ขี่มอเตอร์ไซค์ จากเชียงใหม่ไปสิงคโปร์คนเดียว : มาเลเซียดีจริง มาแป๊ปเดียวก็สัมผัสถึงความอัจฉริยะ

ราชัน ศรีสกุลชวาลา

สิ่งที่ผมไม่รู้มาก่อน เกี่ยวกับการขี่มอเตอร์ไซค์ จากเชียงใหม่ไปสิงคโปร์คนเดียว (7)

ผมหาเบอร์โทร Triumph ปีนัง…โทร.สอบถาม…เขาให้โทร.กลับมาใหม่ในอีก 15 นาที

ผ่านไป 15 นาที Triumph ปีนัง คอนเฟิร์มว่ามีอะไหล่

Triumph หาดใหญ่ช่วยเหลือผมเป็นอย่างดี เลี้ยงเอสเปรสโซ่กิตติมศักดิ์…เอารถผมไปเติมลม หยอดน้ำมันโซ่ ปรับตั้งความตึงโซ่ และลองขี่ดู และสรุปความเห็นกับผมว่า มันน่าจะไปถึงปีนังได้ หากขี่ด้วยความเร็วไม่สูงมาก และแจ้งว่าไม่มีค่าใช้จ่าย ผมขอบคุณจากใจจริง ขอถ่ายรูปร่วมกันไว้…

สองร้อยกว่ากิโลเมตรไปปีนัง บนทางเรียบ อยู่ในเส้นทางสู่สิงคโปร์ ย่อมดีกว่าสี่ร้อยกว่ากิโลเมตรไปภูเก็ต บนทางเขา และต้องออกนอกเส้นทางสู่สิงคโปร์…

คิดในใจเราคงจะต้องข้ามประเทศวันนี้ละ ว่าแล้วก็ออกเดินทางสู่สะเดา

ก่อนจะข้ามประเทศต้องแวะเอาเอกสารประกันตามกฎหมายของมาเลเซีย ซึ่งผมได้โอนเงินและส่งเอกสารมาให้เขาทำเตรียมไว้ก่อนแล้ว เพื่อจะได้ไม่เสียเวลารอทำเอกสารที่หน้าด่านอีก ผมขี่ด้วยความเร็วสูงสุดไม่เกิน 110 ก.ม./ช.ม. มากกว่าเมื่อวานที่ขี่ไม่เกิน 80 ก.ม./ช.ม. และมาถึงด่านสะเดาโดยไม่เกิดปัญหาม้าสะดุด ซึ่งทำให้ความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกมากอยู่

แต่ความกังวลก็ยังมากกว่าอยู่ดี นี่คือการขี่ข้ามประเทศครั้งแรก และต้องทำในสภาพที่ไม่สมบูรณ์…

เอกสารรอผมอยู่แล้ว สาวเจ้าเป็นมุสลิมนัยน์ตาคมกริบ น่ารักราวกับดาราหนังอินเดีย (อีกแล้ว) สัมผัสได้ว่าเจ้าหล่อนไม่มีความรู้สึกกลัวชายหนุ่มหน้าตาคมเข้มไว้หนวดเคราอย่างผม นั่นไง…

ที่นี่เรตติ้งเราดีทีเดียว…เลยขอ Selfie กับเจ้าหล่อนสักหน่อย

เจ้าหล่อนก็ตอบรับทันที…ปัจจุบันรูปนี้เก็บไว้อย่างดี ว่างๆ ก็เอามาดูให้กรุ้มกริ่มในอุรา…เสียดายไม่ได้ขอ Selfie กับบาริสต้าที่สุราษฎร์ฯ ไว้…

รับเอกสารเสร็จ ติดสติ๊กเกอร์ทะเบียนเป็นภาษาอังกฤษ

เอกสารพร้อม รถพร้อม (มั้ง) คนพร้อม (แบบกลัวๆ)…เอาวะ

ขี่รถเข้าด่านฝั่งไทย ที่มีชื่อว่า ด่านสะเดา จอดรถที่แรก ส่วนของตรวจคนเข้าเมือง…ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ทำหน้าที่ “ตรวจคน” จากนั้นก็ขี่ต่อไปจอดรถที่สอง ศุลกากร ทำหน้าที่ “ตรวจรถ”…

เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยมีอัธยาศัยไมตรีดีมาก ทั้งส่วนของตรวจคนเข้าเมือง และส่วนของศุลกากร และการตรวจก็ประสบความสำเร็จเรียบร้อยดีทั้งสองส่วน

จึงขี่รถต่อไปยังด่านมาเลเซีย

ด่านของมาเลเซียมีช่องสำหรับขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปตรวจพาสปอร์ต โดยไม่ต้องลงจากเจ้าสองสูบเลย อันที่จริงหมวกกันน็อกก็ไม่ต้องถอด อีกทั้งยังมอบอัธยาศัยไมตรีอันยอดเยี่ยมของเจ้าบ้านให้ระหว่างผ่านด่านอีกด้วย

ใช้เวลาเพียง 4 นาที ทั้งเจ้าสองสูบสีแดง และเจ้านายของมัน ก็ผ่านด่านมาเลเซียที่มีชื่อว่า บูกิต กายู ฮิตัม ได้เป็นผลสำเร็จ…

