไพรใดมีคุณสมบัติ “เบา” จะช่วยลด ธาตุดิน ธาตุน้ำ ซึ่งมีผลทำให้น้ำหนักร่างกายลดลงด้วย

ถ้าจะพยายามอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็พอกล่าวได้ว่า พริกไทยมีน้ำมันหอมระเหยง่ายชนิดหนึ่งที่เรียกว่า น้ำมันพริกไทย (Pepper Oil) และในน้ำมันพริกไทยเองยังมีอัลคาลอยด์ที่ทำให้พริกมีกลิ่นฉุนและมีรสเผ็ด เช่น ปิเปอรีน (Piperine)

เชื่อว่าน้ำมันในพริกไทยเหล่านี้ น่าจะช่วยออกฤทธิ์ละลายไขมันในร่างกายด้วย

pepper-1070145_960_720

ในทางแพทย์แผนไทย เมื่อเอ่ยถึงพริกไทย ย่อมหมายถึง พริกไทยดำ ไม่ใช่พริกไทยล่อน แม้พริกไทยทั้งสองอย่างจะเป็นพืชชนิดเดียวกันที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Piper nigrum L. แต่มีความต่างกันตรงที่ พริกไทยดำนั้นมาจากผลแก่แต่ยังไม่สุก เมื่อนำไปตากแดดเปลือกสีเขียวจะเปลี่ยนเป็นสีดำเหี่ยวย่น ส่วนพริกไทยล่อนนั้นได้จากผลสุกที่ล่อนเอาเปลือกออกหมดแล้ว จนเห็นเป็นเม็ดสีขาว

พริกไทยดำจะมีกลิ่นหอมกว่าพริกไทยล่อน เพราะกลิ่นหอมนั้นอยู่ในเปลือกที่ล่อนนั่นเอง

อันที่จริงความอ้วนมิใช่เรื่องน่ารังเกียจแต่อย่างใด เพราะเหล่าธิดาช้างที่ประกวดประชันกัน ก็ดูน่ารักดี แต่ปัญหาอยู่ที่โรคภัยไข้เจ็บ ที่มาพร้อมกับความอ้วนต่างหาก

ดังนั้น ใครที่รู้ตัวว่าน้ำหนักกำลังจะขึ้น หรือมีน้ำหนักเกินพิกัดแล้ว จะลองลดไขมันด้วยพริกไทยดู โดยกินพริกไทยแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล 3 เวลา หลังอาหาร เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร โดยที่ควรจะกินติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนจึงจะเห็นผล

คนที่เคยกินยาสวยด้วยส้มแขกมาแล้ว จะหันมากินยาสวยเผ็ดด้วยพริกไทยดูบ้างก็ได้

อย่างไรก็ตาม แม้จะลดน้ำหนักลงได้ไม่ถึงขั้นเพรียวบางร่างระหง เหมือนหุ่นนางแบบ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่สวย เพราะถึงสุดแล้วย่อมเป็นดังคำคนโบราณ ว่า คนจะสวยสวยที่ใจใช่ใบหน้า (เด้ง) และรูปร่างภายนอก

บทความก่อนหน้านี้บิ๊กตู่ ลั่นไทยมุ่งเป็นผู้นำเปลี่ยนอาเซียน ต้องจัดประชุมได้ อย่ามีปัญหาเหมือนปี’52
บทความถัดไปสนช.โต้ประชาธิปัตย์ ยันโละผู้ตรวจการเลือกตั้ง ไม่มีวาระแอบแฝง-ไม่กระทบเลือกตั้ง