ผมแปลกใจมากว่าอะไรมันจะง่ายดายและยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้…

ทุกสิ่งเสร็จสิ้นใน 4 นาที ผมคิดว่าผมต้องพลาดอะไรบางอย่างไปแน่ๆ และเพื่อให้แน่ใจ เมื่อผมหลุดออกมาจากด่านก็รีบจอดรถ และถามคนไทยที่ข้ามไปข้ามมาเป็นประจำแถวนั้นว่าผมทำทุกอย่างครบแล้วหรือ

หรือว่าจะขาดอะไรไป

เขาถามกลับว่าตรวจอะไรบ้างที่ฝั่งไทย ผมตอบไป เขาถามต่ออีก ตรวจอะไรบ้างที่มาเลเซีย ผมตอบไปอีก

เขายืนยันว่าทุกขั้นตอนถูกต้องครบหมด จากนั้น เขาผายมือ…เชิญให้เข้าสู่มาเลเซีย

และอวยพรให้ผมเที่ยวอย่างสนุกสนาน

ผมคิดว่าผมคงจะต้องใช้เวลาในการข้ามด่านประมาณสองชั่วโมง เขาคงจะต้องตรวจกระเป๋า ตรวจพาสปอร์ต และตรวจทุกอย่าง อาจจะตรวจละเอียดไปถึงเจ้าสองสูบสีแดง หลอดไฟทุกดวง (ซึ่งผมก็มั่นใจว่าผ่าน) ตรวจสอบเสียงจากท่อไอเสียด้วยเครื่องมือพิเศษทั้งค่าไอเสีย และค่าความดัง (ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะผ่าน)

…แต่ผมคงจะดูหนังมากเกินไป เพราะที่สุดแล้วใช้เวลาเพียงสิบนาทีที่ฝั่งไทย และอีกสี่นาทีที่ฝั่งมาเลเซีย…เร็วกว่าที่สนามบินอีก

เมื่อออกจากด่านฝั่งไทยที่มีชื่อว่าด่านสะเดา และด่านฝั่งมาเลเซีย ที่มีชื่อว่าบูกิต กายู ฮิตัม แล้ว ผมพบว่าความเสียใจจากหน้าที่การงาน ความกลัวจากการเดินทางในแบบที่คนทั่วไปไม่ทำกัน และความกังวลใจกับปัญหาม้าสะดุด หายไปจนหมดสิ้น

…ป้ายจราจรอันแรกที่เปลี่ยนไป ถนน รถ ผู้คน สิ่งแวดล้อมของการจราจร…เป็นครั้งแรกในทริปนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 5 ของการเดินทาง ผมมีความรู้สึกตื่นเต้น

และสนุกกับชีวิตที่ถูกใช้ไปแบบไม่ธรรมดา

ผมรู้สึกดีที่ได้ทำสิ่งนี้…รู้สึกดีมาก

ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาในสมอง…

เมื่อสี่เดือนก่อน ตอนที่ผมถือสมุด ปากกา ไปพูดคุยกับฝรั่งที่ขี่มอเตอร์ไซค์จากสิงคโปร์มาเชียงใหม่คนเดียว ผมเริ่มด้วยการคอนเฟิร์มว่าผมเข้าใจประวัติของเขาถูกต้อง

“ไอเอาอีเมลยูไปเช็กดูแล้ว เจอยูใน Linked in และพบว่ายูเป็นคนที่ใหญ่โตมากทีเดียวในวงการด้านการเงิน…จริงไหม” เขาตอบโดยการพยักหน้า (โดยประวัติแล้ว ก็เทียบได้กับ CEO ธนาคารใหญ่ๆ ในประเทศไทยเรานี่แหละ)

ผมถามต่อ ด้วยคำถามที่หนักหน่วง แต่ตรงประเด็น “คนที่ทำสิ่งนี้ เป็นคนไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่” (ผมใช้คำในภาษาอังกฤษว่า Stupid)… “คนรอบตัวผมต่างก็พูดอย่างนี้…ยูจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร”

ถามเสร็จมานึกได้ว่าอาจจะถามแรงไป กลัวว่าเขาจะตบโต๊ะและลุกออกไป…

แต่เขาไม่…เขาตอบคำถามที่ผมจำไปตลอดชีวิตทีเดียว “คนที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่คนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ใช่ไหม…”

“ใช่…พวกเขาไม่ใช่คนที่รักการขี่มอเตอร์ไซค์”

…เขาอธิบายต่อ… “อันที่จริงคนที่ทำสิ่งนี้นะ ตรงข้ามกับคำว่า Stupid ทีเดียว….แต่เป็นอัจฉริยะ (Genius) ต่างหาก”…

มาเลเซียนี่ดีจริง ข้ามมาไม่ถึงสามนาที ก็เริ่มรู้สึกได้ถึงความเป็นอัจฉริยะ!!!

บทความก่อนหน้านี้อ.นิด้า ชี้ ตลกร้าย รบ.ภูมิใจจีดีพีสูงขึ้น แต่ชาวบ้านเศรษฐกิจฝืดเคือง-ยากจนลง
บทความถัดไป“พรเพชร” เปิดหมดเปลือก 4 ปี ในหัวโขนประมุขนิติบัญญัติ ไม่มีเครดิต แต่ไม่เคยแพ้เกมกฎหมาย